xs
xsm
sm
md
lg

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ในสถานการณ์โควิด-19

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รศ. นพ. ปารยะ อาศนะเสน
สาขาโรคจมูกและโรคภูมิแพ้
ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา


ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส (Coronavirus) หรือที่เรารู้จักดีในชื่อ “โควิด-19”(COVID-19)ที่สามารถติดต่อจากคนไปสู่คนได้ง่ายมาก อาจทำให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศหลายคนกังวลใจ มาทำความเข้าใจให้คลายความกังวลกัน

โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ หรือโรคแพ้อากาศเป็นโรคที่พบได้บ่อยในประเทศไทย และอุบัติการณ์ของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สารก่อภูมิแพ้ในประเทศไทยที่พบบ่อยที่สุดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการ คือ ไรฝุ่นและผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มักจะแพ้สารก่อภูมิแพ้หลายชนิด โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ยังมีผลต่อคุณภาพชีวิตคนไทย โดยทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแย่ลง อาการที่พบได้บ่อยที่สุดของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในประเทศไทย คือ อาการคัดจมูก น้ำมูกไหลคัน และจาม

ความสัมพันธ์ระหว่างโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และ โควิด

เนื่องจากเยื่อบุจมูกมีจำนวนตัวที่จับ หรือรับเชื้อโควิด (angiotensin-converting enzyme (ACE) 2 receptor) มากที่สุดในระบบทางเดินหายใจ โควิดจึงทำให้เกิดการติดเชื้อที่เยื่อบุจมูก และทำให้ผู้ป่วยมีอาการทางจมูกได้ ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัดใหญ่ หรือมีการติดเชื้อไวรัสที่ทางเดินหายใจส่วนบน รวมทั้งผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด จึงอาจจะมีอาการคล้ายกันได้ในระยะแรก ดังนั้น ผู้ป่วยเหล่านี้ อาจติดเชื้อโควิดได้ โดยอาการของโควิดอาจปรากฏชัดในเวลาต่อมา

ปัจจุบันมีการรายงานจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโควิดที่มีการสูญเสียการรับกลิ่น และ/หรือ การรับรสอย่างเฉียบพลันมากขึ้น โดยอาจเป็นอาการนำ ก่อนที่จะมีอาการอื่นๆของโควิดตามมาถึงร้อยละ 20-60 ของผู้ป่วย และมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุน้อยกว่า 40 ปี ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โดยเฉพาะผู้ที่มีการสูญเสียการรับกลิ่น และ/หรือ การรับรส จึงอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด คิดว่าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ติดเชื้อโควิดได้ อาจทำให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ โดนรังเกียจจากสังคม นอกจากนั้นการที่เยื่อบุจมูกของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มีอาการอักเสบเรื้อรังตลอดเวลา ทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสได้ง่ายกว่าคนปกติ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ สามารถติดเชื้อโควิดได้ง่ายกว่าคนปกติที่แข็งแรงดี หรือ ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่ติดเชื้อโควิดจะมีการดำเนินโรคที่รุนแรง เช่นเกิดภาวะแทรกซ้อน มากกว่าผู้ป่วยปกติที่ติดเชื้อโควิดดังนั้น จมูกอักเสบภูมิแพ้ จึงไม่ได้ถูกจัดว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงของโควิด หรืออีกนัยหนึ่ง โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ได้เพิ่มความรุนแรงของโควิด ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ติดเชื้อโควิด ก็เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่สามารถแพร่เชื้อไปสู่คนปกติได้

ข้อแตกต่างระหว่างผู้ป่วยจมูกอักเสบภูมิแพ้ และผู้ป่วยโควิด

ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ถ้าไม่มีการติดเชื้อร่วมด้วย จะไม่มีไข้ หรืออาการอื่นๆ ของการติดเชื้อ เช่น เจ็บคอ ไอ อ่อนเพลียเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว อย่างไรก็ตามผู้ป่วยโควิดก็อาจจะไม่มีไข้ได้ นอกจากนั้นถ้าผู้ป่วยโรค จมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด เช่น ประวัติเดินทางมาจากประเทศ หรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิดในช่วง 14 วันก่อนมีอาการ, มีคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัวที่ร่วมอาศัย เดินทางไปประเทศหรือพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคโควิดหรือมีไข้ร่วมกับอาการระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หายใจเร็ว หรือเหนื่อยหอบ อาจทำให้นึกถึงการติดเชื้อโควิดน้อยลง ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ มักจะมีอาการทางจมูกเด่นกว่าผู้ป่วยโควิดซึ่งมักจะมีอาการทางเดินหายใจส่วนล่างเด่น แต่อาจต้องระวัง เพราะผู้ป่วย จมูกอักเสบภูมิแพ้ อาจมีโรคหืดร่วมด้วย

