รอยเตอร์/บีบีซีนิวส์ – นักวิทยาศาสตร์อังกฤษได้รับอนุญาตให้โคลนนิงเอ็มบริโอหรือตัวอ่อนของมนุษย์เพื่อใช้ในการวิจัยทางการแพทย์ ซึ่งเป็นการอนุญาตครั้งแรก หลังจากที่ทางการอังกฤษมีมติให้การสร้างสเต็มเซลล์ด้วยวิธีนี้งว่าเป็นการดำเนินการที่ถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2545
สำนักงานกิจการเอ็มบริโอวิทยา และพันธุกรรมมนุษย์ หรือ เอชเอฟอีเอ (Human Fertilisation and Embryology Authority : HFEA) ได้อนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญแห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ทางตอนเหนือของอังกฤษ เริ่มต้นการศึกษาวิจัยเพื่อสร้าง “เซลล์ต้นกำเนิด” หรือ สเต็มเซลล์ (stem cell) ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ด้วยกรรมวิธีการลอกแบบพันธุกรรมหรือโคลนนิงตัวอ่อนมนุษย์ (เอ็มบริโอ) ซึ่งเป็นวิธีการเริ่มต้นของการโคลนนิ่งมนุษย์นั่นเอง
การตัดสินใจครั้งนี้อาจจะกลายเป็นการสะกิดให้หยิบยกเรื่องจริยธรรมขึ้นมาโต้เถียงกันใหม่ในการคัดลอกพันธุกรรม หรือโคลนนิงมนุษย์เพื่อใช้ในทางอายุรเวท ซึ่งเป็นความกังวลของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย เพราะกลัวจะกลายเป็นการโคลนนิงทารกไปในที่สุด และนั่นก็เป็นสิ่งผิดกฎหมายในอังกฤษ
ในระเบียบการพิจารณาให้โคลนิงเอ็มบริโอมนุษย์นั้นใช้ฐานเดียวกับเทคนิกการสร้างดอลลี แกะคัดลอกพันธุกรรมตัวแรก โดยนักวิทยาศาสตร์จะสร้างเซลล์ต้นกำเนิด ด้วยการโคลนนิงตัวอ่อนของมนุษย์ เพื่อพัฒนาการให้เกิดการรักษาแบบใหม่สำหรับโรคเบาหวานและโรคที่เกี่ยวข้องกับการทำงานผิดปกติกของร่างกาย เช่น อัลไซเมอร์ส และพาร์กินสันส์
การสร้างสเต็มเซลล์ด้วยการโคลนนิงเอ็มบริโอนั้น เริ่มด้วยการนำไข่ของมนุษย์มาดึงเอานิวเคลียสออก จากนั้นนำเอานิวเคลียสจากเซลล์อวัยวะที่ต้องการเช่น เซลล์ผิวหนัง มาใส่แทนแล้วใช้กรรมวิธีกระตุ้นเพื่อให้เซลล์แบ่งตัวพัฒนาการขึ้นมาเป็นตัวอ่อน ในทำนองเดียวกับไข่ที่ได้รับการผสมจากสเปิร์ม จากนั้นก็ปล่อยให้พัฒนาขึ้นมาเป็นกลุ่มเซลล์สำหรับนำไปเพาะขยายเป็นเนื้อเยื่อต่างๆ ต่อไป ส่วนตัวอ่อนที่ได้รับการกระตุ้นจะถูกเลี้ยงไว้ไม่เกิน 14 วันแล้วทำลายทิ้ง
“การวิจัยครั้งนี้จะช่วยให้มองเห็นถึงพัฒนการของการเกิดเชื้อโรคในมนุษย์ และเป็นผลประโยชน์ต่อผู้ป่วยอีกจำนวนมหาศาล” ดร.มิโอดราก สโตจโควิก สมาชิกในกลุ่มวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลผู้ซึ่งได้รับการอนุญาตให้ทำการทดลองครั้งนี้กล่าวพร้อมทั้งย้ำว่า “การทดครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับการโคลนนิงเด็กทารกแต่อย่างใด”
ทั้งนี้ ดร.สโตจโควิก ก็ได้กล่าวว่า เป็นไปได้ที่การอนุญาตให้โคลนนิงเซลล์ต้นกำเนิดครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกของยุโรป ซึ่งก่อนหน้านี้มีเพียงเกาหลีใต้ที่อนุญาตให้นักวิทยาศาสตร์ของประเทศตัวโคลนนิงตัวอ่อนของมนุษย์เป็นครั้งแรกในโลก ส่วนการทดลองครั้งนี้ต้องรออย่างต่ำอีก 5 ปี ผู้ป่วยถึงจะได้รับสเต็มเซลล์ไปใช้ในการทดลองรักษา
อย่างไรก็ดี กฎหมายด้านอายุรเวทเกี่ยวกับการทำสำเนาพันธุกรรมของอังกฤษในปี 2001 นั้น ได้ให้อำนาจแก่ สำนักงานกิจการเอ็มบริโอวิทยาและพันธุกรรมมนุษย์ หรือ เอชเอฟอีเอ เป็นผู้พิจารณาอนุญาตให้ดำเนินการ โดยเอชเอฟอีเอนั้นได้รับการสนับสนุนเพื่อดำเนินการกุศลทางการแพทย์ แต่ว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้เทคนิกสร้างตัวอ่อนใหม่ ได้ออกมาถกเถียงเรื่องการทดลองนี้ว่าเมื่อสร้างตัวอ่อนมนุษย์ขึ้นมาแล้วกลับมาทำลายเมื่อการทดลองนี้สิ้นสุดลง
“การโคลนนิงหมายรวมถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ขึ้นมา ด้วยจุดประสงค์ของการทำลาย เมื่อสเต็มเซลล์ได้เคลื่อนย้ายออกไป” ศ.แจ็ก สคาริกบริก ประธานกลุ่มไลฟ์ (Life) เผย พร้อมทั้งอธิบายว่า มันเป็นการจับโน่นผสมนี่และถือเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยที่ไม่เป็นสาระกับการเอาชีวิตมนุษย์มาทำประโยชน์ ถือเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะเหมือนกับเป็นการทำลายชีวิตมนุษย์อยู่ดีนั่นเอง
อย่างไรก็ดี ประธานเอชเอฟอีเอ ซูซี เลเธอร์ ก็กล่าวว่า ข้อบังคับที่ออกมา ได้ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งทางวิทยาศาสตร์ จริยธรรม กฎหมาย และกฎเกณฑ์ทางการแพทย์ของโครงการนี้ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการวิจัย และเชื่อมั่นในความรับผิดชอบต่อเทคโนโลยีที่นำมาใช้
ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับเชิญให้ร่วมตัดสินใจอนุญาตครั้งนี้ อย่าง จอห์น แฮร์ริส ศาสตราจารย์ทางด้านจริยธรรมทางชีวเวชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ก็ได้เปิดเผยว่าถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญในวงการวิจัยทางการแพทย์ เพื่อที่นักวิจัยจะได้เข้าใจและหาทางรักษาโรคร้ายต่างๆ ได้ ซึ่งการโคลนนิงทางอายุรเวทนั้นจะกลายเป็นสิ่งสำคัญในการนำสเต็มเซลล์มาใช้ เพื่อรักษาโรคร้ายที่ทำลายชีวิตมนุษย์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน


