xs
xsm
sm
md
lg

ทำอะไรก็ผิด! “อัษฎางค์” สวดส่งฝ่ายแค้นกล่าวหาสวดมนต์สู้โควิด-19 “งมงาย” ยก “รัฐสภาอเมริกา” ตอกกลับ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อัษฎางค์” สวดยับพวกฝ่ายแค้น สักแต่นินทา “งมงาย” ยก “รัฐสภาอเมริกา” ยังนิมนต์พระสวดมนต์เลย ด้าน ดร.เสรี เฉลยเป็นการสวด “ภาวนาเจริญสติ” โต้สวดมนต์โรคจะหมดหรือ? ด้วยถามกลับ “สวดคนตาย 3-7 วันคนตายจะฟื้นไหม?”

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง วันนี้ (19 มี.ค. 63) เฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค ของ นายอัษฎางค์ ยมนาค นักประวัติศาสตร์ โพสต์ข้อความระบุว่า

“รัฐบาลไทยจะจัดให้คณะสงฆ์สวดบทเจริญพระพุทธมนต์ซึ่งโบราณราชประเพณี เพื่อขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ แต่กลุ่มคนฝ่ายแค้นที่ค้านทุกอย่าง นินทากันว่าทำไมจะทำสิ่งที่งมงาย ลองมาอ่านข่าวนี้กันหน่อย

ถ้าบอกว่า การกระทำแบบนี้รัฐบาลไทยงมงาย สมการนี้จะได้สรุปได้ว่า รัฐสภาของสหรัฐอเมริกางมงายเช่นกัน หรือ? เพราะเมื่อปีที่แล้ว รัฐสภาของสหรัฐอเมริกา ได้นิมนต์พระสงฆ์เข้าไปทำพิธีสวดพระพุทธมนต์ อวยพร และแผ่เมตตาให้สมาชิกในรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา”

ต่อมาไม่นานเขาโพสต์อีกว่า “ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ประกาศปิดประเทศแล้ว”

“เมื่อวานยังมีประกาศว่าอย่าเชื่อข่าวลือว่าจะปิดประเทศอยู่เลย วันนี้ เมื่อไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง นายกฯออสซี่ ประกาศปิดประเทศแล้ว

นายกรัฐมนตรี สก็อต มอร์ริสัน ของออสเตรเลีย ประกาศว่า ตั้งแต่เวลา 09.00 น. ของวันพรุ่งนี้ (20 มีนาคม) ออสเตรเลียจะห้ามผู้ไม่ใช่พลเมืองและพีอาร์ทั้งหมดเข้าประเทศ

แต่พลเมืองออสเตรเลีย ผู้อยู่อาศัยถาวรในออสเตรเลีย และสมาชิกครอบครัวยังคงได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศได้ แต่ต้องเข้ารับกักตัวเอง 14 วัน เพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19

ออสเตรเลีย มีผู้ติดเชื้อ 565 ราย โดย 80% เป็นประชาชนที่เพิ่งเดินทางไปต่างประเทศกลับมา และผู้ที่ได้พบปะใกล้ชิดกับบุคคลเหล่านั้น

ส่วนนายกรัฐมนตรีหญิงของนิวซีแลนด์ จาร์ซินดา อาร์เดิร์น แถลงข่าวในวันนี้เช่นกัน ว่า จะใช้มาตรการห้ามพลเมืองต่างชาติเดินทางเข้าประเทศ โดยจะมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนของวันนี้เป็นต้นไป (24.00 น.)

อย่างไรก็ตาม การปิดประเทศของออสเตรเลียนี้ หมายถึงห้ามคนเข้าออกประเทศเท่านั้น ธุรกิจการค้าและโรงเรียนยังคงเปิดดำเนินต่อไป

และอีกต่อมา โพสต์อีกว่า “ชี้แจงสวดมนต์สู้โควิด เป็นดำริของสมเด็จพระสังฆราช มีเฉพาะพระร่วมสวด 9 รูป ในพระอุโบสถ ไม่มีคนร่วมฟัง ถ่ายทอดทาสื่อโทรทัศน์-โซเชียล ในวันที่ 25 มี.ค.นี้”

