xs
xsm
sm
md
lg

“พุทธะอิสระ” เหน็บเจ็บ “มหาสมปอง” สู้สู้ สู้ตาย! เสพติดตลก หัวเราะเข้าไว้ เจ้าตัวเปิดใจ “บางองค์กร” จ้องจับผิด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ “พุทธะอิสระ” ฝากถึง “พระมหาสมปอง” ดรามาเรียกคะแนนสงสาร ขอบคุณภาพประกอบ : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต Channel
น้ำตาหรือจะแก้ปัญหาใจ? “พุทธะอิสระ” ฝากถึง “พระมหาสมปอง” มหาสู้ๆ มหาสู้ตาย มหาไว้ลาย สู้ตาย สู้ สู้ “ดรามาขอคะแนนสงสาร” เจ้าตัวเปิดใจเรื่องผู้มีอำนาจจะจับสึก ไม่ใช่ มส. หรือพระเถระผู้ใหญ่ เเต่มีบางองค์กรจ้องจับผิด

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (11 ต.ค. 64) เพจเฟซบุ๊ก หลวงปู่พุทธะอิสระ (Buddha Isara) โพสต์ข้อความระบุว่า

“มหาสู้ๆ มหาสู้ตาย มหาไว้ลาย สู้ตาย สู้ สู้
หัวเราะสิมหา หัวเราะ อย่าร้องไห้
เมื่อคิดจะยึดถืออารมณ์ เอาการตลก คะนอง เป็นสรณะ เป็นที่พึ่ง

ในเวลานี้ ที่มหามีทุกข์ มีความหมดอาลัยตายอยาก มีความสิ้นหวัง อึดอัดขัดเครือ น้อยเนื้อต่ำใจ อัดอั้นตันใจ จนระเบิดออกมาเป็นน้ำมูก น้ำตาไหล

มหาก็ลองใช้เสียงหัวเราะ อารมณ์ขัน ตลกคะนอง ที่มหาเสพติดมาทั้งชีวิต เอามาแก้ปัญหา แก้ทุกข์ ดูสิมหา

หรือไม่ก็เอาความรู้ ปริญญาที่มหาสู้อุตส่าห์ทุ่มเททั้งชีวิตร่ำเรียนมาจาก
- โรงเรียนบ้านป่าว่าน จ.ชัยภูมิ
- เปรียญธรรม ๗ ประโยค
- ปริญญาตรี พุทธศาสตร์บัณฑิต (พธ.บ.) เอกปรัชญา (เกียรตินิยมอันดับ ๑) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
- ปริญญาโท สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต (สส.ม.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- ปริญญาโท พุทธศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พธ.ม.) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

ภาพ “พุทธะอิสระ” จากแฟ้ม
ความรู้มากมายขนาดนี้ มีความสามารถสร้างอารมณ์ให้ผู้อื่นเสพ จนหัวเราะได้มากขนาดนี้
ทำไมมหาไม่ใช้ความรู้และอารมณ์ขันที่มหามีมาแก้ทุกข์ของมหาล่ะ มาร้องไห้ฟูมฟาย ขี้มูก ขี้ตาไหล ให้อายชาวบ้านเขาทำไม

มหาสู้ สู้ มหาอย่าร้องไห้นะมหา มันน่าอับอายขายขี้หน้า เสียยี่ห้อมหาเปรียญและความรู้ระดับปริญญาโทหมดนะมหา

นี่ละหนา โทษที่เกิดจากการไม่ศึกษาพระธรรมให้ถ่องแท้ หนำซ้ำยังไม่ฝึกหัดปฏิบัติธรรมอีกต่างหาก

วันๆ เอาแต่เสพติดอารมณ์และยัดเยียดอารมณ์ให้แก่ผู้อื่นเขาเสพ

พอตนมีปัญหาก็ใช้อารมณ์เข้าแก้ สังคมถึงได้เห็นภาพมหาดรามาขอคะแนนสงสารอยู่นี่ไง”

ทั้งนี้ เนื่องมาจาก เมื่อคืนนี้ (9 ต.ค.) “พระมหาสมปอง” และ “พระมหาไพรวัลย์” ไลฟ์สอนธรรมะ ร่วมกับ “พระมหานภันต์ สนฺติภทฺโท” ในไลฟ์ชื่อ “พส.ไพรวัลย์ ขิงมาขิงกลับ ไม่โกง” ซึ่งในช่วงหนึ่ง พระมหาสมปอง ได้ระบายความอัดอั้นจนถึงกับหลั่งน้ำตา ที่ถูกจ้องจับผิดและถูกขู่ว่า ทางผู้มีอำนาจจ้องจะจับสึก

