xs
xsm
sm
md
lg

“ปฏิวัติห้องเรียนไทย” สพฐ. ขับเคลื่อน กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ Gathering, Processing, Applying 1- Applying 2 - Self-Regulating. พลิกจากท่องจำ สู่การสร้างนวัตกร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ปฏิวัติห้องเรียนไทย” สพฐ. ขับเคลื่อน กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ Gathering, Processing, Applying 1, Applying 2, Self-Regulating. พลิกจากท่องจำ สู่การสร้างนวัตกรตั้งแต่ระดับประถมวัยถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตพื้นที่การศึกษา เขต1 ร่วมกับสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่21 กุมภาพันธ์ 2569

บรรยากาศที่ห้องประชุมใกล้รุ่ง โรงเรียนราชวินิต ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาผู้บริหารและครูตามปกติ แต่คือสัญญาณของการ “เขย่าโครงสร้างการเรียนรู้ไทย” ครั้งสำคัญ เมื่อ ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานเปิดเวทีอบรมเชิงปฏิบัติการ “พัฒนาผู้บริหาร ครู และผู้เรียนสู่การสร้างนวัตกรรม” ผ่านโมเดล 5 ขั้นตอน Gathering ,Processing ,Applying 1, Applying 2, Self-Regulating (GPAS 5 Steps)

เป้าหมายไม่ใช่แค่ปรับแผนการสอน
แต่คือการเปลี่ยน “ดีเอ็นเอของห้องเรียนไทย” จากการท่องจำ สู่การสร้างสรรค์นวัตกรรม
จาก Passive Learning สู่ Active Learning: จุดเปลี่ยนที่ต้องกล้าตัดสินใจ

ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ผลสอบ O-NET และ PISA ของไทยต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน แทบไม่ขยับให้ดีขึ้นได้ นั่นสะท้อนบางสิ่งที่ลึกกว่าคะแนนสอบ

ดร.ศักดิ์สิน โรจนสราญรมย์ ประธานสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ชี้ชัดว่า
“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักสูตร เพราะหลักสูตรไทยมีมาตรฐานเทียบยุโรป อเมริกา และออสเตรเลียได้ และประเทศชั้นนำในเอเชียแต่ปัญหาอยู่ที่ ‘วิธีสอน“ ในห้องเรียน ซึ่งยังเป็น Passive Learning”

เขาอธิบายว่า ตัวชี้วัดกว่า 2,000 ตัว และมาตรฐานกว่า 55 มาตรฐาน ไม่ได้ซ่อนอยู่ในเนื้อหา แต่ซ่อนอยู่ใน “กระบวนการเรียนรู้”
เด็กต้องได้คิด วิเคราะห์ ลงมือทำ ประเมิน และสะท้อนผลด้วยตนเอง

หากยังสอนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียวโดยขาดกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ตัวชี้วัดและ
มาตรฐานเหล่านั้นรวมถึงคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสมรรถนะ รวมถึงการประเมินตามสภาพจริงเพื่อการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนจากระดับต่ำไปสู่ระดับสูงเป็นรายบุคคล จะไม่มีวันเกิดขึ้นจริง
เสียงสะท้อนจากครูที่เข้าร่วมอบรมสะท้อนตรงกันว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่เก่ง แต่เด็ก “ไม่มีพื้นที่ให้คิด”

ครูท่านหนึ่งกล่าวว่า
“ที่ผ่านมาเรากังวลเรื่องสอนให้ครบตัวชี้วัด จนลืมถามว่าเด็กเข้าใจจริงไหม พอเห็นกระบวนการ GPAS 5 Steps ทำให้รู้ว่าตัวชี้วัดไม่ได้เพิ่มภาระ แต่ช่วยจัดระบบความคิดให้ชัดขึ้น”

อีกเสียงหนึ่งสะท้อนว่า
“สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่เปลี่ยนเด็ก แต่คือเปลี่ยนวิธีคิดของครูเอง เราคุ้นชินกับการบรรยาย แต่วันนี้เราเห็นแล้วว่าถ้าให้เด็กได้ตั้งคำถามเอง ห้องเรียนจะมีชีวิตมากขึ้น”

GPAS 5 Steps: สูตรลับสร้าง “Innovative Citizens”

โมเดล GPAS 5 Steps ประกอบด้วย
Gathering – รวบรวมข้อมูล
Processing – วิเคราะห์และประมวลผล
Applying 1-2 – ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง และการนำเสนอ
Self-Regulating – ประเมินและสะท้อนคิดด้วยตนเอง

พร้อมการวัดผลตามสภาพจริง (Authentic Assessment) และใช้เกณฑ์ Rubrics แบบโรงเรียนมาตรฐานสากล

นี่ไม่ใช่แค่เทคนิคการสอน แต่คือ “ระบบคิดเชิงโครงสร้าง” ที่ฝึกให้เด็กไทยกลายเป็นผู้สร้าง ไม่ใช่เพียงผู้รับข้อมูล

ครูอีกท่านหนึ่งให้ความเห็นว่า
“ที่ผ่านมาคำว่า ‘นวัตกรรม’ ดูไกลตัวมาก แต่พอแยกเป็นขั้นตอนแบบ GPAS 5 Stepsทำให้เห็นว่าแม้เด็กประถมก็สามารถสร้างชิ้นงานหรือแนวคิดใหม่ได้ ถ้าเราวางคำถามถูก”

