xs
xsm
sm
md
lg

ราชทัณฑ์คาดสิ้นปี 52 ยอดนักโทษอาจพุ่งถึง 2 แสนคน

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

นายนัทธี จิตสว่าง
เผยอนาคตไทยจำเป็นต้องใช้นักวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เพิ่มขึ้น เหตุคนแก่มากกว่าวัยทำงาน แขวะภาครัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญคนทำงานมีแต่อาสาสมัครเอกชน ชี้ประชานิยมไม่ได้ช่วยประชาชนพึ่งพาตนเองได้ “นัทธี” อธิบดีกรมราชฑัณฑ์ ระบุคุกไทยมียอดผู้ต้องขังสูง สิ้นปี 52 อาจพุ่งถึง 2 แสนคน สะท้อนปัญหาสังคม เศรษฐกิจ เผยแต่ละปีปล่อยผู้ต้องขัง 3 หมื่นคน มีถึง 13% กลับเข้าคุกตามเดิม เพราะสังคมไม่ให้การยอมรับ จึงต้องอัดฉีดวิชาชีพ ศีลธรรม การศึกษา ให้ผู้ต้องขังก่อนปล่อยตัว ด้านนักวิชาการเสนอตั้งโรงเรียนนำร่องด้านสังคมสงเคราะห์ 20-30 แห่ง แก้ปัญหาเด็กใช้ความรุนแรง

วันนี้ (17 มี.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. ที่โรงแรมปรินซ์พาเลช กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จัดการประชุมวิชาการนักสังคมสงเคราะห์ทั่วประเทศ ครั้งที่ 2 เรื่อง “วาระสังคมสงเคราะห์และพัฒนาสังคม : จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ เพื่อฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจสังคมและความเป็นวิชาชีพ” โดยนายสรรพสิทธิ์ คุมพ์ประพันธ์ กรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ผู้อำนวยการมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก กล่าวว่า วิชาสังคมสงเคราะห์ คือการสอนคนให้สามารถช่วยเหลือตนเองได้ แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ และหากสังคมไม่สามารถช่วยอะไรได้ งานทุกอย่างก็ตกอยู่ที่อาสาสมัคร ดังนั้นคาดว่าในอนาคตที่จะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นกว่าคนวัยทำงาน สังคมไทยจำเป็นต้องใช้วิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์มากขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้นักสังคมสงเคราะห์ต้องมีเป้าหมายในการช่วยเหลือ เพราะหากมองในต่างประเทศจะพบว่าคนที่ทำงานด้านสังคมสงเคราะห์นั้นเป็นคนของภาครัฐ เป็นข้าราชการ แต่หากมองในไทยจะพบว่านักสังคมสงเคราะห์ หรือผู้ที่ทำงานด้านการให้ความช่วยเหลือส่วนใหญ่จะเป็นคนขององค์กรเอกชน

“ทำไมระบบสังคมสงเคราะห์ประเทศอื่นๆ จึงดำเนินการและนำโดยระบบราชการได้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ประเทศไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญ คงต้องปฏิวัติระบบราชการที่ไม่สามารถสร้างระบบสังคมสงเคราะห์ที่เข้มแข็งได้ และต้องตั้งคำถามถึงรัฐบาล นักการเมือง ที่อาศัยการลดแลกแจกแถม การใช้อำนาจทางการเมืองเพื่อสร้างความนิยม ทั้งที่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้สร้างคนให้เป็นที่พึ่งของตนเอง เพราะหากคนและชุมชนไม่สามารถพึ่งตนเองได้ก็คงยากที่จะแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้” นายสรรพสิทธิ์กล่าว

นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชฑัณฑ์ กล่าวว่า วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกวันนี้กระทบต่อปัญหาสังคมสงเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นคนตกงานก็จะสูงขึ้น เป็นผลไปสู่การกระทำความผิดมากขึ้นเช่นกัน โดยจะสามารถสังเกตได้ว่า หากปีไหนที่เศรษฐกิจดี จะมียอดผู้ต้องขังน้อย แต่หากปีไหนที่เศรษฐกิจตกต่ำ จะมียอดผู้ต้องขังมากเป็นพิเศษ ที่ผ่านมากรมราชฑัณฑ์มีผู้ต้องขังรวมทั้งสิ้น 1.9 แสนคน และคาดว่าสิ้นปี 2552 นี้จะมียอดอยู่ที่ 2 แสนคน จากข้อมูลดังกล่าวถือว่าไทยเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ต้องขังมากเป็นอันดับต้นๆ ซึ่งสะท้อนได้เป็นอย่างดีถึงสภาพสังคม เศรษฐกิจ และพบอีกว่าในแต่ละปี กรมราชฑัณฑ์จะทำการปล่อยผู้ต้องขังตามปกติ โดยไม่รวมผู้ที่ได้รับอภัยโทษนั้นมีทั้งสิ้นกว่า 3 หมื่นคน สิ่งที่ต้องคิดตามคือ 3 หมื่นคนที่ออกสู่โลกภายนอกนั้นหากพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือก็จะออกมาเป็นภาระของสังคมตามเดิม เพราะที่ผ่านมาพบว่า 13% จะหวนกลับเข้าไปติดคุกอีกครั้ง