พระมหาสมปอง เผยว่า “จริงๆ ผมเข้มแข็งนะ แต่ก็เหนื่อย เพราะเราไม่มีเจตนาอื่นนอกจากต้องการจะช่วยคน แล้วมาเจอคนจ้องจับผิดเรา จ้องจะจับเราสึก จะอะไรนักหนา ทำไมถึงมาจ้องจะเล่นงานเรา แล้วเราจะเอากำลังใจจากไหน ผมก็เป็นหนึ่งในกำลังของพระพุทธศาสนามิใช่หรือ

... ทุกวันนี้ให้เขาให้ผมเรียนผมก็เรียน ให้ท่องบาลีผมก็ท่อง เรื่องไหนไม่ให้พูดผมก็ไม่พูด ให้ผมหยุดผมก็หยุด ผมดื้อเหรอ ผมทำขนาดนี้ยังจะมาจ้องจับสึกผม คืออะไร ผมไม่ใช่ลูกพวกคุณเหรอ

“แม่เราก็แก่ป่วยติดเตียงตั้งแต่ 69 จนตอนนี้ 74 ห้าปีแล้ว แล้วแม่ก็ดูข่าวทีวีตลอด บางทีเห็นข่าวสื่อมวลพาดหัวว่าจะจับสึกพระมหาสมปอง แม่ก็ตกใจพระลูกชายคนสุดท้อง จนพี่สาวโทร.มาถามพี่คนรอง เขาจะจับสึกน้องเราเหรอ เราก็ต้องคอยบอกว่ามันไม่ขนาดนั้น ตัวเราเองน่ะไม่เท่าไหร่หรอกครับ แต่ห่วงแม่เรา” พระมหาสมปอง กล่าว
ที่น่าสนใจ ภายหลังจากไลฟ์ดังกล่าวเผยแพร่ไป แฮชแท็ก #Saveพระมหาสมปอง ทะยานติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ต่อเนื่องข้ามวัน

อย่างไรก็ตาม พระมหาสมปอง ได้เปิดใจ หลังระบายความในใจผ่านไลฟ์ ปมถูกจ้องจับสึก โดยระบุว่า

ไม่ได้เป็นการพาดพิงถึงมหาเถรสมาคม หรือพระเถระชั้นผู้ใหญ่เเต่อย่างใด เเต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ขณะนี้มีบางองค์กร ซึ่งอาตมาไม่ขอเอ่ยนามองค์กร จ้องจับผิดเเละหาช่องเพื่อจะจับอาตมาสึก และเมื่อมีสื่อมวลชนนำเสนอข่าวดังกล่าว ทำให้เเม่ของอาตมาที่ป่วยติดเตียง เเละอายุมากเเล้ว ได้ติดตามข่าวสารทำให้เกิดความเครียดเเละไม่สบายใจ จึงทำให้อาตมารู้สึกเป็นห่วงครอบครัวด้วย

ช่วงนี้จะทำอะไรก็ถูกจับจ้องไปหมด หากถามเรื่องพระธรรมวินัย อาตมาทำได้หมด แต่บางครั้งก็อยากช่วยเหลือญาติโยมบ้าง อาตมาเป็นเพียงพระเล็กๆ รูปหนึ่ง ไม่ได้ต้องการจะขัดขาใคร เเต่เมื่อเจอเรื่องต่างๆ โถมเข้ามา ก็ทำให้เกิดความอึดอัด ที่ผ่านมา ก็ไม่ได้มีหน่วยงานใดให้ความปกป้องหรือชี้เเนะอาตมาเลย

ขณะเดียวกัน มีผู้เเสดงความคิดเห็นหลากหลาย บางส่วนมองว่าอาตมาทำถูก แต่บางส่วนก็มองว่าอาตมาทำผิด บางคนถึงขั้นเเสดงความคิดเห็นไล่ให้ไปสึก ซึ่งอาตมาขอยืนยันว่า การที่ครองสมณเพศเป็นพระอยู่ขณะนี้ เพราะเห็นว่า ตัวอาตมายังทำประโยชน์เเก่พระพุทธศาสนาได้ ยังมีญาติโยมนิมนต์ไปเทศน์อยู่บ้าง แต่หากวันใดไม่มีคนฟังเทศน์จากอาตมา หรือตัวอาตมาไม่สามารถทำประโยชน์ให้พระพุทธศาสนาได้ อาตมาก็จะไปเอง

