ข่าวปนคน คนปนข่าว
**ป.ป.ช. สั่งฟ้องนักการเมืองเพื่อไทยแบบแลนด์สไลด์ ทั้ง ยิ่งลักษณ์-กิตติรัตน์-จารุพงศ์
เรื่องปัญหาทุจริต คอร์รัปชัน มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในช่วงที่การเมืองกำลังฮอต หรือช่วงโหมโรงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะถือเป็นหนึ่งใน “จุดตาย” ของฝ่ายบริหาร
จะเป็นด้วยความบังเอิญ หรือวาระประจำปี หรืออย่างไรไม่ทราบได้ ที่วันวาน (28 ก.พ.) “นิวัติไชย เกษมมงคล” เลขาธิการ ป.ป.ช. จัดแถลงผลงานของ ป.ป.ช. ประจำไตรมาสแรกของปี 65 ที่นอกจากจะเป็นกลุ่มข้าราชการแล้ว ที่เป็นนักการเมืองส่วนใหญ่กลับอยู่ในซีกฝ่ายค้าน !!
ผลงานที่ถูกกล่าวถึงที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดไปแล้ว อาทิ คดีของ “นริศร ทองธิราช” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย กรณีเสียบบัตรแทนกันในการลงมติ พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้าง ตอนนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของอัยการ ดำเนินการฟ้องต่อศาลต่อไป
คดี “ดำรงค์ พิเดช” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดี กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กับพวก อนุมัติโครงการและอนุมัติเงินงบประมาณในโครงการฝึกอบรมจริยธรรม สำหรับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานฯโดยมิชอบ ตอนนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการสูงสุด
ชี้มูลความผิดข้าราชการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในคดีทุจริตการเบิกงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดของสำนักงานพระพุทธศาสนา หรือ คดีเงินทอนวัด เพิ่มอีก 6 วัด รวมทั้งชี้มูลความผิด “พนม ศรศิลป์” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กรณีเงินทอนวัด อีก 1 คดีด้วย
ยังมีคดีทุจริตโครงการเสาไฟกินรี จ.สมุทรปราการ ที่ภายในเดือน มี.ค.จะมีการแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนคดีทุจริตการจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้าขณะนี้อยู่ระหว่างการสรุปสำนวนไม่เกิน 2 เดือนนี้รู้ผล
“เบอร์ใหญ่” ของพรรคเพื่อไทย ที่ ป.ป.ช.เพิ่งมีมติ เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ชี้มูลความผิด “จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย กรณีรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อันไม่ควรได้ตามกฎหมาย โดยปี 2555 จารุพงศ์ กับพวก เดินทางไป-กลับ กทม.- ปักกิ่ง ประเทศจีน ด้วยสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ ชั้นธุรกิจ ราคาที่นั่งละ 39,000 บาท ปี 2556 เดินทางไป-กลับ กทม.- กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย ด้วยสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ ชั้นธุรกิจ ที่นั่งละ 20,000 บาทเศษ โดย “จารุพงศ์ กับพวก” เรียกเก็บค่าตั๋วจากบริษัท “อีสท์ วอเตอร์” ทั้งที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือความสัมพันธ์โดยตรง หรือควบคุมดูแลบริษัทดังกล่าว ...จึงมีความผิดเรื่องรับผลประโยชน์อื่นใด เกินกว่า 3 พันบาท คดีนี้มีโทษสูงสุดจำคุก 3 ปี ปรับ 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตอนนี้สำนวนอยู่ในมืออัยการสูงสุดแล้ว
ยังมี “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกฯ ที่เผ่นหนีไปต่างประเทศ จากคดีจำนำข้าว ที่เรื่องไปถึงศาลแล้ว ยังเจอซ้ำอีกดอกจากคดีใช้อำนาจโอน “ถวิล เปลี่ยนศรี” เลขาฯ สมช.ในขณะนั้น ไปดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ โดยมิชอบ
คดีนี้ ป.ป.ช.เคยชี้มูลไปแล้วเมื่อปี 63 และส่งเรื่องให้อัยการดำเนินการฟ้องคดี แต่อัยการเห็นแย้งว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงได้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมสองฝ่ายเพื่อพิจารณา ในที่สุด คณะกรรมการร่วม มีมติให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 เป็นอันว่า “ยิ่งลักษณ์” โดนฟ้องอาญาอีกคดี
