xs
xsm
sm
md
lg

"สนธิ" พร้อมเครือข่าย ยื่นหนังสือจี้ กกต.ทบทวนมติคดีฮั้ว สว. ฟ้องใหม่ 229 ราย ขู่ฟันละเว้นหน้าที่ ซัดเป็นตัวการให้ทุจริตเสียเอง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



"สนธิ" นำเครือข่ายรวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อ กกต. เรียกร้องให้ทบทวนมติคดีฮั้วเลือก สว. ใหม่ทั้งหมด ชี้พยานหลักฐานเชื่อมโยงเป็นขบวนการ พร้อมขอให้ยื่นศาลฎีกาดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และขู่ดำเนินคดีหากยังเพิกเฉย ย้ำพฤติกการณ์ของ กกต.เป็นตัวการสำคัญให้เกิดการทุจริตเสียเอง

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่าย "รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย" นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล และนายนิติธร ล้ำเหลือ เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ปฏิบัติหน้าที่และยุติการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีการพิจารณาคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 11.00 น. นายนิติธร ล้ำเหลือ ได้อ่านรายละเอียดของหนังสือบนเวทีปราศรัยชั่วคราว ก่อนยื่นให้ กกต. โดยเนื้อความในหนังสือระบุว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 215 กำหนดให้ กกต. ต้องใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม และกล้าหาญ พร้อมย้ำว่า กกต. มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง สืบสวนไต่สวน และยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม

เครือข่ายฯ อ้างว่า การเลือก สว. ปี 2567 ปรากฏพยานหลักฐานจำนวนมาก ทั้งโพยรายชื่อ การเดินทางและพักโรงแรมร่วมกัน การสื่อสารผ่านสมาร์ตโฟน เส้นทางการเงิน ภาพจากกล้องวงจรปิด คำให้การพยานกว่า 750 ปาก เอกสารกว่า 75,000 หน้า รวมถึงหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์และข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ ซึ่งมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการดำเนินการในลักษณะ "บล็อกโหวต" และการจัดตั้งเป็นขบวนการ

ในหนังสือยังระบุว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เคยตั้งข้อกล่าวหาบุคคลรวม 229 ราย ก่อนที่ กกต. จะตั้งคณะที่ 36 พิจารณาสำนวนใหม่ และท้ายที่สุดมีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกร้องเพียง 77 ราย ประกอบด้วย สว. ปัจจุบัน 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย

นายสนธิและเครือข่ายเห็นว่า เกณฑ์ตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ใช้เพียงมาตรฐาน "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย จึงมองว่าพยานหลักฐานที่มีอยู่เพียงพอให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย พร้อมดำเนินคดีอาญาควบคู่กัน

นอกจากนี้ หนังสือยังตั้งข้อสังเกตว่า กกต. เสียงข้างมากอาจใช้ดุลพินิจไม่ครบถ้วน ตัดตอนพยานหลักฐาน และยังไม่ได้ดำเนินการต่อพยาน 3 ปากที่กลับคำให้การ รวมทั้งเรียกร้องให้ กกต. ทบทวนมติเดิมทั้งหมด หากไม่ดำเนินการ เครือข่ายภาคประชาชนจะยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อผู้เกี่ยวข้องในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

"ประการสำคัญ ก่อนประกาศผลเลือก ได้เกิดเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอย่างเปิดเผย ปรากฏต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป ทั้งยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกตั้งว่า มิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต. มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ 

"จึงพิจารณาโดยสุจริตว่า กกต. เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุน ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด"
เนื้อความตอนหนึ่งของหนังสือระบุ

รายละเอียดหนังสือ "สนธิ" พร้อมเครือข่าย ยื่นจี้ กกต.ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายคดีฮั้ว สว.