ส่วนกรณีบัญชีรับบริจาคน้ำท่วม อาตมายอมรับว่าผิดพลาด เนื่องจากขณะนั้นต้องการช่วยเหลือญาติโยมที่กำลังประสบภัยน้ำท่วม จึงขอรับบริจาค โดยไม่ทราบว่าการรับบริจาคจะต้องมีขั้นตอนต่างๆ มากมาย เเละมีกฎหมายรองรับ

ดังนั้น หลังจากได้ปรึกษากับลูกศิษย์เเละทนายความที่เป็นห่วงเเละหวังดี ได้ให้คำเเนะนำว่า การเปิดบัญชีในลักษณะนี้จะต้องเปิดเป็นมูลนิธิ แต่อาตมามองว่า ส่วนตัวตอนนี้ยังไม่พร้อมถึงขั้นนั้น เบื้องต้นจึงเเก้ไขโดยปรับเปลี่ยนวิธีรับบริจาค โดยยกเลิกคำว่า ช่วยเหลือน้ำท่วม เเต่เปลี่ยนเป็นบัญชีรวมที่จะช่วยเหลือพระภิกษุ-สามเณร ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เเละช่วยเหลือด้านอื่นๆ ตามสมควรแทน

พระมหาสมปอง กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีคนโทร.หาสำนักงานพระพุทธศาสนา รายงานว่า การไลฟ์สดที่ผ่านมาของอาตมา ที่อาจจะดูไม่เหมาะสม ทางสำนักพุทธฯ ก็มีหนังสือข้อความส่งถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เเละหน่วยงานดังกล่าวก็ส่งหนังสือมาถึงรักษาการเจ้าอาวาส อาตมาก็น้อมรับเเละนำมาปรับปรุงเเก้ไข ยืนยันว่า จะยังไลฟ์สดต่อไป เพราะไม่สามารถทอดทิ้งลูกเพจกว่า 1 ล้านคน ที่สนับสนุนได้ เเต่จะระมัดระวังมากขึ้น ตอนนี้ลูกศิษย์ก็กำลังศึกษาข้อมูลด้านกฎหมายมากขึ้น

สำหรับ ไลฟ์สดของ พระมหาสมปอง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างสูง รวมทั้งถูกยื่นเรื่องต่อมหาเถรสมาคมให้เอาผิดมาแล้ว เช่น

ภาพ พระมหาสมปอง ไลฟ์สดสินค้า ขอบคุณภาพประกอบ : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต Channel
กรณีเมื่อวันที่ 20 ก.ย. 64 ชาวเน็ตบนโลกออนไลน์ต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ภายหลังพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต พระนักเทศน์ชื่อดัง วัดสร้อยทอง ออกมาไลฟ์สดผ่านยูทูบ พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต Channel หัวข้อว่า “Unbox กับ พส. มหาสมปอง” ซึ่งเป็นการไลฟ์เปิดกล่องของที่ญาติโยมส่งมาให้ พร้อมทั้งได้มีการวางสินค้าบนโต๊ะระหว่างไลฟ์สด

อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการไลฟ์สดจบไปได้ไม่นาน ก็ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากชาวเน็ต โดยต่างถามถึงความเหมาะสม ซึ่งได้มีชาวเน็ตบางรายแคปภาพช่วงการไลฟ์สดมาโพสต์ ระบุข้อความว่า “โอ้…. มายบุ๊ดด้าาาา ถ้าเป็นฝรั่งก็ต้อง OH มายด์ ก๊อดดดด” พร้อมได้มีชาวเน็ตจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลาย อาทิ

เครื่องดื่มชนิดหนึ่งไลฟ์ แล้วก็ โอ้…. มายบุ๊ดด้าาาา แชร์ ยังงงว่า ธรรมะ ตรงไหน, สึกออกมาจ้าถ้ากิเลสเยอะขนาดนี้เสื่อมจ้า, ยังไม่สำนึกผิดชอบชั่วดี เอวัง เลอะเทอะมาก, สปอนเซอร์เชื่อในเพาเวอร์ของพระ เอาที่สบายใจทุกฝ่าย, กิจของสงฆ์หรือธุรกิจของสงฆ์?, ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เป็นโลกวัชชะ เฮ้อ, เกินงาม สึกเถอะท่าน จะได้สะดวกทำมาหากินยิ่งขึ้น..

