กรมราชทัณฑ์ ตื่นตัว ผู้ต้องหาล้นคุก ระดมสมองจัดสัมมนาทางวิชาการแก้ปัญหา คาด อีก 2 ปี มียอดผู้ต้องขังทะลุถึง 2 แสนคนแน่ รวมทั้งมีนักโทษคดีสำคัญกว่า 2 หมื่นคน ทำให้ต้องยกระดับเรือนจำธรรมดา เป็นแดนความมั่นคงสูง ขณะที่อีกแนวคิด ให้ลงโทษคดีความผิดเล็กน้อยด้วยวิธีอื่นแทนการจำคุก
วันนี้ (23 มิ.ย.) กรมราชทัณฑ์ ได้จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “นักโทษล้นคุก วิกฤตสังคมไทย” มี นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายทวี ชูทรัพย์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เข้าร่วมสัมมนา
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า จำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศเกินอัตราที่เรือนจำรองรับได้ถึง 50,000 คน ทำให้ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังถึงมาตรการลงโทษอาญา ซึ่งประเทศไทยเน้นการลงโทษจำคุกมากเกินไป ทำให้จำนวนผู้ต้องขังของประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของทวีปเอเชีย รองจาก คาซัคสถาน ไต้หวัน และ สิงคโปร์
ปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ประเทศต้องใช้งบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายของนักโทษประมาณ 16,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ หากจำแนกผู้ต้องขังในเรือนจำ จะพบว่า เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีถึง 28% และเป็นผู้ต้องขังที่ต้องโทษจำคุกต่ำกว่า 5 ปี ถึง 55%
“ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก จำเป็นต้องเลือกใช้โทษอื่นที่ไม่ใช่การจำคุก เช่น การคุมประพฤติอย่างเข้มข้น การจำกัดบริเวณ หรือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การทำงานบริการสังคม และการลงโทษปรับที่เหมาะสมกับความผิด” นายกิตติพงษ์ กล่าว
ด้าน นายนัทธี กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2500 กรมราชทัณฑ์ ดูแลผู้ต้องขังเพียง 10,900 คน จากนั้นผู้ต้องขังเพิ่มจำนวนขึ้นมาโดยตลอด ปัจจุบันสถิติผู้ต้องขังกำลังปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง คาดว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า ผู้ต้องขังทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 200,000 คน เนื่องจากในแต่ละเดือนจะมีนักโทษถูกส่งตัวเข้าเรือนจำประมาณ 2,000 คน ซึ่งวิกฤตนักโทษล้นคุกรอบ 2 นี้ เป็นผลให้ต้องปรับปรุงสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังรายสำคัญ 20,000 คน โดยยกระดับเรือนจำธรรมดาให้เป็นเรือนจำความมั่นคงสูง
“ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ต้องปรับตัว เพราะที่ผ่านมา เคยดูแลผู้ต้องขังคดีลักวิ่งชิงปล้น แต่ปัจจุบันคนมีฐานะร่ำรวยและและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเป็นผู้ต้องขัง จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งสถานที่คุมขังและเจ้าหน้าที่ โดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเสริมระบบป้องกันเพื่อทดแทนอัตรากำลังที่ขาดแคลน” นายนัทธี กล่าว
นายทวี กล่าวว่า สภาพนักโทษล้นคุกไม่ต่างจากขยะล้นถัง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขที่ปลายเหตุ วิธีการแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกที่ได้ผลที่สุด คือ การตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งจะลดจำนวนผู้ต้องขังได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยผู้ต้องขังทุกคน เพราะในกฤษฎีกาอภัยโทษ มีอีกมาตราที่กำหนดให้ช่วยลดโทษให้ผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังที่ถูกปล่อย คือ ผู้ต้องขัง ที่พิการ ชราภาพ
ขณะที่ นายคณิต กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมีแต่การดำเนินคดี ไม่มีการบริหารงานยุติธรรม ไม่ร่วมมือกันทำงาน ทำให้ไม่มีการลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ต้องขังลดลง ในชั้นอัยการสามารถลดปริมาณคดีได้ โดยใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น สั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาทด่ากันในสภาฯ หรือการไม่ขอออกหมายจับจนกว่าจะมีหลักฐานแน่นหนา เพื่อลดผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ในชั้นศาลก็สามารถลดปริมาณคดีได้จากการอนุมัติปล่อยตัวชั่วคราว





วันนี้ (23 มิ.ย.) กรมราชทัณฑ์ ได้จัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “นักโทษล้นคุก วิกฤตสังคมไทย” มี นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม นายนัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายทวี ชูทรัพย์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เข้าร่วมสัมมนา
นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า จำนวนผู้ต้องขังทั่วประเทศเกินอัตราที่เรือนจำรองรับได้ถึง 50,000 คน ทำให้ต้องกลับมาทบทวนอย่างจริงจังถึงมาตรการลงโทษอาญา ซึ่งประเทศไทยเน้นการลงโทษจำคุกมากเกินไป ทำให้จำนวนผู้ต้องขังของประเทศสูงเป็นอันดับ 4 ของทวีปเอเชีย รองจาก คาซัคสถาน ไต้หวัน และ สิงคโปร์
ปลัดกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า ประเทศต้องใช้งบประมาณเป็นค่าใช้จ่ายของนักโทษประมาณ 16,000 บาทต่อคนต่อปี ทั้งนี้ หากจำแนกผู้ต้องขังในเรือนจำ จะพบว่า เป็นผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีถึง 28% และเป็นผู้ต้องขังที่ต้องโทษจำคุกต่ำกว่า 5 ปี ถึง 55%
“ดังนั้น แนวทางการแก้ปัญหานักโทษล้นคุก จำเป็นต้องเลือกใช้โทษอื่นที่ไม่ใช่การจำคุก เช่น การคุมประพฤติอย่างเข้มข้น การจำกัดบริเวณ หรือควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การทำงานบริการสังคม และการลงโทษปรับที่เหมาะสมกับความผิด” นายกิตติพงษ์ กล่าว
ด้าน นายนัทธี กล่าวว่า เมื่อปี พ.ศ.2500 กรมราชทัณฑ์ ดูแลผู้ต้องขังเพียง 10,900 คน จากนั้นผู้ต้องขังเพิ่มจำนวนขึ้นมาโดยตลอด ปัจจุบันสถิติผู้ต้องขังกำลังปรับเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง คาดว่า ภายใน 2 ปีข้างหน้า ผู้ต้องขังทั่วประเทศจะเพิ่มขึ้นเกินกว่า 200,000 คน เนื่องจากในแต่ละเดือนจะมีนักโทษถูกส่งตัวเข้าเรือนจำประมาณ 2,000 คน ซึ่งวิกฤตนักโทษล้นคุกรอบ 2 นี้ เป็นผลให้ต้องปรับปรุงสถานที่ควบคุมผู้ต้องขังรายสำคัญ 20,000 คน โดยยกระดับเรือนจำธรรมดาให้เป็นเรือนจำความมั่นคงสูง
“ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ต้องปรับตัว เพราะที่ผ่านมา เคยดูแลผู้ต้องขังคดีลักวิ่งชิงปล้น แต่ปัจจุบันคนมีฐานะร่ำรวยและและผู้มีอิทธิพลเข้ามาเป็นผู้ต้องขัง จึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งสถานที่คุมขังและเจ้าหน้าที่ โดยใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเสริมระบบป้องกันเพื่อทดแทนอัตรากำลังที่ขาดแคลน” นายนัทธี กล่าว
นายทวี กล่าวว่า สภาพนักโทษล้นคุกไม่ต่างจากขยะล้นถัง ซึ่งไม่สามารถแก้ไขที่ปลายเหตุ วิธีการแก้ไขปัญหานักโทษล้นคุกที่ได้ผลที่สุด คือ การตราพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษผู้ต้องกักขังแทนค่าปรับ ซึ่งจะลดจำนวนผู้ต้องขังได้จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยผู้ต้องขังทุกคน เพราะในกฤษฎีกาอภัยโทษ มีอีกมาตราที่กำหนดให้ช่วยลดโทษให้ผู้ต้องขัง โดยผู้ต้องขังที่ถูกปล่อย คือ ผู้ต้องขัง ที่พิการ ชราภาพ
ขณะที่ นายคณิต กล่าวว่า กระบวนการยุติธรรมไทยมีแต่การดำเนินคดี ไม่มีการบริหารงานยุติธรรม ไม่ร่วมมือกันทำงาน ทำให้ไม่มีการลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลซึ่งจะส่งผลให้จำนวนผู้ต้องขังลดลง ในชั้นอัยการสามารถลดปริมาณคดีได้ โดยใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น สั่งไม่ฟ้องคดีหมิ่นประมาทด่ากันในสภาฯ หรือการไม่ขอออกหมายจับจนกว่าจะมีหลักฐานแน่นหนา เพื่อลดผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี นอกจากนี้ ในชั้นศาลก็สามารถลดปริมาณคดีได้จากการอนุมัติปล่อยตัวชั่วคราว