ขณะเดียวกัน ดร.เสรี วงษ์มณฑา ผู้ร่วมก่อตั้งสถาบันทิศทางไทย นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ถามว่า สวดมนต์แล้วไวรัสจะหมดไปไหม ก็ขอถามบ้างว่าเมื่อมีคนตาย แล้วสวด 3-7 วันคนตายจะฟื้นไหม แล้วทำไมจึงสวด หัดเข้าใจการสวดภาวนาเจริญสติบ้างนะคะ”

สำหรับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาจเนื่องมาจากการเข้าใจผิด ในสาระสำคัญ หรืออะไรก็แล้วแต่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ ว่า

ภาพจากเฟซบุ๊ก อัษฎางค์ ยมนาค
“อยากให้ทบทวนครับ พุทธศาสนิกชนที่มาร่วมสวดมนต์ จำนวนไม่น้อย เป็นผู้สูงอายุ ซึ่งหากติด โควิด 19 ก็จะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมาก แม้จะบริหารจัดการอย่างไร แต่การมาชุมนุมกัน ก็มีความเสี่ยงไม่น้อย และหากพระสงฆ์ที่อายุมากติดเชื้อก็อันตรายมากครับ”

นายวิโรจน์ ระบุอีกว่า ผมกังวลว่า พระสงฆ์ที่อายุมากๆ หากติดเชื้อโควิด19 แล้วอาพาธขึ้นมาโรงพยาบาลสงฆ์ จะมีห้องปลอดเชื้อ และมีศักยภาพที่เพียงพอ ในการดูแลรักษา หรือไม่

“อีกทั้งโรคโควิด-19 เป็นโรคระบาด ที่ติดเชื้อผ่านการหายใจ และสารคัดหลั่ง ถ้าลำพังการสวดมนต์ สามารถแก้ปัญหาโรคภัย และโรคระบาดได้จริงก็ไม่ต้องมีโรงพยาบาลสงฆ์ แล้วล่ะ”

อย่างไรก็ตาม นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงหลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่สำนักงานพระพุทธศาสนาร่วมกับมหาเถรสมาคมเตรียมจัดสวดมนต์ เพื่อให้กำลังใจคนไทยในสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ว่า

การสวดมนต์จะสวดที่วัดในพระอุโบสถ มีพระสงฆ์ประกอบพิธีแค่ 9 รูป พระสงฆ์นั่งห่างกัน 1 เมตร ตามมาตรฐานความปลอดภัย และไม่มีประชาชนไปร่วมฟัง โดยจะใช้การถ่ายทอดสดให้ประชาชนรับฟังผ่านโทรทัศน์ ซึ่งตนต้องขอโทษประชาชนในการสื่อสารที่ผิดพลาดด้วย

นายเทวัญ กล่าวย้ำว่า บทสวดที่ใช้ประกอบพิธีเป็นบทสวดเพื่อให้กำลังใจพี่น้องประชาชน ซึ่งเคยปฏิบัติมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในสัปดาห์นี้ หลังการประชุมมหาเถรสมาคม...

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยังมี ส.ส.บางคน สักแต่เห็นประเด็นแล้วก็โหนเล่นการเมืองทันที นอกจากจะไม่ทำการบ้านเช็กสาระสำคัญให้ละเอียดแล้ว ยังไม่เข้าใจหัวใจของศาสนาพุทธเลยแม้แต่น้อย

เพราะศาสนาพุทธไม่ใช่ไสยศาสตร์ ลองไปเปรียบเทียบกันให้ดี แล้วจะรู้ความหมาย อย่างที่ ดร.เสรี โพสต์ กล่าวคือ เป็นการเจริญภาวนา เจริญสติ ให้มีกำลังสู้กับโรคร้าย ซึ่งหมายถึงการไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ และป้องกันตัวเองตามคำแนะนำของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนปฏิบัติตามที่แนวทางของรัฐบาลกำหนดอย่างเคร่งครัดเท่านั้นเอง ก็จะช่วยสังคมส่วนรวมได้แล้ว


กำลังโหลดความคิดเห็น...