xs
xsm
sm
md
lg

ชีวิตหักดิบเมื่อต้องเรียนออนไลน์ในยุค COVID-19/ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เรายังอยู่ในสถานการณ์ฉุกเฉิน COVID-19 ผู้คนจำนวนมากกำลังปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตัวเอง ของครอบครัว และของสังคม พยายามปฏิบัติตัว “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” และหันมาใช้รูปแบบการใช้ชีวิตแบบพึ่งพาเทคโนโลยี เช่นเดียวกับลูกชายคนโตของดิฉัน “สรวง สิทธิสมาน” ที่ต้องหันมาเรียนผ่านระบบออนไลน์แบบเข้มข้น ทำให้ต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่ใช่แค่เรื่องตารางเวลาที่ไม่ตรงกับประเทศจีนเท่านั้น แต่ต้องปรับรูปแบบการใช้ชีวิต พยายามเอาชนะตัวเอง เอาชนะสิ่งเร้ารอบข้าง และปรับใจตัวเองเพราะเชื่อว่านับจากนี้ชีวิตของผู้คนจะไม่เหมือนเดิม บทความชิ้นนี้ได้ถ่ายทอดความคิดของเด็กหนุ่มที่ต้องหักดิบเรียนผ่านออนไลน์แบบฉับพลัน
………
ไวรัสใหม่ที่ปรับตัว เข้ามาทำให้วิถีชีวิตมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลง

10 วันผ่านไปอย่างไม่รู้ว่าช้าหรือเร็ว กับการกักตัวอยู่บ้านเพื่อรับผิดชอบสังคมส่วนรวมในช่วง COVID-19 บางครั้งก็รู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปช้า บางครั้งก็รู้สึกว่ามันเร็วเหลือเกิน ช่างเป็นความรู้สึกที่เข้าใจยากยิ่งนัก

แน่นอนว่าการไม่ได้ออกจากบ้านเป็นเวลานานทำให้ผมรู้สึกเบื่อ เพราะนอกจากจะไม่ได้ทำกิจกรรมหรืออะไรที่โลดโผนเร้าใจแล้ว ยังต้องมานั่งเรียนคลาสออนไลน์อยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ กิจกรรมนอกเหนือจากนั้นมีเพียงการนั่งดูโทรทัศน์กับอ่านหนังสือ ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า

แต่พอลองมานึกดูอีกที แค่เพียงสัปดาห์นี้สัปดาห์เดียว ผมดูซีรี่ส์ Netflix เรื่อง Kingdom จบไป 2 ซีซั่น เรื่อง Altered Carbon อีก 2 ซีซั่น และเรื่อง Stranger Thing season 1 รวมทั้งหมดกว่า 40 ตอน ประมาณ 35 ชั่วโมง

ขอย้ำอีกทีนะครับว่าแค่สัปดาห์เดียว...

ซึ่งพอมาคิดดูในมุมนี้ กับเวลาที่ผ่านไปทั้งสัปดาห์ รายการ The Rapper ที่ผมติดตามอยู่ เขาจะปล่อย Episode ใหม่ทุกสัปดาห์ ได้ออนแอร์อีกครั้ง ผมนั่งดูรายการพลางคิดไปว่าผมเพิ่งจะดู Episode ที่แล้วจบไปเองนี่นา ผ่านมา 1 สัปดาห์แล้วหรือเนี่ย

นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเลือกประโยคขึ้นต้นบทความว่า "10 วันผ่านไปอย่างไม่รู้ว่าช้าหรือเร็ว" เพราะจะว่าช้ามันก็ช้า จะว่าเร็วมันก็เร็ว งงไหมครับ ฮ่าฮ่า...

อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น ถึงแม้โลกจะอยู่ในช่วงวิกฤติ จังหวะชีวิตเหมือนจะหยุดชะงักลง แต่เราทุกคนก็ยังต้องหาหนทางเดินไปต่อ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นักศึกษาอย่างผมที่กลับไปเรียนในห้องเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ต้องมาเข้าคลาสเรียนออนไลน์แทน โดยส่วนตัวผมไม่ยินดีกับเรื่องผลลัพธ์แบบนี้เท่าไรนัก เพราะรู้ว่าตัวเองค่อนข้างขี้เกียจและไร้วินัย ผมจึงไม่ชอบและไม่คุ้นชินสักที เพราะการจะเรียนหนังสือควรเกิดขึ้นในที่ที่มีบรรยากาศสำหรับเรียนหนังสือ และมีปฏิสัมพันธ์กับคนที่สอนหนังสือ ที่สำคัญคือการได้อยู่รวมเพื่อน ๆจากต่างชาติ ที่ร่วมเรียนหนังสือด้วยกัน และมีบรรยากาศการเรียนการสอน การทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งสถานที่ที่ตอบโจทย์สำหรับไลฟ์สไตล์ของผมคือห้องเรียน

กลับกัน ตอนนี้ผมกักตัวอยู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ที่สบายที่สุด เตียงนุ่มและแอร์เย็น มีทีวีจอใหญ่พร้อม Netflix และซีรี่ส์เป็นร้อยเป็นพันเรื่อง การนั่งเรียนหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างมีสมาธิก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเฟสบุ๊คก็แจ้งเตือนอยู่เป็นช่วง ๆ จะเข้าไปดูคลิปสนุก ๆ บน Youtube ก็ทำได้ในไม่กี่คลิ๊ก โดยที่ไม่มีอาจารย์คนไหนมายืนคุมจับผิด เรียกได้ว่าการเรียนออนไลน์มี Distraction ต่อผมได้อยู่ตลอดเวลา

