วันศุกร์ที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๙
เรื่อง ขอให้ปฏิบัติหน้าที่ และหยุดการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
เรียน คณะกรรมการการเลือกตั้ง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ หมวด ๑๒ องค์กรอิสระ มาตรา ๒๑๕ บัญญัติว่า องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย การปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ ปราศจากการใช้อคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ
รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดแจ้ง ความสรุปว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
• คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจหน้าที่จัดหรือดำเนินการให้มีการเลือกตั้ง ควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อการนี้ให้มีอำนาจสืบสวนหรือไต่สวน
• เมื่อพบเห็นการกระทำที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม เป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้มีอำนาจสั่งระงับยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง
• สั่งระงับการใช้สิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริต หรือทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
• ดูแลการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามกฎหมาย
• ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกตั้งหรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่
• ภายหลังประกาศผลการเลือกตั้ง เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใด กระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น
นอกจากรัฐธรรมนูญแล้ว พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ หมวด ๔ การควบคุมการเลือกให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ตั้งแต่มาตรา ๕๘ ถึงมาตรา ๖๓ ยังได้บัญญัติไว้ในลักษณะอันเดียวกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ
ข้อมูล ข้อเท็จจริง หลักฐานการเลือกตั้ง สว. พ.ศ. ๒๕๖๗
(๑) จากการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่มีนำเสนอผ่านสื่อสาธารณะต่างๆ ทั้งก่อนเลือกตั้ง ขณะเลือกตั้ง และหลังจากการเลือกตั้ง สว. ตลอดจนการรับรองของ กกต. และการแถลงของประธาน กกต. รวมถึงการออกมาเปิดเผยของ กกต. เสียงข้างน้อย มีเหตุเงื่อนงำ มีข้อพิรุธ มีพยานหลักฐาน อันเป็นเหตุสมควรที่ทำให้เชื่อได้ว่า กระบวนการเลือกตั้ง สว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ทั้ง กกต. ส่วนใหญ่ มิได้ใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ และประสบการณ์ด้านกฎหมายโดยซื่อตรงสุจริต มีการใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ บิดเบือนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและกฎหมาย สร้างบรรทัดฐานที่อันตรายเป็นภัยร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรม ทำลายพื้นฐานการปกครองอย่างรุนแรงที่สุด
(๒) มีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ที่ปรากฏต่อสาธารณะ โดยสรุปดังนี้
- โพยหรือรายชื่อที่จัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
- การแต่งกายในลักษณะเดียวกัน
- การพักอาศัยในโรงแรมเดียวกัน
- การเดินทางร่วมกัน พร้อมกัน
- การร่วมประชุมในสถานที่ต่างๆ
- การสื่อสารผ่านระบบสมาร์ทโฟน การยึดโทรศัพท์ก่อนการประชุม
- เส้นทางการเงิน
- กล้องวงจรปิด
- คำให้การของพยานหลายปาก รวมทั้งพยานที่ถูกกันไว้เป็นพยานที่เชื่อมโยงถึงบุคคลและพรรคการเมือง
- พฤติการณ์ต่างๆหลังเลือกตั้ง
- พฤติการณ์แวดล้อมอื่น ๆ
- การที่มีผู้ได้คะแนนสูงหลายราย ปรากฏชื่ออยู่ในโพยแบบตรงกัน
- รูปแบบคะแนนที่เกาะกลุ่มในลักษณะผิดปกติหลายกลุ่ม
- มีการสอบสวนพยานกว่า ๗๕๐ ปาก รวบรวมเอกสารราว ๗๕,๐๐๐ หน้า
- หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และจุดพิกัดโทรศัพท์