กรณีวันที่ 4 พ.ค. 64 นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสื่อสังคมออนไลน์ นำเสนอความคิดเห็นของพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต วัดสร้อยทอง แสดงความคิดเห็นการทำงานของรัฐบาลช่วงสถานการณ์ COVID-19 ผ่านสื่อช่องทางต่างๆ อีกทั้งมีการทำการประชาสัมพันธ์โฆษณาขายสินค้า (ปุ๋ยน้ำ) ออกสื่อสังคมออนไลน์

โดยตนได้สั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมมหาเถรสมาคมเพื่อพิจารณาความเห็นต่อการแสดงออกที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว ซึ่งถือว่าไม่เป็นกิจของสงฆ์

ภาพ โพสต์แสดงความเห็น ขอบคุณภาพประกอบ : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต Channel
ล่าสุด ที่ประชุมมหาเถระสมาคม ครั้งที่ 11/2564 เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2564 มีมติเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของพระมหาสมปอง เข้าข่ายการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และเป็นการแสดงที่ไม่เหมาะสมและมอบหมายให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติประสานพระสังฆาธิการที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำชับให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เร่งดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคมโดยด่วน โดยให้ประสานเจ้าอาวาสวัดต้นสังกัด รวมถึงเจ้าคณะปกครองสงฆ์ที่เกี่ยวข้อง พร้อมตรวจสอบพฤติกรรมของพระสงฆ์ที่มีการกระทำที่ไม่ใช่กิจของสงฆ์ เพื่อมิให้เกิดความเสื่อมเสียวงการสงฆ์และพระพุทธศาสนาอีกต่อไป (ขอบคุณภาพประกอบ : พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต Channel)

แน่นอน, ต้องยอมรับว่า พักหลัง พระมหาสมปอง คิดและทำในสิ่งที่นอกเหนือพระธรรมวินัยอย่างมาก จากเดิมที่เพียงแค่สอดแทรกมุกตลก เพื่อสอนธรรมะ แต่ทุกวันนี้มีการสอดแทรกมุกตลกการเมือง โหนกระแสโจมตีรัฐบาล เรียกเรตติ้งจากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล และผู้ติดตามจำนวนมาก ไม่แปลกที่ญาติโยมจะมองเห็นช่องทางโฆษณาสินค้า มาขอให้ช่วย อย่างที่เกิดกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์ และจี้ให้สึก ส่วนจะมีผลประโยชน์ด้วยหรือไม่ ก็ไม่รู้เหมือนกัน?

ดังนั้น สิ่งที่อดีตหลวงปู่พุทธะอิสระ ชี้แนะในเชิงเหน็บแนมนั้น ต้องนำเอากลับไปคิดทบทวน โดยเฉพาะการตั้งคำถามกับตัวเอง ว่า “เป็นใคร” เป็น “พระ” หรือ คนธรรมดา ความแตกต่างอยู่ที่ไหน กรอบพระธรรมวินัยมีอยู่แค่ไหน อะไรเหมาะสม-ไม่เหมาะสม ความพอดีพองามของการเล่นมุกตลกมีแค่ไหน ถ้าอยากได้เสรีภาพ ก็ต้องสึกออกมาเป็นคนธรรมดาสามัญ

เพราะอย่าลืม ด้วยคำว่า “พระ” จึงมีคนกราบไหว้เหนือคน เพราะคำว่า “พระ” จึงมีคนทำบุญทำทาน ที่ไม่ใช่ “ขอทาน” และเพราะคำว่า “พระ” ถ้าไม่หนักหนาสาหัสจริงๆ ก็ไม่มีใครตำหนิติติงให้เป็น “บาป” จึงอย่าย่ามใจ หลงใหลไปกับเสียงเชียร์ เสียงสนับสนุนจากเหล่าสาวก เพราะไม่ใช่แกนนำม็อบ หรือนักการเมือง

สุดท้ายเชื่อว่า “พระมหาสมปอง” รู้ทุกอย่างอยู่แก่ใจดี ว่า เพราะเหตุใด จึงถูกจ้องจับผิด ลองคิดพิจารณาดูให้ดี ถ้าอยู่ในพระธรรมวินัย เหมือนพระสงฆ์ทั้งหลาย จะมีใครมาจ้องจับผิด หรือจับสึกหรือไม่!?


กำลังโหลดความคิดเห็น...