นอกจากนั้นถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ได้รับการรักษาโรคอย่างเหมาะสม เช่น ล้างจมูก ใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกการรับประทานยาต้านฮิสทามีน หรือยาแก้แพ้ หรือการใช้ยาต้านฮิสทามีนชนิดพ่นร่วมกับยาสเตียรอยด์พ่นจมูก อาการทางจมูก รวมถึงความผิดปกติในการรับกลิ่นควรจะดีขึ้น แต่ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะมีความผิดปกติในการรับกลิ่น และ/หรือ การรับรสที่เกิดขึ้นเฉียบพลัน หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด อาจสงสัยโควิดดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ควรจะได้รับการรักษาเพื่อคุมอาการให้ดีในช่วงที่มีการระบาดของโควิด เพื่อที่จะให้แพทย์วินิจฉัยแยกโรคได้ง่าย ไม่สับสนในการวินิจฉัย เมื่อผู้ป่วยมีอาการ โดยเฉพาะอาการทางจมูก

การดูแลผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด

การหาสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ โดยการทดสอบทางผิวหนัง ควรเลื่อนไปก่อน แต่ถ้าจำเป็น อาจใช้วิธีเจาะเลือดหาสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้แทน การรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในปัจจุบันมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ควบคุมอาการของผู้ป่วยได้ ไม่มีอาการทางจมูก (คัดจมูกคันจามน้ำมูกไหล) ไม่มีอาการทางตา (คัน เคืองตา แสบตาน้ำตาไหล) ไม่รบกวนการนอนหลับ ไม่รบกวนกิจวัตรชีวิตประจำวัน การเรียน การเล่นกีฬา ไม่มีโรคร่วม เช่น ไซนัสอักเสบ ริดสีดวงจมูก หูชั้นกลางอักเสบ ความผิดปกติของการหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น จมูกไม่ได้กลิ่น หรือได้กลิ่นน้อยลง

จากการศึกษาพบว่า ร้อยละ 20-30 ของผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาที่ตนเองได้รับอยู่ และมักมีอาการคัดจมูกเป็นอาการเด่น ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่มีการติดเชื้อโควิดร่วมด้วย และยังคงมีอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อาจยังคงมีอาการจาม ซึ่งจะแพร่กระจายเชื้อโควิดได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ในช่วงที่มีการระบาดของโควิดควรได้รับการรักษาไม่ให้มีอาการทางจมูก เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยแยกโรคได้ง่ายขึ้นว่า ผู้ป่วยที่ยังคงมีอาการทางจมูกอยู่ ไม่ได้เกิดจาก โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่ยังคุมอาการได้ไม่ดี แต่เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น หวัดไข้หวัดใหญ่หรือ โควิดนอกจากนั้น เมื่อผู้ป่วยควบคุมอาการของโรคได้ดี ก็ไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อโควิด และในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่มีการติดเชื้อโควิดร่วมด้วย การที่คุมอาการของโรคได้ดี จะช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อโรคผ่านทางการจามด้วย

การรักษาผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ด้วยยาชนิดต่างๆนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อโควิดได้ง่ายขึ้น หรือผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่ติดเชื้อโควิด มีความรุนแรงของโรคมากขึ้น ผู้ป่วยจึงควรได้รับการรักษาเหมือนที่เคยได้ ก่อนที่มีการระบาดของโควิด และควรประเมินอาการตนเอง และปรับยาเองตามอาการ

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นว่า การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะป้องกันการติดเชื้อ ไวรัสหรือโควิดได้ ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ต้องการล้างจมูกเพื่อบรรเทาอาการทางจมูก และ/หรือไซนัส ก็สามารถล้างได้ แต่ควรทำความสะอาดอุปกรณ์ในการล้างจมูก เช่น ขวดบีบน้ำเกลือกระบอกฉีดยาหรือลูกยางแดงให้ดี เพื่อลดการติดเชื้อ สิ่งที่ต้องคำนึงถึง คือ การล้างจมูกให้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่เป็นโควิด อาจทำให้มีการแพร่กระจายเชื้อไปยังผู้อื่นได้ ถ้าผู้ป่วยอยู่คนเดียวในที่อยู่อาศัย หรือกักตัวอยู่ การล้างจมูกไม่น่าจะก่อให้เกิดปัญหาอะไร ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ว่า การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือจะทำให้ผู้ป่วย โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่เป็น โควิดหายจากการติดเชื้อเร็วขึ้นหรือไม่

