สวทช.สัมมนา "นักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง" หวังแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นที่ปรึกษาให้เด็กที่มีความสามารถพิเศษ ผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ พร้อมตั้งเป้าอีกไม่เกิน 25 ปี จะมีนักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับรางวัลโนเบล แต่ต้องหนุนให้เกิดงานวิจัยเพิ่ม ด้านนักวิจัยพี่เลี้ยงเผย ไม่พบเด็กระดับตำบลในโครงการ แถมเด็กบางคนมีครูช่วยเขียนโครงงานให้ พร้อมหนุนให้เด็กคิดสิ่งใหม่ๆ ที่ใช้ได้จริง
โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาสาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน (JSTP) ศูนย์บริการจัดการเทคโนโลยี สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดงานสัมมนา "นักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยง" โดยมี รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน์ ผู้อำนวยการ สวทช. เป็นประธานในพิธี ณ ห้องกมลทิพย์ โรงแรมสยามซิตี้ กรุงเทพฯ วานนี้ (17 พ.ย.)
การสัมมนาดังกล่าว มีนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์การวิจัยสูง ในฐานะนักวิทยาศาสตร์พี่เลี้ยงประมาณ 100 คน เข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ องค์ความรู้ และข้อคิดเห็นต่างๆ พร้อมทั้งมีการบรรยายเรื่อง "ศาสตร์และศิลป์ของการเป็นนักวิจัยพี่เลี้ยงที่ดี”และการบรรยาย เรื่อง “ประสบการณ์การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษอย่างไร...ให้พัฒนาสู่นักวิทยาศาสตร์คุณภาพสูง” โดยมีวิทยากร อาทิ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี ศาสตราจารย์ ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์ ประธานกรรมการบริหาร บัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ศาสตราจารย์ ดร.วิชัย บุญแสง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ดร.วีระศักดิ์ สุระเรืองชัย ประธานคณะทำงานโครงการฯระดับมัธยมต้น เป็นต้น
ศาสตราจารย์ ดร.วิชัย กล่าวถึงศาสตร์และศิลป์ของการเป็นนักวิจัยพี่เลี้ยงที่ดีว่า ต้องมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่นักวิจัยสมัครขอรับทุน มีผลงานงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารย้อนหลัง 5 ปี มีผลงานวิจัยเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีเวลาให้คำปรึกษาแก่เยาวชนอัจฉริยภาพ และเข้าใจปัญหาในการทำงานวิจัย โดยพี่เลี้ยงจะมีหน้าที่สนับสนุน แนะนำ เป็นที่ปรึกษารวมทั้งให้กำลังใจแก่เยาวชน ในการผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพ
“ผู้ที่จะเป็นนักวิจัยพี่เลี้ยงควรเป็นคนไทย ไม่ควรเลือกคนที่มีประสบการณ์สูง แต่ไม่ตรงกับสาขาวิชาของผู้รับทุน หรือผู้ที่ยังมีประสบการณ์วิจัยไม่มากนัก โดยพี่เลี้ยงต้องตระหนักเสมอว่า หากเราต้องการอะไรจากผู้ใหญ่ เราก็ควรให้เด็กอย่างนั้น” ศาสตราจารย์ ดร.วิชัย กล่าว
ด้าน ดร.ยอดหทัย กล่าว โครงการ JSTP มีแนวคิดที่จะผลิตนักวิทยาศาสตร์ของไทยให้ได้รับรางวัลโนเบล โดยตั้งเป้าหมายไม่เกิน 25 ปี ซึ่ง โครงการ JSTP ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี อย่างไรก็ตาม หากต้องการให้นักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับรางวัลโนเบลก็ต้องทำการวิจัยให้มากๆ ซึ่งปัจจุบันงานวิจัยของไทยที่ได้รับการยอมรับยังมีจำนวนไม่มาก โดยไทยมีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เพียง 2,283 ผลงาน จากจำนวนประชากร 63.4 ล้านคน
“ถ้าเราต้องการผลักดันไทยให้มีความก้าวหน้าก็ต้องสนับสนุนเยาวชน โดยการจัดตั้งพี่เลี้ยงในการให้คำแนะนำ อย่างไรก็ดี พี่เลี้ยงก็จำเป็นต้องมีอาจารย์ผู้ใหญ่ในการเป็นที่ปรึกษาอีกทอดหนึ่ง เพื่อช่วยกันดูแลเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษผลิตงานวิจัยที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต” ดร.ยอดหทัย กล่าว
ขณะที่ ดร.กฤษณพงศ์ กล่าวถึงแนวทางการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความสามารถพิเศษว่า ต้องมีการเพิ่มประสบการณ์ให้เยาวชน มีการขยายหลักสูตร การลดระยะเวลาเรียน การใช้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้คำปรึกษา การส่งเสริมกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น ทั้งนี้ ไม่ควรวัดความสำเร็จของเยาวชนด้วยผลการเรียนในระดับมัธยมต้น แต่ควรตระหนักว่าศักยภาพและอัจฉริยภาพจะแสดงออกต่อเนื่องในระยะยาว เมื่อนักเรียนจบการเรียนและเริ่มต้นทำงานประมาณ 15-20 ปี
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วีระศักดิ์ กล่าวถึงประสบการณ์การพัฒนาเด็กที่มีความสามารถพิเศษว่า เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการส่วนมากจะเป็นบุตรของข้าราชการครูประมาณ 30-40% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเด็กดี ขณะที่เยาวชนในระดับมัธยมต้น ที่มาจากระดับตำบล ค่อนข้างหายาก ที่พอมีบ้างคือ เยาวชนในระดับอำเภอ ที่มีเพียง 2-3 คนจากจำนวนนักเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 30 คน นอกจากนี้ ปัญหาที่พบบ่อยคือ เยาวชนส่วนใหญ่มักทำโครงงานที่ซ้ำกัน ซึ่งดูเป็นความสนใจของครูมากกว่าเยาวชน เพราะมีการเขียนโครงงานและบอกหัวข้อโครงงานให้เยาวชนนอกจากนี้ ยังพบว่าเยาวชนบางคนมีความสนใจในการทำโครงงาน กับความสนใจเรียนในสาขาวิชาที่ขัดแย้งกันด้วย
โครงการ JSTP เป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สวทช.และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 โดยจะคัดเลือกเด็กที่มีความสามารถพิเศษด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ได้รับการส่งเสริม และสนับสนุนศักยภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเติบโตเป็นนักวิทยาศาสตร์หรือนักเทคโนโลยีที่มีคุณภาพของประเทศต่อไปในอนาคต