ช่วงแรกที่เริ่มเรียนออนไลน์เป็นช่วงที่ทำใจลำบากที่สุด เพราะการที่อยู่บ้านแล้วต้องตื่น 7 โมงเช้ามานั่งเรียนถือเป็นเรื่องหงุดหงิดสำหรับผม เพราะผมมักจะนอนดึก อีกทั้งที่ถึงแม้ว่าจะเป็นการเรียนออนไลน์ แต่ความเข้มงวดในการเรียนการสอนกลับไม่ลดลงแม้แต่น้อย เหล่าซือยังคงจัดตารางเรียนแน่นเอี้ยดเหมือนเคย ซ้ำยังโยนการบ้านมาให้ทำเป็นว่าเล่น ประหนึ่งว่าการส่งการบ้านคือการเช็คชื่อไปในตัว

จริงอยู่ที่การเรียนการสอนแบบออนไลน์สามารถทำให้เราจัดการเวลาเรียนด้วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง แต่การมีอิสระในการจัดตารางเรียนด้วยตัวเองสำหรับผมไม่ใช่เรื่องดี เพราะผมเป็นคนค่อนข้างขี้เกียจ ให้เลือกทำระหว่างสิ่งที่ไม่อยากทำหนึ่ง กับสิ่งที่ไม่อยากทำสอง จะให้ผมเลือกทำอะไรน่ะหรือ ผมเลือก...นอนดีกว่า.....

ใครจะรู้ว่าปิดเทอมฤดูหนาวที่ปกติใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนจะลากยาวมาจนถึงตอนนี้ กระนั้นแล้ว ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ไปถึงเมื่อไร

เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ทำให้โลกทั้งใบปั่นป่วนกันถ้วนหน้า และเพื่อความปลอดภัย ทุกคนต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปตามสถานการณ์ ทำให้สูญเสียความคล่องตัวในการใช้ชีวิตสมัยใหม่ เมืองใหญ่กลับดูไร้ผู้คน กระนั้น การเคลื่อนไหวบนโลกโซเชียลกลับมีมากเป็นปรากฏการณ์อย่างไม่เคยมีมาก่อน

วิกฤติโควิดครั้งนี้ ไม่มีใครรู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และจะร้ายแรงกว่านี้แค่ไหน แต่ผมเชื่อว่ามันจะเป็นการจัดระเบียบโลกใหม่อีกครั้ง และมนุษย์ทั้งหมดจะต้องปรับตัว วัฒนธรรมต่าง ๆ อาจถูกปรับเปลี่ยน ทั้งวัฒนธรรมการกินสัตว์ป่า การทักทายที่ต้องสัมผัสตัว สุขอนามัยในที่สาธารณะที่ไม่สะอาดและทันสมัย และอาจรวมไปถึงวิถีของการเรียนการสอนด้วย

แม้ที่ผมได้บ่นไปเมื่อตอนต้น ถึงแม้ผมจะไม่ชอบ และไม่ชินกับการเรียนการสอนแบบออนไลน์ แต่สุดท้าย ผมก็ต้องพยายามปรับตัว ต้องมีสมาธิมากขึ้น และต้องตั้งใจด้วยตัวเอง เพราะจะไม่มีใครมาบังคับให้ส่งการบ้านตรงเวลา ไม่มีใครมายืนคุมให้เราตั้งใจดูเนื้อหา คะแนนแทบทั้งหมดถูกคำนวณโดยโปรแกรม เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง จัดตารางด้วยตัวเอง ทำแบบฝึกหัดด้วยตัวเองเพราะไม่มีเพื่อนข้าง ๆ ให้ถาม และการจะต่อสู้กับสิ่งเร้าต่าง ๆ ในบ้าน ก็ต้องทำด้วยตัวเอง

เรียกได้ว่าทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเอง

จะดีหรือร้าย แต่ช่วงวิกฤติ COVID-19 นี้ได้ทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศในการใช้ชีวิต ย้ายตัวตนบนโลกความจริงมาบนโลกออนไลน์ เป็นการบอกใบ้ถึงภาพของโลกในอนาคต โลกที่สิ่งแวดล้อมเสียหาย และมนุษย์ใช้ชีวิตโดยการพึ่งพาเทคโนโลยี

เช่นเดียวกับตัวผม ที่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาเล่าเรียน ถึงจะไม่ชิน และมีข้อพลาดอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีการยกเว้นให้ข้อผิดพลาดที่แม้จะเล็กน้อยก็ตาม และถึงแม้ว่าผมจะมีเหตุผลมากมายที่ทำให้ผมปฏิเสธการเรียนออนไลน์ แต่การวัดคะแนนก็ไม่มีการลดหย่อนผ่อนปรนแม้แต่น้อย เห็นได้ชัดว่าต่อให้ผมปรับตัวไม่ทัน แต่ก็จะไม่มีใครหยุดรอผม และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป สุดท้ายผมก็จะสอบตก

เช่นเดียวกับยุคสมัย หากเราเอาแต่บ่นว่าโลกเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป เราก็จะไม่มีทางตามทันยุคสมัยได้

โลกนั้นหมุนไปข้างหน้าเสมอ และหากเราไม่ปรับตัว เราก็จะเป็นได้แค่คนที่ถูกทิ้งให้ตายซากอยู่ข้างหลังเท่านั้น

เช่นนั้นแล้ว ยอมรับความเปลี่ยนแปลงเถอะครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...