“กรมราชฑัณฑ์จึงถือได้ว่าเป็นการทำงานด้านสังคมสงเคราะห์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงต้องเน้นสร้างวิชาชีพ ทักษะชีวิตและสังคม ให้การศึกษา บ่มเพาะศีลธรรมให้ผู้ต้องขังทั้งในระหว่างที่อยู่ในเรือนจำและออกจากเรือนจำอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่าสังคมไทยยังมีทัศนคติทางลบและไม่ให้โอกาสผู้ที่ทำผิดและกลับใจ เห็นได้จากผู้ต้องขังที่ออกจากเรือนจำที่ได้รับการฝึกอบรมการทำงานบ้านอย่างดีมีใบรับรองการอบรม กลับไม่ได้รับโอกาสในการทำงาน แต่สังคมกลับให้โอกาสแรงงานต่างด้าวชาวพม่ามาทำงานบ้านจนเกิดเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆ เกิดขึ้น” นายนัทธีกล่าว

ด้านดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า นักสังคมสงเคราะห์ต้องดูแลทั้งด้านจิตใจ ความประพฤติ ทัศนคติ และต้องทำงานเชื่อมโยงไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งครอบครัว โดยเฉพาะปัญหาน่าเป็นห่วงความรุนแรงในเด็กและเยาวชนที่มีสถิติมากขึ้น ซึ่งพบว่า 33% ของเด็กและเยาวชนมีการกระทำความรุนแรงในโรงเรียน หากไม่มีนักสังคมสงเคราะห์เข้ามาดูแลอย่างจริงจัง คงยากที่จะแก้ปัญหาดังกล่าว แม้ว่าโรงเรียนจะมีครูแนะแนวแต่ก็แนะแนวเฉพาะการเรียนต่อ ไม่มีการแนะแนวดูแลไปถึงเด็กที่มีปัญหา เด็กที่ก่อความรุนแรงที่เป็นปรากฎการณ์เหมือนยอดเขาน้ำแข็งที่เชื่อมโยงไปถึงสาเหตุของครอบครัว และคงไม่มีครูแนะแนวคนไหนติดตามดูแลเด็กได้อย่างลึกซึ้ง ดังนั้นโรงเรียนเป็นจุดสำคัญและจำเป็นต้องมีนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งรัฐบาลน่าจะจัดทำโรงเรียนนำร่องให้มีนักสังคมสงเคราะห์ อย่างน้อย 20-30 แห่ง และติดตามประเมินว่าสามารถแก้ปัญหาความรุนแรงในเด็กได้มากน้อยแค่ไหน

“เมื่อเร็วๆ นี้มีนักศึกษามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ลืมของในห้องคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัย และไม่มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน จึงใช้วิธีแก้ปัญหาโดยการพังประตูเข้าไปเอาของ จากนั้นโทรศัพท์หาแม่ให้ตามช่างมาซ่อม ถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับนักศึกษาคนนี้ ทำไมเด็กถึงใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง และสาเหตุมาจากการเลี้ยงดูที่พ่อแม่ตามใจ การเลียนแบบจากเกมหรือไม่ ซึ่งน่าเป็นห่วงเด็กสมัยนี้อย่างยิ่ง” ดร.จิตติกล่าว

ดร.จิตติ กล่าวอีกว่า เวลานี้นักเรียนหันมาสนใจเรียนด้านสังคมสงเคราะห์มากขึ้น ดูจากตัวเลขการสมัครรับนักศึกษาระบบตรงของคณะในปีการศึกษา 2552 มีผู้มาสมัครถึง 3,000 คน แต่คณะรับได้เพียง 125 คนเท่านั้น ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเด็กมีเวลาในการแสดงออกด้านกิจกรรม ประกอบกับการมีเวทีสภาเยาวชนต่างๆ จึงได้เรียนรู้งานสังคมสงเคราะห์มากขึ้น