(๓) จากเหตุอันควรสงสัย มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการทุจริต การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ทำให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ ๒๖ ตั้งข้อกล่าวหาบุคคลว่ามีพฤติการณ์อันเข้าข่ายทุจริตในการเลือกตั้ง ๒๒๙ ราย จากข้อมูลสามารถทำให้แยกพฤติการณ์ได้ดังนี้
๑. การจัดตั้งผู้สมัครและการรับผลประโยชน์ ในรูปแบบตัวแทน (นอมินี) นำไปสู่การบล็อกโหวต
๒. การจัดหาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดเพื่อจูงใจให้กระทำการ
๓. การแทรกแซงโดยบุคคลทางการเมือง พรรคการเมือง
๔. การสมยอมแลกเปลี่ยนคะแนน
(๔) พฤติการณ์ดังกล่าวถือได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ตามมาตรา ๖๒ แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ และเข้าข่ายความผิดตามมาตรา ๗๖, ๗๗, ๗๙, ๘๑ ตามพ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑
(๕) ตามข้อมูลพบว่า ในข้อกล่าวหาตามมาตรา ๗๖ วรรคหนึ่ง กรณีนักการเมืองช่วยผู้สมัคร สว. มีผู้ถูกร้อง ๒๑ ราย แบ่งเป็นมติเอกฉันท์ ๗ ราย มติ ๖ ต่อ ๑ จำนวน ๒ ราย และมติ ๕ ต่อ ๒ จำนวน ๑๒ ราย เช่นนายอนุทิน ชาญวีรกุล, นายเนวิน ชิดชอบ, นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล, นางสาวสุขสำรวย วันทนียกุล, นายภราดร ปริศนานันทกุล และกรรมการบริหารพรรคบางคน โดยมีนายสิทธิโชค อินทรวิเศษ และนายชาย นครชัย เป็น ๒ เสียงข้างน้อยที่เห็นว่ามีความผิด
(๖) เมื่อคณะที่ ๒๖ ตั้งข้อกล่าวหาบุคคลว่ามีพฤติการณ์อันเข้าข่ายทุจริตในการเลือกตั้งถึง ๒๒๙ ราย ต่อมา กกต. มีการตั้งคณะที่ ๓๖ เพื่อพิจารณาใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยให้บุคคลที่ถูกให้ออกจากราชการเป็นหัวหน้าคณะ ผลปรากฏว่า คณะที่ ๓๖ มีมติไม่พบบุคคลมีพฤติการณ์อันเข้าข่ายการทุจริตในการเลือกตั้งแม้แต่รายเดียว สุดท้ายมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๖๙ เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม ๗๗ ราย ประกอบด้วย สว. ดำรงตำแหน่งปัจจุบัน ๒๖ ราย ผู้มีสิทธิ์เลือก ๓๖ ราย และบุคคลอื่น ๑๕ ราย
(๗) การบิดเบือนเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญและกฎหมาย
มาตรา ๖๒ พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๖๑ กำหนดเกณฑ์การพิจารณาและการใช้ดุลพินิจไว้เพียงว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” ซึ่งเป็นเกณฑ์เพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่กรณีเป็นเรื่องของการพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร
แต่เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานตามที่กล่าวมาข้างต้น ประกอบมติและคำแถลงของ กกต. ทำให้เชื่อโดยสุจริตว่า กกต. เสียงข้างมากร่วมกันแสดงออกซึ่งพฤติการณ์เสมือนหนึ่งเจตนาช่วยเหลือผู้ถูกกล่าวหา บีบเงื่อนไขการฟ้องให้แคบลงอย่างผิดปกติมีเงื่อนงำ
(๘) ครั้งก่อนที่ กกต. จะลงมติ ได้มีคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีทุจริตการเลือก สว. อยู่หลายคดี ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ร้อยเอ็ด ซึ่ง กกต. สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ศาลฎีกาผ่านเว็บไซต์ศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานการรับฟังพยานหลักฐาน และการพิจารณาไว้อย่างชัดเจน โดยศาลฎีกาได้พิจารณาถึงการทำลายดุลพินิจอิสระในการเลือก ที่ทำให้การเลือกไม่สุจริต เที่ยงธรรม พิจารณาถึงเครือข่ายจัดตั้งและผู้บงการพฤติการณ์การทุจริตเชิงโครงสร้างที่มีการวางแผน การจัดหาผู้สมัครนอมินี การสนับสนุนเงินค่าสมัคร การสั่งการลงคะแนน พิจารณาถึงธุรกรรมอำพราง การรับฟังคำให้การของผู้ร่วมกระทำความผิด ที่ กกต. กันไว้เป็นพยาน ประกอบพยานนิติวิทยาศาสตร์ คลิป ประวัติการใช้โทรศัพท์ ชุดข้อมูล แชท LINE พิกัดเสาสัญญาณโทรศัพท์ยืนยันตำแหน่งบุคคล รวมถึงวางหลักว่า การเสนอให้หรือสัญญาว่าจะให้ ถือเป็นความผิดสำเร็จทันทีที่การเจรจาสิ้นสุด แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม
(๙) จากพฤติการณ์ในคดีต่างๆ ที่ศาลฎีกาคดีเลือกตั้งได้พิพากษาไว้เกี่ยวกับคดีการเลือกตั้ง สว. ศาลฎีกาได้ถือตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ตามที่บัญญัติกฎเกณฑ์การพิจารณาไว้เพียงว่า "หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำการทุจริตในการเลือกตั้ง หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม"
(๑๐) หาก กกต. นำแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สว. ที่เคยมีคำพิพากษาแล้ว มาพิจารณาประกอบการกระทำของผู้ถูกร้อง ผู้ถูกตั้งข้อกล่าวหา ทั้ง ๒๒๙ ราย ตามที่คณะสอบสวนคณะที่ ๒๖ ได้พิจารณาไว้ จะเห็นได้ว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกหรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ เพื่อให้สั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น ทั้ง ๒๒๙ ราย พร้อมทั้งดำเนินคดีอาญารวมไปด้วย
(๑๑) จากพฤติการณ์ที่กล่าวมา ทำให้เชื่อโดยสุจริตว่า กกต. เสียงข้างมาก มีพฤติการณ์เสมือน เจตนาจงใจ ตัดตอนพยานหลักฐาน ไม่มีการสอบสวนไต่สวนเพิ่มเติมจนสุดทางเพื่อไปให้ถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้วางแผนสั่งการ และกระบวนการที่ใหญ่กว่า รับฟังพยานที่กันไว้เป็นพยานแต่ต่อมากลับคำให้การอย่างมีพิรุธเงื่อนงำ ทั้งไม่ปรากฏว่าขณะนี้จึงได้มีการเพิกถอนการกันเป็นพยานและดำเนินคดีใดๆ ใช้ดุลพินิจนอกกฎเกณฑ์ข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญ กฎหมาย มองข้ามการเชื่อมโยงของพยานหลักฐาน แผนผังความสัมพันธ์ รูปแบบการลงคะแนน ปฏิเสธคำพิพากษาของศาลฎีกา บิดเบือนเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ กฎหมาย ขาดความกล้าหาญ ไม่ซื่อสัตย์สุจริต ไม่บริหารและจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
(๑๒) ประการสำคัญ ก่อนประกาศผลเลือก ได้เกิดเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมอย่างเปิดเผย ปรากฏต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวาง เป็นที่รับรู้รับทราบกันโดยทั่วไป ทั้งยังเกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการเลือกตั้งว่า มิได้เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม แต่ กกต. มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมาย สั่งระงับ ยับยั้ง แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกการเลือกตั้ง และสั่งให้ดำเนินการเลือกใหม่ จึงพิจารณาโดยสุจริตว่า กกต. เป็นตัวการสำคัญ หรือผู้สนับสนุน ให้เกิดการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม ทั้งยังมีพฤติการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่า ใช้อำนาจหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ปกป้องผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด
นอกจากนี้ เนื่องจากมีพยาน ๓ ปากที่กลับใจ ยังไม่ได้มีการไต่สวนพยานทั้ง ๓ ปาก และยังไม่ได้มีการพิจารณาในเรื่องของการเปลี่ยนสถานภาพพยานทั้ง ๓ ปากนี้ ให้เป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยตามขั้นตอน อีกทั้งยังไม่มีการดำเนินคดีหากพยานดังกล่าวให้การเท็จในช่วงเวลาที่ผ่านมา จึงขอให้ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อการกลับคำที่ไม่สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงของพยานทั้ง ๓ ปากนี้ด้วย
ด้วยเหตุนี้ การเลือกตั้ง สว. ครั้งนี้ จึงเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรม เนื่องจากเป็นการกระทำการที่เป็นขบวนการ ดังนั้น จึงต้องมีการพิจารณาทบทวนมติเดิมอีกครั้ง มิใช่เป็นการแยกพิจารณารายมาตราโดยไม่พิจารณาถึงโครงข่ายของขบวนการดังกล่าว
ที่สำคัญก็คือ ยังไม่มีการพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๖๒ แต่ประการใด จึงขอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พิจารณาทบทวนมติเดิมใหม่ทั้งหมด และพิจารณาลงมติตาม พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๖๒ ให้แล้วเสร็จ มิเช่นนั้น เครือข่ายภาคประชาชนตามรายชื่อแนบท้ายนี้ จะดำเนินการยื่นคำร้องทุกข์กล่าวโทษต่อไป
รวมพลังแผ่นดิน ทวงคืนประเทศไทย


