xs
xsm
sm
md
lg

ข้อดีสงกรานต์ยุคCOVID-19/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ใกล้เข้าสู่เทศกาลสงกรานต์อีกปีหนึ่งแล้ว แต่ปีนี้เป็น “สงกรานต์” ที่ไม่เหมือนเดิม

ถ้าจำกันได้ช่วงเทศกาลตรุษจีนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ประเทศจีนกำลังเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ที่อู่ฮั่นอย่างหนักหน่วงทำให้รัฐบาลจีนประกาศงดกิจกรรมตรุษจีน ทั้งที่เป็นวันสำคัญของชนชาติจีน เป็นวันปีใหม่ที่บ้านเขาให้ความสำคัญอย่างมาก แต่เพื่อความปลอดภัยของคนในชาติ และเพื่อไม่ให้เชื้อกระจายไปในวงกว้างก็ต้องยอม

จำได้ว่าการงดกิจกรรมตรุษจีนในครั้งนั้น สายตาที่เรามองก็คือเห็นใจ และส่งกำลังใจให้กับพวกเขา

จนกระทั่งมาถึงเทศกาลสงกรานต์ในบ้านเรา สถานการณ์ของประเทศจีนดีขึ้นในขณะที่บ้านเรายังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งบรรยากาศขณะนี้ทุกคนก็รับรู้แล้วว่า สงกรานต์ปีนี้ถูกประกาศว่าไม่ได้เป็นวันหยุด

และจะไม่มีกิจกรรมสงกรานต์แห่งความสนุกสนานเหมือนทุกปี

ทั้งยังทำให้ปีนี้ผู้คนจำนวนมากไม่ได้กลับบ้านไปหาพ่อแม่ปู่ย่าตายายเหมือนทุกปี เพราะมีการรณรงค์ไม่อยากให้คนหนุ่มสาวที่อาจเป็นพาหะจากสถานที่หนึ่งนำเชื้อCOVID-19 ไปสู่พ่อแม่ปู่ย่าตายายของเราที่เป็นกลุ่มเสี่ยงในอีกสถานที่หนึ่ง

ฉะนั้น ปีนี้ประเพณีสงกรานต์น่าจะเงียบเหงากว่าทุกปี

ภาพบรรยากาศได้พักผ่อนในวันหยุดยาวร่วมกับครอบครัว เป็นสิ่งที่คนไทยยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานหรือประเพณีพิธีรดน้ำดำหัว ขอพรผู้หลักผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ก็คงได้เห็นน้อยลง

สงกรานต์ เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยซึ่งสืบทอดมาแต่โบราณคู่มากับประเพณีตรุษ จึงมีการเรียกรวมกันว่า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หมายถึงประเพณีส่งท้ายปีเก่า และต้อนรับปีใหม่ คำว่าตรุษเป็นภาษาทมิฬ แปลว่าการสิ้นปี จึงหมายความว่าเทศกาลเนื่องในการสิ้นปี และการขึ้นปีใหม่

ความจริงแล้ว วันที่ 13 เมษายนของทุกปี ทุกคนรู้ดีว่าตรงกับวันสงกรานต์แต่ผู้คนมักลืมว่าเป็นวันผู้สูงอายุด้วย
การให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่จำเป็นมากของสังคมไทยซึ่งช่วงสงกรานต์เป็นวันที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ก็รอคอยการกลับมาของลูกหลานเช่นกัน

ปีนี้หลายคนอาจไม่ได้ไปพบท่าน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่สามารถแสดงความรักได้
เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบ จากเคยโอบกอด บอกรัก ปีนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นบอกรักผ่านออนไลน์ บอกผู้ใหญ่ให้เข้าใจว่าปีนี้ไม่สามารถไปหาท่านได้ เพราะเป็นกังวลเรื่อง COVID-19 กลัวจะเป็นพาหะแล้วนำเชื้อไปติดท่าน ปีนี้ขอกอดและบอกรักผ่านออนไลน์ละกัน

หรืออาจใช้วิธีสื่อรักผ่านสารพัดรูปแบบใหม่ๆ ที่พอจะปรับตามความถนัด เช่น ให้หลานอ่านหนังสืออัดผ่านสื่อคลิปแบบเห็นหน้า แล้วส่งไปให้ปู่ย่าตายายฟังเนื้อหาไม่สำคัญเท่าความตั้งใจ และความรักที่ลูกหลานมีให้ หรืออาจจะประดิษฐ์การ์ดสวยๆ เขียนคำอวยพร โดยหาสิ่งของที่มีอยู่ในบ้าน มาทำการ์ดสวยๆหรือจะใช้รูปภาพจริงของครอบครัว ที่มีรูปปู่ย่าตายายมาแปะลงกระดาษ หรือวาดรูประบายสีเองเท่านี้ท่านก็ชื่นใจแล้ว

เรียกว่าพยายามหาทางสื่อรักให้ท่านรู้ว่าแม้จะมีสถานการณ์ COVID-19 แต่ก็สามารถส่งต่อความรัก ความเข้าใจถึงกันและกันด้วยออนไลน์ แล้วเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นก็จะรีบไปหาท่าน

ขณะเดียวกันจะว่าไปแล้วท่ามกลางสถานการณ์วิกฤติCOVID-19 ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติไปแล้ว เมื่อลองมองหาข้อดีของสงกรานต์ยุคCOVID-19 ก็มีไม่น้อยเหมือนกันนะ และน่าจะสะท้อนให้เห็นสงกรานต์ที่ผ่านมาในอดีตได้ด้วย

