xs
xsm
sm
md
lg

จับโกหก “จุรินทร์” หลักฐานชัดเจน พูดไว้อย่างไรกรณีหน้ากากอนามัย | เตือนดีลิเวอรี่เจ้าใหญ่เจ้าดัง ฉวยจังหวะขึ้นราคา -% ร้านอาหารจากวิกฤต ระวังจะพัง | “อุตตม” ขอ ครม.ขยายสิทธิ์ให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 39 และ 40 อีก 6 ล้านคน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ข่าวปนคน คนปนข่าว



**โดนย้อนศรจากเพจพรรคตัวเอง จับโกหก “จุรินทร์” หลักฐานชัดเจน พูดไว้อย่างไร กรณีหน้ากากอนามัย

ผ่านมาก็หลายเดือนตั้งแต่เกิดโรคระบาดไวรัสโควิด-19 สินค้าบริโภคไปยันเวชภัณฑ์ ขาดแคลนและมีราคาแพง กระทรวงพาณิชย์ โดย “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ ผู้รับผิดชอบได้รับโอกาสแก้ไขปัญหา แต่ยิ่งแก้ก็เห็นซึ้งถึงความบ้อท่า ปล่อยให้ภาวะของปัญหาคงอยู่เหมือนไม่ได้ทำอะไรให้ดีขึ้น

ยิ่งเรื่องหน้ากากอนามัย พูดแล้วก็ต้องพูดอีก นอกจากวันนี้ยังเป็นของหายาก วันก่อนปล่อยให้ปลัดกระทรวง มายิงมุก “สต๊อก 200 ล้านชิ้น” เป็น “การสื่อสารที่ผิดพลาด” พูดไปได้ ว่าจริงๆ แล้ว คือ “สต๊อกของวัตถุดิบ” ที่โรงงานจะสามารถผลิตหน้ากากได้ต่างหาก ไม่ใช่หน้ากากที่ผลิตแล้ว

คนได้ยินได้ฟัง อึ้งกันใหญ่กับมุกสุดจัดปลัดบอกนี้

จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
จะไม่ให้อึ้งได้อย่างไร ก็ก่อนนี้ปลายเดือนมกราฯ ช่วงที่มีสัญญาณว่า หน้ากากอนามัยจะขาดแคลน เพราะน่าจะมีความจำเป็นต้องใช้สูง “จุรินทร์” ไปตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย แถวๆ เมืองนนท์ แล้วก็ให้สัมภาษณ์ขึงขังว่า จะยังไงๆ คนไทยมีหน้ากากใช้เพียงพอแน่

ท่านพูดของท่านวันนั้น สื่อหลายสำนักก็ได้ยินเหมือนๆ กัน แถมเพจของพรรคประขาธิปัตย์ ก็เอามาลงด้วย ตีปิ๊บเป็นผลงาน อย่าได้ห่วงเรื่องหน้ากากอนามัยเลย...ก๊อบปี้มาให้ดูอีกครั้ง

รมว.จุรินทร์ วันนั้นพูดว่า...

“วันนี้ขอเรียนให้ทราบว่า ประเทศไทยโดยรวมสำหรับการผลิตหน้ากากอนามัยนั้น มีความต้องการใช้ในประเทศเดือนละ 30 ล้านชิ้น โดยประมาณ โดยศักยภาพการผลิตทั้งระบบ มีอยู่ประมาณ 10 โรงงานใหญ่ มีกำลังการผลิตรวมถึงเดือนละประมาณ 100 ล้านชิ้น ซึ่งจะเห็นว่า กำลังการผลิตของเรายังเหลืออยู่ อย่างไรก็ตาม ก็มีการประเมินโดยกรมการค้าภายใน ว่า การใช้ปกติเดือนละ 30 ล้านชิ้นในประเทศ และถัดจากนี้ไป ถ้าสถานการณ์ไวรัสโคโรนายังไม่พัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น ความต้องการใช้ก็อาจจะเพิ่มจาก 30 ล้านชิ้น เป็น 40 ล้านชิ้นต่อเดือน...

หน้าเพจพรรคประชาธิปัตย์
สำหรับในประเทศอย่างไรก็ตาม เท่าที่กระทรวงพาณิชย์ได้ประเมินเรื่องเบื้องต้น ยังเชื่อมั่นว่า กำลังการผลิตและการผลิตรวมในประเทศอย่างเพียงพอสำหรับการที่จะใช้สนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศให้เพียงพออยู่ และสต๊อกปัจจุบันที่มีอยู่นั้น ประมาณ 200 ล้านชิ้น ก็สามารถที่จะใช้ในการสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ 4-5 เดือน ถ้าไม่มีการผลิตเพิ่ม”

พูดอย่างมั่นอกมั่นใจ และไม่มีคำไหนที่ว่า “สต๊อกวัตถุดิบ 200 ล้านชิ้น” ที่วันนี้มาบอกประชาชนเข้าใจผิดไป ซึ่งอ่านระหว่างบรรทัด ก็ไม่เห็นจะมีตรงไหนที่สื่อสารผิดพลาด นอกจากการทำงานที่ผิดพลาด ?