ยังมีคดีของ “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ กับพวก ที่เป็นเจ้าหน้าที่องค์การคลังสินค้า (อคส.) กรณีการระบายข้าว 3 แสนตัน ให้บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด ปรับปรุงข้าว เพื่อส่งมอบให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย (BULOG) 30,000 ตัน ตามสัญญาการซื้อขายข้าวแบบจีทูจี หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “คดีข้าวบูล็อก” ซึ่ง ป.ป.ช.เห็นว่า การกระทำของ “กิตติรัตน์” เข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม มาตรา 157
คดีนี้มีการกล่าวหาว่ามีการทุจริต เปิดประมูลให้เอกชนดำเนินการปรับปรุงข้าวเพื่อส่งมอบให้แก่ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 54 โดยเอื้อประโยชน์ให้ บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล ทั้งที่ “บริษัท สยามอินดิก้า จำกัด” มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงในลักษณะนอมินี ของ “บริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง จำกัด” ของ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร หรือ “เสี่ยเปี๋ยง” ที่ถูกศาลล้มละลายพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย รวมทั้งเคยเป็นคู่สัญญาการค้าขายข้าวกับรัฐบาลในโครงการ รับจำนำข้าวเปลือกปี 44/45 และปี 46/47 จำนวน 1.9 ล้านตัน และไม่สามารถส่งมอบข้าวได้ตามสัญญา ผลประโยชน์ที่รัฐควรได้จึงตกไปเป็นของบริษัท สยามอินดิก้า จำกัด กับพวกพ้อง ที่เป็นนักการเมือง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ เอื้อประโยชน์แก่กันและกันต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ...สุดท้าย “กิตติรัตน์ ณ ระนอง” ก็ไม่รอด โดนฟ้องอาญาไปอีกราย
การแถลงผลงานปราบโกงของ ป.ป.ช. ในวันส่งท้ายเดือนแห่งความรักครั้งนี้ เหมือนจัดให้คนของพรรคเพื่อไทย เป็นพิเศษ!!
**อาลัย “ปู่พิชัย” นักการเมืองระดับตำนาน สุภาพบุรุษประชาธิปไตย
“ปู่พิชัย” พิชัย รัตตกุล อดีตประธานรัฐสภา-หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ถึงแก่อนิจกรรม ในวัย 96 ปี เมื่อวานนี้ (28 ก.พ.) หลังเข้ารับการรักษาด้วยอาการป่วยมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อประมาณ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
การถึงแก่อนิจกรรมของ “ปู่พิชัย” ถือเป็นการสูญเสียบุคคลทางการเมืองระดับตำนานอีกครั้งของสังคมไทย
“พิชัย รัตตกุล” เกิดวันที่ 16 กันยายน 2469 ที่กรุงเทพฯ ในตระกูลคนไทยเชื้อสายจีน เป็นบุตรคนโตของ นายพิศาล กับ นางวิไล รัตตกุล จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อด้านพาณิชยศาสตร์ ที่โรงเรียนเซนต์สตีเฟ่น ฮ่องกง จากนั้นจึงได้กลับมาดูแลธุรกิจของครอบครัว
“พิชัย” สมรสกับ คุณหญิงจรวย (ศิริบุญ) มีบุตร-ธิดา 3 คน ได้แก่ “ดร.โจ” พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม., อาณัฐชัย รัตตกุล และ คุณหญิงพัชรี ว่องไพฑูรย์
“ปู่พิชัย” เข้าสู่เส้นทางการเมือง เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2501 ขณะ นายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรค หลังจากนั้น ได้เป็น ส.ส. กรุงเทพฯ ครั้งแรก ในปี 2512
ปี 2518 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
ปี 2525-2534 ขึ้นดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ คนที่ 4
ปี 2526-2533 เป็นรองนายกรัฐมนตรี ครั้งแรก ในรัฐบาล “ป๋าเปรม” พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ และเป็นรองนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ 2 ในรัฐบาล ชวน หลีกภัย
จากนั้นปี 2543 ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร
ว่ากันว่า “พิชัย รัตตกุล” เป็นนักการเมืองผู้เป็นแบบอย่างแก่คนรุ่นหลัง ทั้งในความเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ เป็นนักประชาธิปไตย สุภาพบุรุษ มีวุฒิภาวะสูง มีสปิริตต่อองค์กรที่ตนสังกัด สนใจใฝ่รู้และกระตือรือร้นทำงานให้สังคม แม้จะอยูในวัยผู้สูงอายุแล้วก็ตาม และแม้ว่าจะวางมือทางการเมืองไปนานแล้ว แต่ พิชัย แต่ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งคนที่นักการเมือง และบุคคลต่างๆ เข้าพบเพื่อขอคำแนะนำด้านการเมือง เนื่องเพราะมีทัศนะทางการเมืองอย่างแหลมคมเสมอมา จากการที่ผ่านเหตุการณ์สำคัญๆ และความผกผันทางการเมืองมานับไม่ถ้วน
ในวันที่ “ปู่พิชัย” ถึงแก่อนิจกรรมจึงขออาลัยมา ณ ที่นี้ ถือว่าปิดตำนานสุภาพบุรุษประชาธิปไตย นักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ดีที่สุดคนหนึ่งของวงการ คงเหลือแต่ผลงาน คุณงามความดี ให้จดจำตลอดไป