ประการแรก- ลดภาวะภัยแล้ง
ในปีหนึ่ง ๆ เราสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ไปมากมาย เฉพาะช่วงเทศกาลสงกรานต์ในปีหนึ่งก็มีเพียง 3-5 วัน แต่เชื่อไหมว่าช่วงเวลาไม่กี่วัน เราใช้น้ำไปแบบสูญเปล่ามากมายมหาศาลขนาดไหน

จากสถิติการใช้น้ำขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ใน 1 คนใช้น้ำ 200 ลิตรต่อวัน แต่ในช่วงเทศกาลจะมีการใช้น้ำมากกว่า 3 เท่า

ภาพของการเล่นน้ำของผู้คนที่สาดน้ำใส่รถยนต์ที่วิ่งบนท้องถนน เหมือนสาดน้ำทิ้ง คิดดูว่าถ้าคนหนึ่งคนสาดน้ำไปที่รถยนต์คนละหนึ่งคัน เราจะสูญเสียน้ำไปขนาดไหน ยิ่งยุคนี้แทบจะไม่เห็นขันน้ำเลย เพราะบางคนใช้สายยางฉีดน้ำอีกต่างหาก

ในขณะที่เรากำลังเผชิญปัญหาภัยแล้งในปีนี้อย่างหนัก เรียกว่ามีสัญญาณตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ว่าปี 2563ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากในรอบ 40 ปี นับตั้งแต่ปี 2522 และกรมอุตุนิยมวิทยา ก็คาดการณ์ว่าประเทศไทยต้องเผชิญฝนแล้งยาวนานจนถึงเดือนมิถุนายน โดยคาดว่าปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5 เปอร์เซ็นต์ ในพื้นที่แล้งซ้ำซาก ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน

ฉะนั้น ถ้าปีนี้งดการเล่นน้ำสงกรานต์ก็เท่ากับเรากำลังช่วยลดปริมาณการใช้น้ำ และยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกร ฯลฯ

สอง - ลดอุบัติเหตุ
ทุกเทศกาลสงกรานต์เราจะคุ้นชินกับการรายงานข่าวตัวเลข 7 วันอันตราย ซึ่งจะพบตัวเลขผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บจำนวนมากจากอุบัติเหตุบนท้องถนน

การมีวันหยุดยาวทั่วประเทศ ทำให้การเดินทางจากเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพออกไปทั่วทุกภาคของประเทศ การจราจรบนถนนสายสำคัญคับคั่งในช่วงวันก่อนเทศกาล และวันสุดท้ายของเทศกาล และเมื่อมีรถบนท้องถนนจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันก็ย่อมทำให้มีโอกาสการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูงไปด้วยอีกทั้งการเดินทางไปฉลองไปอีกต่างหาก การเกิดอุบัติเหตุจึงมีจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับเมาแล้วขับ หรืออ่อนเพลียจนหลับใน หลายครอบครัวจบการฉลองเทศกาลด้วยงานศพ การสูญเสียคนในครอบครัว และการบาดเจ็บพิการก็มี

ฉะนั้น ปีนี้จึงมีแนวโน้มที่ตัวเลขของอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงสงกรานต์จะลดลงอย่างแน่นอน

สาม - ลดการดื่มแอลกอฮอล์
ภาพที่เห็นในปัจจุบันจนชินตาคือ การเล่นน้ำสงกรานต์และการดื่มสุราไปด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือ ความคึกคะนอง และเสี่ยงต่อเภทภัยอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกมากมาย บางคนก็อาจจะเคยเห็นภาพประเภทบรรทุกน้ำขึ้นหลังรถบรรทุกพร้อมถังน้ำขนาดใหญ่และแอลกอฮอล์ย้อมใจขณะเล่นน้ำอีกต่างหาก ดื่มไปด้วยมีเสียงเพลงดังเร้าใจ สร้างบรรยากาศคึกคะนองเพิ่มเข้าไปอีก และก็ยังขับรถไปตามท้องถนนโดยไม่สนใจว่าจะไปขวางทางการจราจรรถยนต์คันอื่นหรือไม่

ฉะนั้น ปีนี้เราคงไม่ได้เห็นภาพเหล่านี้ และบางพื้นที่ก็งดการขายแอลกอฮอล์ด้วย

สี่ - ลดอาชญากรรมและถูกลวนลาม
แน่นอนว่าเวลาเล่นสาดน้ำกัน ผู้หญิงมักจะตกเป็นเป้าเสมอ ๆ ยิ่งถ้าแต่งตัวหล่อแหลมด้วยยิ่งจะตกเป็นเหยื่อของการถูกลวนลาม ทั้งสาดน้ำ ปะแป้ง และผู้หญิงส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำ ก็มักไม่กล้าแจ้งความ จึงกลายเป็นจังหวะอันดีของพวกลามกที่ฉวยโอกาสช่วงเทศกาล หรือกระทั่งพวกมิจฉาชีพที่แฝงตัวเข้าไปในสถานที่ที่มีผู้คนจำนวนมากแล้วก่อเหตุก็มีไม่น้อย

ทั้ง 4 ประการเราเคยรณรงค์กันอย่างหนักทุกช่วงเทศกาลสงกรานต์ปกติของทุกปี แต่ไม่เห็นผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ แตกต่างจากปีนี้ที่น่าจะสำเร็จแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เห็นมั้ยละว่าในแต่ละวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ

บางทีถ้าเราเรียนรู้ สิ่งที่เป็น “New Normal” ที่ดีในช่วงเวลานี้ อาจจะทำให้เป็น “Normal” ตลอดไปในอนาคตก็ได้


กำลังโหลดความคิดเห็น...