นี่เป็นการจับโกหก “จุรินทร์” แบบแบหลักฐานจากเพจพรรคตัวเองกันเลยจะจะ

นี่หากบอกว่า เป็น “การสื่อสารที่ผิดพลาด” ก็ไม่น่าใช่แล้ว

หลักฐานอีกชิ้น คือ การปลดอธิบดีกรมการค้าภายใน “วิชัย โภชนกิจ” ออกจากตำแหน่ง ก็เพราะเรื่องการจัดการหน้ากากอนามัย มาจากเรื่องสต๊อกหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ร้อยเปอร์เซ็นต์ ... ใช่หรือไม่

วิชัย โภชนกิจ
ยิ่งกว่านั้น ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ สืบสวนสอบสวน กระบวนการกักตุนหน้ากากอนามัย จะเอาข้อเท็จจรืงมาตีแผ่ให้ประชาชนรู้ ก็เงียบหายไปตามสายลม

นี่ถ้าไม่ผิดพลาด แก้ปัญหาไม่ได้สักที ศบค. ก็คงไม่ริบอำนาจในการดูแลหน้ากากอนามัยไปจัดการเอง ใช่หรือไม่ ?

เห็นกันว่า เมื่อวันจันทร์ (30 มี.ค.) จึงมีคำสั่ง ให้นำผลผลิตของ 11 โรงงาน ผลิตมาเท่าไหร่ กระจายไปให้สาธารณสุข นำไปให้บุคลากรทางการแพทย์เป็นลำดับแรก ส่วนที่เหลือทั้งหมด ให้มหาดไทย รับไปกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ เรียกว่า เปลี่ยนระบบการจัดสรรหน้ากากอนามัยใหม่ เลยทีเดียว

เท่านั้นยังไม่พอ มาวันนี้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กรมศุลกากร ยกเว้นภาษีอากรนำเข้าหน้ากากอนามัย เครื่องมือทางการแพทย์ อุปกรณ์ชุดตรวจหาไวรัสโควิด-19 และยาเวชภัณฑ์ ที่เกี่ยวกับการใช้รักษาเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อแก้ปัญหาคาราคาซัง

หลักฐานอีกอันที่สำคัญ คือ หน้ากากอนามัยวันนี้ ยังหาซื้อไม่ได้ !!

หลักฐานทนโท่เหล่านี้ คนรู้กันทั้งบาง จะตะแบงอะไรก็ขอให้คิดมากหน่อย

ประชาชนไม่ได้กินแกลบนะครับ.

**เตือนดีลิเวอรี่เจ้าใหญ่ เจ้าดัง ฉวยจังหวะขึ้นราคา -% ร้านอาหารจากวิกฤต ระวังจะพัง


ต้องบอกว่า ในวิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาสของดีลิเวอรี่ ขนส่งอาหารตามบ้าน รับออเดอร์กันรัวๆ เพราะคนต้องอยู่บ้านตามแนวทาง “หยุดเชื้อ เพื่อชาติ”

ส่วนเจ้าของร้านอาหาร พอต้องจำใจปิด ทุกร้านที่เคยเปิดให้ลูกค้ามานั่งกินที่ร้าน ก็ต้องหันมาพึ่งพาบริการออนไลน์ หรือ เข้าร่วมเป็นพาร์ตเนอร์ ของธุรกิจดีลิเวอรี่มากขึ้น เพื่อดิ้นรนเอาตัวให้รอด

ธุรกิจดีลิเวอรี่ ตอนนี้ก็เลยได้สองเด้ง คนสั่งมากขึ้น ร้านค้าก็ต้องดิ้นรนเข้าระบบ

มันก็เลยมีข่าวเล็ดลอดออกมาจากในวงการว่า ดีลิเวอรี่ “เจ้าใหญ่เจ้าดัง” เห็นวิกฤตเป็นโอกาส เลยคิดจะฉกฉวยจังหวะนี้ “ขึ้นค่าส่ง-ขึ้นเปอร์เซ็นต์ร้านค้า” ซะเลย