AI ไม่ใช่คำตอบ หากเด็กยังไม่คิดเอง
ในยุคปัญญาประดิษฐ์ หลายประเทศเร่งปรับตัวเองมาเรียนในรูปแบบให้ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ ไม่ใช่เรียน AI เพราะส่งผลเสียต่อผู้เรียนมากมายหลายมิติจนยากแก้ไขในห้องเรียน และดร.ศักดิ์สิน เตือนอย่างหนักแน่นว่า

“AI ให้คำตอบได้เป็นแพตเทิร์น และไม่รู้จักเด็กราบบุคคล แต่จิตวิญญาณของนวัตกรรมเกิดจากครูที่สามารถรู้จักเด็กรายบุคคล และสามารถใช้กระบวนการคิดขั้นสูงกับเด็กในการคิดร่วมกัน”จนสามารถสร้าง AI ผ่านนวัตกรรมได้ด้วยตัวของผู้เรียนเอง ไม่ใช่เรียน AI

หากระบบยังไม่พัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนให้ถูกทางตรงเป้าหมาย มุ่งเรียน โดยนำภาพของระบบอุตสาหกรรม ระบบเศรษฐกิจ ที่ต่างชาติพัฒนาสำเร็จแล้วมาใช้แต่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการพัฒนาพื้นฐานการคิดของผู้เรียนให้เข้มแข็งขึ้นตามระดับวัยและวุฒิภาวะของผู้เรียนแต่ละคน ถ้าไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเพียงพอ เน้นนำ AI มาเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก่อนพัฒนาการคิดให้แข็งแกร่ง

AI อาจยิ่งทำให้ประเทศถอยหลัง เพราะเทคโนโลยีช่วยตอบได้ แต่ไม่สามารถแทนครูที่มองเห็นศักยภาพเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคนได้

ครูผู้เข้าร่วมอบรมสะท้อนว่า
“เด็กสมัยนี้ใช้ AI เก่งมาก แต่ถ้าไม่สอนให้เขาคิดเป็น เขาจะกลายเป็นแค่คนคัดลอกคำตอบ เราในฐานะครูต้องออกแบบคำถามที่ AI ตอบแทนไม่ได้”
ผนึกกำลังระดับนโยบาย–ระดับโรงเรียน
ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี ย้ำว่า การเรียนรู้ต้องทำให้เด็ก “เก่ง ดี และมีความสุข” ควบคู่กัน นั่นคือ Knowledge , Attitude, Process

“Active Learning โดยใช้ GPAS 5 Steps เป็นทั้งวิธีคิดและกระบวนการที่จะเปลี่ยนวิธีสอน เปลี่ยนวิธีคิดของครู และเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงศักยภาพอย่างแท้จริง”

ด้าน ดร.ปรพล แก้วชาติ ผู้อำนวยการโรงเรียนราชวินิต และนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาแห่งประเทศไทย ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงจะเริ่มจาก การวิเคราะห์หลักสูตรเชิงรุก การออกแบบกิจกรรมเชิงกระบวนการ การถ่ายทอดสู่ครูผู้สอน และนำไปใช้จริงในห้องเรียน

ผู้บริหาร 37 คน ครู 220 คน จากกว่า 70 โรงเรียน เข้าร่วมอบรม 2 วันเต็ม (21–22 ก.พ. 2569) ไม่ใช่เพื่อรับฟัง แต่เพื่อ “ลงมือออกแบบห้องเรียนใหม่”
ครูหลายคนกล่าวตรงกันว่า สิ่งที่ได้กลับไปไม่ใช่เพียงเอกสาร แต่คือ “ความกล้า”

“เรารู้ว่าการเปลี่ยนแปลงอาจไม่ง่าย แต่ถ้าเริ่มจากห้องเรียนของเราเอง อย่างน้อยเด็กกลุ่มหนึ่งจะได้ประโยชน์ทันที” ครูผู้เข้าร่วมอบรมกล่าว

จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
สิ่งที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ อาจเป็นต้นแบบให้เขตพื้นที่ทั่วประเทศ

หากโมเดลนี้ถูกขยายผลจริงประเทศไทยอาจได้เห็น

- เด็กที่กล้าคิด
- กล้าตั้งคำถาม
- กล้านำเสนอ
- และกล้าสร้างสิ่งใหม่

การศึกษาไทยไม่จำเป็นต้องรอการปฏิรูปจากบนลงล่าง

แต่เริ่มจาก “ห้องเรียนหนึ่งห้อง” ที่ครูกล้าปรับวิธีคิดและเมื่อห้องเรียนเปลี่ยน ประเทศก็เปลี่ยนได้

บทสรุป
การขับเคลื่อน GPAS 5 Steps ไม่ใช่เพียงการจัดอบรมเชิงวิชาการ

แต่คือการประกาศว่า “ยุคท่องจำกำลังสิ้นสุดลง”
เสียงของผู้บริหารคือทิศทาง

เสียงของนักวิชาการคือหลักคิด
และเสียงของครูในห้องอบรม คือพลังขับเคลื่อนที่แท้จริง

หากครูและผู้บริหารร่วมกันเดินหน้าอย่างจริงจัง
คุณภาพการศึกษาไทยจะไม่เพียงขยับ
แต่สามารถ “สั่นสะเทือนทั้งระบบ” ได้อย่างแท้จริง