xs
xsm
sm
md
lg

2 นักวิจัย คิดวิธี “ใช้ฉี่-หาสารโปรตีน” วินิจฉัยไข้เลือดออก

เผยแพร่:   โดย: MGR Online


ความน่าปวดหัวของการรักษา “โรคไข้เลือดออก” ที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องประสบอยู่ทุกวันนี้คือการวินิจฉัยว่าเป็นหรือไม่เป็น เพราะผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับโรคอื่นๆ ซึ่งมีไข้ขึ้นสูง ทำให้ชะล่าใจคิดว่าเป็นไข้ธรรมดา อีกทั้งการวินิจฉัยก็มีความยุ่งยากและใช้เวลานานซึ่งอาจช่วยชีวิตผู้ป่วยไม่ทัน ดังนั้นนักวิจัยหลายๆ ท่านจึงพยายามที่จะหาวิธีการที่สะดวกและรวดเร็วเพื่อให้ทันเวลาแก่การเยียวยา

ผศ.นพ.วันล่ากุลวิชิต ภาควิชาอายุรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยจากโครงการวิจัยหลังปริญญาเอก (Post Doc) ของสำนักงานสนับสนุนกองทุนวิจัย (สกว.) ได้ทำการวิจัยวิธีที่จะนำปัสสาวะของผู้ป่วยมาวินิจฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ โดยให้เหตุผลว่าการตรวจเลือดซึ่งเป็นวิธีเดิมที่ใช้อยู่นั้น บางครั้งไม่สามารถทำได้ด้วยการตรวจเลือดเพียงครั้งเดียว และหากเป็นผู้ป่วยเด็กก็มักจะไม่ได้รับความร่วมมือ

“ในบางกรณีเมื่อแพทย์ผู้ตรวจหาภูมิต้านทานไวรัสเด็งกี่ไม่พบในระยะที่เด็กมีไข้ก็ไม่สามารถให้การวินิจฉัยอย่างมั่นใจได้ ผลที่ตามมาคือไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองได้เต็มปากว่าเด็กเป็นไข้เลือดออก ทำให้มาตรการการป้องกันภาวะช็อกและอัตราการเสียชีวิตจากการติดเชื้อเด็งกี่ ไม่ได้มีประสิทธิภาพสูงสุดอย่างที่ควรจะเป็น”

ดังนั้น ผศ.นพ.วันล่าจึงได้เสนอที่จะใช้สารคัดหลั่งอื่นๆ ของร่างกาย เช่น ปัสสาวะหรือน้ำลายมาใช้ตรวจวินิจฉัยหาเชื้อไวรัสเด็งกี่หรือหาภูมิคุ้มกันต่อเชื้อดังกล่าวแทนการเจาะเลือด เพื่อเพิ่มทางเลือกในการตรวจวินิจฉัยและเด็กจะให้ความร่วมมือมากขึ้น โดยได้พัฒนาเทคนิค “พีซีอาร์” (PCR) ซึ่งเป็นวิธีการเดิมที่ใช้ตรวจโรคไข้เลือดออกอยู่แล้ว ด้วยการออกแบบชิ้นส่วนพันธุกรรมที่เรียกว่า “ไพรเมอร์” และสังเคราะห์ขึ้นเองจากยีนของไวรัสเด็งกี่ทั้ง 4 ชนิด (Serotype)

จากนั้นนำไปจับกับไวรัสเด็งกี่ในปัสสาวะหรือน้ำลาย แล้วนำไปวิเคราะห์ต่อด้วยเครื่องพีซีอาร์ ผลพบว่าสามารถตรวจวินิจฉัยได้จริงและเปรียบเทียบกับวิธีวิเคราะห์จากผลเลือดซึ่งเป็นมาตรฐานของเทคนิคนี้ พบว่าในน้ำลายมีผลบวก (แสดงว่าเป็นไข้เลือดออก) จากวิธีดังกล่าว 50 เปอร์เซ็นต์ และในปัสสาวะได้ผลบวก 80-90 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งใกล้เคียงกับผลตรวจจากเลือดที่วัดได้ 90 เปอร์เซ็นต์

แต่วิธีนี้ยังต้องใช้เวลาถึง 1 วัน ซึ่งอาจทำให้ช้าเกินไปต่อการรักษาที่ถูกต้อง ทาง ผศ.นพ.วันล่าและกลุ่มวิจัยจึงกำลังพัฒนาเทคนิคที่จะทำให้การตรวจวินิจฉัยเร็วขึ้น เรียกว่าเป็น “เรียล ไทม์ พีซีอาร์” (RT PCR) แต่จะสำเร็จเมื่อไหร่นั้นยังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีความยากลำบากในการหาชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้พัฒนาเป็น “ไพรเมอร์” นี้

และอีกงานวิจัยของ ดร.พญ.ปนิษฏี อวิรุทธ์นันท์ จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ซึ่งเป็นของโครงการวิจัยหลังปริญญาเอกเช่นกัน คือการที่จะตรวจวิเคราะห์โปรตีนของไวรัสซึ่งจะพบในโรคไข้เลือดออก โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่ามีโปรตีนที่ชื่อว่า “เอ็นเอส 1” (nonstructual1: NS1) ที่สร้างขึ้นโดยไวรัสไข้เลือดออก และคาดว่าจะผลให้เกิดการรั่วของสารน้ำหรือพลาสมาออกมานอกหลอดเลือด ทั้งนี้ทางกลุ่มวิจัยของ ดร.พญ.ปนิษฎี ได้ตั้งข้อสังเกตว่าโปรตีน “เอ็นเอส 1” มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาด คือจะอยู่ที่ผิวของไวรัสเมื่อเซลล์ในร่างกายติดเชื้อแล้วรวมถึงพบเป็นจำนวนมากภายนอกเซลล์ที่เชื้อด้วย

“โปรตีน “เอ็นเอส 1” นั้นเป็นโปรตีนที่ไม่ได้อยู่บนผิวของไวรัส ซึ่งโดยปกติแล้วไวรัสจะมีโปรตีนอยู่ที่เปลือกหลายชนิด แต่ไม่พบว่าในภาวะที่ไวรัสอยู่นอกเซลล์มีโปรตีนชนิดนี้อยู่บนผิวนอกของมันเลย แต่เมื่อไวรัสเข้าสู่เซลล์ร่างกายของผู้ติดเชื้อ โปรตีน “เอ็นเอส 1” จะถูกสร้างขึ้นจากภายในเซลล์และถูกส่งออกมาอยู่นอกเซลล์ (ที่ติดเชื้อ) มาสู่ผิวด้านนอกหรือปล่อยออกสู่นอกเซลล์ ซึ่งหมายความว่าจะสามารถตรวจพบโปรตีนชนิดนี้ได้เมื่อมรการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกภายในเซลล์เท่านั้น”

และกลุ่มวิจัยของ ดร.พญ.ปนิษฏี ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่ามีโปรตีน“เอ็นเอส 1” ถูกปล่อยออกมานอกเซลล์แล้ว ร่างกายของผู้ป่วยก็จะปล่อยโปรตีนอีกชนิดมาจับ ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับการรั่วของผนังหลอดเลือด เนื่องจากมีการตายของเซลล์บุผนังหลอดเลือดซึ่งคาดว่าจะเกิดจากสารที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว แต่ยังไม่ทราบว่าเป็นสารชนิดใด ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นสารที่เกิดในช่วงสั้นๆ เมื่อสารดังกล่าวหายไป การรั่วของหลอดเลือดก็จะหยุด และผลการศึกษานี้จะนำไปสู่การพัฒนาชุดตรวจที่ระบุได้ว่าผู้ป่วยเป็นไข้เลือดออกหรือไม่ และอาจจะเป็นตัวพยากรณ์โรคที่บอกได้ว่าผู้ป่วยจะมีอาการของไข้เลือดออกแบบรุนแรงหรือไม่รุนแรงได้