แม้จะยังไม่ประกาศออกมาเป็นทางการ แต่สำหรับลูกค้าเราๆ ท่านๆ เริ่มรู้สึกแล้ว ยิ่งเปรียบเทียบกัน โดยเฉพาะ “ขาประจำ” ก่อนโควิด-19 ระบาดเคยสั่งบ่อยมาก มีแจกส่วนลด นู่น นี่ นั่น แต่ตอนนี้พอร้านอาหารปิด ทำให้คนต้องใช้บริการ ร้านก็มีดีมานด์ เยอะ “เจ้าใหญ่เจ้าดัง” ใช้ผลประโยชน์นี้ ขึ้นราคาทุกอย่าง ค่าส่ง เลิกแจกโค้ดลด ถือว่า เอาเปรียบผู้บรืโภค ในยามยากแบบนี้

แว่วว่า หนักหนาสาหัสมากๆ ก็คงเป็นบรรดาร้านอาหาร ร้านไหนจะเข้ามา ดีลิเวอรี่เจ้าใหญ่เจ้าดัง จากเคยคิดเปอร์เซ็นต์ที่ชาร์จ จากพาร์ตเนอร์ หรือร้านอาหารที่ 20% ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 35% กันเลย

เรียกว่า ร้านอาหารทั้งหลายต้องกล้ำกลืนฝืนทน ลำบากอยู่แล้ว ยังโดนเฉือนเนื้อ สูบเลือดอีก รู้ๆ กันว่า ราคาวัตถุดิบ ของสด ของแห้งที่จะทำอาหาร ต้นทุนทุกอย่างก็ขึ้นพรวดๆ จะแก้ปัญหาด้วยการขึ้นราคาอาหาร หรือ ลดปริมาณลงในช่วงนี้ ก็จะดูทำร้ายซ้ำเติมลูกค้าเข้าไปอีก

นี่ยังมาโดนโขกค่าแรกเข้า คิดเอาเปอร์เซ็นต์แพงๆ อีก ราคาขายหักต้นทุนเหลือยาไส้ได้ก็นับว่าบุญแล้ว

ว่ากันวา สมัยที่ดีลิเวอรี่เจ้านี้เข้ามาใหม่ๆ ถือเป็นทางเลือกที่คนพากันไชโย โห่ร้อง นิยมยินดีที่มาแทนแท็กซี่ที่ชอบปฏิเสธผู้โดยสาร

ธุรกิจสตาร์ทอัปรายนี้ ก็โตวันโตคืน ขยายการขนส่งในทุกรูปแบบ มีไบค์ไว้แข่งวินมอเตอร์ไซค์ จนมาถึงส่งอาหารดีลิเวอรี่ มีคนเข้าร่วมเพื่อเป็นคนขับ และ ร้านค้าพาร์ตเนอร์มากขึ้นเรื่อยๆ อยู่ไปอยู่มา ก็ได้ “เจ้าสัว” มาซื้อหุ้นใหญ่ กลายเป็นธุรกิจติดปีก ใกล้ๆ จะเป็นธุรกิจผูกขาด สายป่านยาว แถมมี “ครัวกลาง” ที่ลดภาระค่าใช้จ่ายในเรื่องของการส่งอาหาร และ ต้อง “กินแบ่ง” กับร้านค้า ร้านอาหาร

ตอนนี้เกิดวิกฤตโรคระบาด มาฉวยโอกาสจากวิกฤตแบบนี้ เตือนให้ระวังไว้... ตัวอย่างในอดีตมีไว้เป็นบทเรียน คิดว่าธุรกิจกำลังรุ่ง ขาขึ้น อะไรๆ ก็เป็นใจ แต่ในที่สุดผู้บริโภคไม่ว่าจะลูกค้า หรือ ร้านอาหาร จะเป็นฝ่ายเลือก

แทนที่จะเห็นอกเห็นใจกัน วิกฤตยังคงอยู่อีกนาน หลังวิกฤตแล้วเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร ตกต่ำอีกนานแค่ไหน ประคับประคองกันให้รอดพ้นไปด้วยกันดีกว่า

ถ้าทำธุรกิจบนความระทมขมขื่นของผู้คน ถ้าสุดท้ายพวกเขาพากันแอนตี้ แบน ไม่ใช้บรืการมากขึ้นๆ

ถึงวันนั้นธุรกิจพัง จะหาว่าไม่เตือน

** ผู้ประกันตนเฮ !! “อุตตม” ขอ ครม. ขยายสิทธิ์ให้ผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 และ มาตรา 40 อีก 6 ล้านคน ได้รับเงินเยียวยาคนละ 5 พันบาทด้วย

