นักวิชาการแนะ 5 ประเด็นไทย ต้องคำนึงเมื่อร่วมประนอมภาคบังคับกับกัมพูชา เริ่มจากตั้งคำถามถึงอำนาจหน้าที่ของกรรมาธิการ เหตุความขัดแย้งเกิดก่อน UNCLOS มีผลใช้บังคับ ย้ำ ต้องเตรียมพร้อมนำเสนอข้อมูลรอบด้าน แม้ผลไม่ผูกพันตามกฎหมาย แต่มีผลต่อเครดิตประเทศ กัมพูชาเป็นฝ่ายเสนอ หากไม่ยอมรับผลจะเสียความน่าเชื่อถือเอง
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ดร.สุวันชัย แสงสุขเอี่ยม อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เผยแพร่บทวิเคราะห์เรื่อง “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ตอนที่ 17 : สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการประนอมภาคบังคับในข้อพิพาทไทย-กัมพูชา” โดยระบุถึงประเด็นสำคัญที่ไทยต้องคำนึงถึง ภายหลังจากที่กัมพูชาได้เริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) ในกรณีข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลที่อ้างสิทธิทับซ้อนระหว่างสองประเทศ
ดร.สุวันชัย ระบุว่า เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ที่ผ่านมา กัมพูชาได้แจ้งต่อไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ พร้อมแต่งตั้งผู้ประนอมจำนวน 2 คน ขณะที่ฝ่ายไทยได้ส่งหนังสือตอบรับเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน และแต่งตั้งผู้ประนอมจำนวน 2 คนเช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้ประนอมทั้ง 4 คน จะร่วมกันคัดเลือกผู้ประนอมคนที่ 5 เพื่อทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประนอม ภายใน 30 วัน หากไม่สามารถตกลงกันได้ เลขาธิการสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อผู้ประนอมที่รัฐภาคี UNCLOS เสนอไว้
สำหรับฝ่ายกัมพูชา ได้แต่งตั้ง นายปีเตอร์ ทักเซอ เยนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์ก และศาสตราจารย์ ฌ็อง-มาร์ก ตูเวอแน็ง นักกฎหมายชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ประนอม ขณะที่ฝ่ายไทยแต่งตั้งศาสตราจารย์ ดร.รูดิเกอร์ โวล์ฟรุม อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ และ นายอัลเบิร์ต เจ. ฮอฟฟ์แมน อดีตประธานศาลกฎหมายทะเลระหว่างประเทศเช่นกัน
ดร.สุวันชัย อธิบายว่า ตามภาคผนวก 5 ของ UNCLOS 1982 คณะกรรมาธิการประนอมมีหน้าที่รับฟังข้อเรียกร้องและข้อคัดค้านจากทั้งสองฝ่าย พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อการระงับข้อพิพาทอย่างสันติ โดยต้องจัดทำรายงานภายใน 12 เดือนนับจากการจัดตั้งคณะกรรมาธิการ อย่างไรก็ตาม รายงานและข้อเสนอแนะดังกล่าวไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐคู่พิพาท แต่จะใช้เป็นพื้นฐานสำหรับการเจรจาระหว่างสองประเทศต่อไป
อดีตสมาชิกสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า แม้การประนอมภาคบังคับจะบังคับให้รัฐคู่พิพาทต้องเข้าร่วมกระบวนการ แต่ผลการประนอมไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้เกิดการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี
พร้อมกันนี้ ดร.สุวันชัย ได้เสนอ 5 ประเด็นสำคัญที่ไทยต้องให้ความสำคัญในการดำเนินกระบวนการดังกล่าว ได้แก่
ประเด็นแรก คือ การพิจารณาอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมาธิการประนอม เนื่องจากข้อพิพาทดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2516 ก่อนที่ UNCLOS 1982 จะมีผลบังคับใช้ และยังเชื่อมโยงกับปัญหาหลักเขตแดนทางบกบริเวณหลักเขตที่ 73 จังหวัดตราด ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจาภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ไทยจึงควรเสนอให้คณะกรรมาธิการวินิจฉัยประเด็นนี้เป็นลำดับแรก
ประเด็นที่สอง คือ ความเป็นกลางของผู้ประนอม ซึ่งแม้จะได้รับการแต่งตั้งจากแต่ละฝ่าย แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศผู้แต่งตั้ง หากต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลางและเป็นธรรม โดยมองว่า การที่ไทยเลือกแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญต่างชาติแทนบุคคลสัญชาติไทย เป็นแนวทางที่เหมาะสมเพื่อลดข้อครหาเรื่องความเป็นกลาง
ประเด็นที่สาม คือ ความพร้อมของคณะผู้แทนไทยในการนำเสนอข้อมูล ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายต่อคณะกรรมาธิการ ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้าน เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศให้ได้มากที่สุด
ประเด็นที่สี่ คือ การสื่อสารข้อมูลต่อประชาชนอย่างเหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ เพื่อสร้างความเข้าใจ ลดความขัดแย้ง และเอื้อต่อบรรยากาศของการเจรจาระหว่างสองประเทศ
ส่วนประเด็นสุดท้าย คือ แม้ผลการประนอมจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่มีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและความน่าเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะต่อฝ่ายที่ปฏิเสธข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ซึ่งในกรณีนี้ หากกัมพูชาในฐานะผู้ริเริ่มกระบวนการไม่ยอมรับผลการประนอม ก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกัมพูชาในสายตานานาชาติอย่างมีนัยสำคัญ
ดร.สุวันชัย ย้ำว่า การเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎหมาย การทูต และการสื่อสารสาธารณะ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ไทยสามารถดำเนินการในกระบวนการประนอมภาคบังคับครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศได้อย่างเหมาะสม