ไม่มีข้อห้ามในการใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ถ้าผู้ป่วยเคยใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกอยู่แล้ว ก็สามารถใช้ต่อได้ ไม่จำเป็นต้องหยุดใช้ หรือแม้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่ยังไม่เคยใช้ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกก็สามารถใช้ได้ แม้ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่ติดเชื้อโควิด ก็สามารถใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูกได้ เพราะไม่ได้ทำให้การติดเชื้อ หรือภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยแย่ลง และไม่แนะนำให้หยุดใช้ ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก

การรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ด้วยการฉีด หรือการอมใต้ลิ้น ไม่ควรเริ่มในผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ช่วงนี้ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แต่ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่ได้รับการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ อยู่แล้วในช่วงที่ปรับขนาดวัคซีนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ควรจะนัดการมารับวัคซีนห่างออกไปเป็นทุก 2-4 สัปดาห์ได้ ถ้าอยู่ในช่วงที่ให้ขนาดวัคซีนคงที่ (คือได้ขนาดสูงสุดที่ผู้ป่วยรับได้แล้ว)อาจนัดการมารับวัคซีนห่างออกไปเป็นทุก 6-8 สัปดาห์ได้ วัคซีนชนิดอมใต้ลิ้นมีข้อได้เปรียบกว่าวัคซีนชนิดฉีดคือผู้ป่วยไม่ต้องมาโรงพยาบาลบ่อย สามารถรับการรักษาที่บ้านผู้ป่วยได้ ทำให้ลดอัตราการติดเชื้อโควิด จากการเดินทางมาโรงพยาบาลได้ ถ้าอาการของผู้ป่วยค่อนข้างคงที่ และไม่ได้มีอาการมากขึ้น หลังหยุดการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ อาจหยุดการรักษาไปชั่วคราวก่อนก็ได้ ถ้าผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ที่รักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ติดเชื้อโควิด ควรหยุดการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ไว้ก่อน จนกว่าผู้ป่วยจะหายดี หรือมีภูมิคุ้มกันต่อโควิดแล้ว ค่อยมาพิจารณาเริ่มการรักษาด้วยวัคซีนภูมิแพ้ใหม่

ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้รวมทั้งทุกคนควรดูแลและป้องกันตนเองจากเชื้อโควิด โดยใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน ล้างมือด้วยสบู่และน้ำนานอย่างน้อย 20 วินาที ใช้แอลกอฮอล์เจลที่มีปริมาณของแอลกอฮอล์อย่างน้อยร้อยละ 60 ทามือในที่ที่ไม่มีสบู่และน้ำให้ล้างมือ เวลาไอหรือจาม ใช้กระดาษชำระแล้วทิ้ง ไม่ควรไอหรือจามใส่มือ ถ้าไม่มีกระดาษชำระให้ไอหรือจามใส่แขนบริเวณข้อศอก ทำความสะอาดวัตถุหรือพื้นผิวที่ต้องจับต้องบ่อย ๆ ถ้าป่วยหรือไม่สบาย ควรอยู่บ้าน รวมทั้งหลีกเลี่ยงการสัมผัส เช่น การจับมือทักทาย การจูบ กอด และควรเว้นระยะห่างจากผู้อื่น (Social distancing) อย่างน้อย 2 เมตร รวมถึงใช้ยาควบคุมอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ให้ดี

อาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ และการติดเชื้อโควิด อาจจะคล้ายกันได้ในระยะแรก การสูญเสียการรับกลิ่น และ/หรือ การรับรสอย่างเฉียบพลัน อาจเป็นอาการนำ ก่อนที่จะมีอาการอื่นๆของโควิด ได้ ผู้ป่วยควรรายงานความผิดปกติในการรับกลิ่น และ/หรือการรับรสของผู้ป่วยให้แก่แพทย์ทราบเสมอ ผู้ป่วยโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ อาจถูกคนรอบข้างเข้าใจผิด คิดว่าติดเชื้อโควิดได้ ทำให้โดนรังเกียจจากสังคม ผู้ป่วยควรรักษาและควบคุมโรคไม่ให้มีอาการทางจมูกในช่วงที่มีการระบาดของโควิดนี้ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดดังกล่าว โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ไม่ใช่ปัจจัยเสี่ยงของโควิดและไม่ได้เพิ่มความรุนแรงของโควิด การรักษาโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ ด้วยยาชนิดต่างๆนั้น ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อโควิดได้ง่ายขึ้น หรือมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น จึงควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อควบคุมอาการของตนให้ดีพร้อมกับดูแลและป้องกันตนเองจากโควิดในช่วงที่มีการระบาด


กำลังโหลดความคิดเห็น...