อุตตม สาวนายน
หลังจากรัฐบาลได้ออกมาตรการเยียวยา บรรดาแรงงาน ลูกจ้าง และผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 รายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน (รวมเป็นเงิน 15,000 บาท) ถึงวันนี้ มีผู้มาลงทะเบียนขอรับเงินเยียวยาแล้วกว่า 20 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ จะมีการคัดกรองด้วยระบบ AI อีกครั้งหนึ่ง ว่า ใครมีคุณสมบัติถูกต้องตามที่กำหนด ก็จะได้รับเงิน ...แต่ถ้าคุณสมบัติไม่ตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะถูกคัดออก

ปัญหาที่ยังมีความลักลั่น และสับสนกันอยู่ ก็ในกรณีของผู้ประกันตนกับประกันสังคม ซึ่งมีข้อกฎหมายประกันสังคม เข้ามาเกี่ยวข้อง เดิมทีทางกระทรวงการคลัง ประเมินไว้ว่า ในกลุ่มผู้ประกันตนที่ถูกเลิกจ้าง จะได้รับการเยียวยา มีประมาณ 3 ล้านคน โดยไม่รวมผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 และ มาตรา 40 ซึ่งมีอีกประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งก็ได้รับผลกระทบ และมีความเดือดร้อนเช่นกัน

“นายอุตตม สาวนายน” รมว.คลัง จึงได้เสนอที่ประชุม ครม. ให้เยียวยาผู้ประกันตนตาม มาตรา 39 และมาตรา 40 ด้วย ซึ่งก็ได้รับความเห็นชอบจาก ครม.แล้ว

คราวนี้มาดู พ.ร.บ.ประกันสังคม มาตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้อกับเรื่องนี้... เริ่มจาก

มาตรา 33 ให้ลูกจ้างซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ เป็นผู้ประกันตน ...ลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ประกันตนอยู่แล้ว เมื่อมีอายุครบ 60 ปีบริบูรณ์ และยังเป็นลูกจ้างของนายจ้าง ซึ่งอยู่ภายใต้บังคับแห่ง พ.ร.บ.นี้ ให้ถือว่าลูกจ้างนั้นเป็นผู้ประกันตนต่อไป

ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 นี้ หากถูกเลิกจ้าง จะได้รับการเยียวยา

มาตรา 39 ผู้ใดเคยเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 โดยจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และต่อมาความเป็นผู้ประกันตนได้สิ้นสุดลงตาม มาตรา 38(2) (คือ สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง) ถ้าผู้นั้นประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ให้แสดงความจำนงต่อสำนักงาน ตามระเบียบที่เลขาธิการฯ กำหนดภายใน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน

บุคคลที่จะเข้าเกณฑ์ มาตรา 39 นี้ หมายถึง ผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ที่ยังอยากส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม หลังผันตัวออกมาประกอบธุรกิจส่วนตัว หรือมีเหตุให้ต้องหลุดออกจากงานเดิม แต่ยังต้องการคงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของประกันสังคมไว้ จึงไปสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน ...พูดง่ายๆ ก็คือ คนที่เคยทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนใน มาตรา 33 มาก่อน แล้วลาออก แต่ต้องการรักษาสิทธิประกันสังคมไว้

มาตรา 40 บุคคลอื่นใดซึ่งมิใช่ลูกจ้างตาม มาตรา 33 จะสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตน ตาม พ.ร.บ.นี้ ก็ได้ โดยให้แสดงความจำนงต่อสำนักงานประกันสังคม

สำหรับ ผู้ที่จะสมัครประกันสังคม มาตรา 40 ได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติ คือ ... เป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือแรงงานนอกระบบ มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ ต้องเป็นบุคคลที่ไม่ได้เป็นลูกจ้างในบริษัทเอกชน ตามประกันสังคม มาตรา 33 และไม่เคยสมัครเป็นผู้ประกันตนในมาตรา 39 ไม่เป็นข้าราชการ หรือบุคคลที่ถูกยกเว้นตามกฎหมายประกันสังคม บุคคลพิการที่สามารถรับรู้สิทธิประกันสังคม

แต่เดิมผู้ประกันตน ตามมาตรา 39 และมาตรา 40 นี้ ไม่มีสิทธิ์รับเงินเยียวยา คนละ 5,000 บาท แต่ตอนนี้ ได้รับสิทธิ์แล้ว

ส่วนเงินที่จะนำมาใช้เยียวยาในส่วนนี้ ทางกระทรวงการคลัง ขอนำงบฯ ปี 63 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มาเตรียมไว้แล้ว 45,000 ล้านบาท สำหรับงวดเดือน เม.ย. 63 เดือนต่อๆ ไป กระทรวงการคลังจะได้เสนอ ครม.พิจารณาจัดหาแหล่งเงินที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง


นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน จากผลกระทบโควิด-19 ในขณะนี้ ที่ “อุตตม” จัดให้ !!





กำลังโหลดความคิดเห็น...