xs
xsm
sm
md
lg

ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายันมีอำนาจรับฟ้องสอบ ป.ป.ช.ชี้มูลผิดวินัยร้ายแรง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online


ศาลปกครองสูงสุด พิพากษายันศาลปกครองมีอำนาจรับฟ้องคดีที่ขอให้ตรวจสอบการชี้มูลผิดวินัยร้ายแรงของ ป.ป.ช. ระบุเป็นหน่วยงานรัฐที่ได้รับมอบอำนาจตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. ที่การใช้อำนาจอยู่ในการตรวจสอบของศาลปกครอง เชื่อหากรัฐธรรมนูญ 50 มุ่งให้การวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เป็นที่สุดต้องระบุอำนาจเช่นเดียวกับ กกต. ชี้คำวินิจฉัยศาล รธน. 2/2556 ไม่ได้วินิจฉัยเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลหมดสิทธิฟ้อง

วันนี้ (29 พ.ย.) ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษายืนตามศาลปกครองชั้นต้นว่าศาลปกครองมีอำนาจที่จะรับคำฟ้องที่ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ ตันชูเกียรติ อดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งกรุงเทพมหานครของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ไล่ออกจากราชการเนื่องจากเหตุถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช) ชี้มูลว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจากการจัดซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพิลงพร้อมอุปกรณ์บรรเทาสาธารณภัยของกรุงเทพมหานครไว้พิจารณาได้

ทั้งนี้ คดีดังกล่าวในศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องโดยเห็นว่าพฤติการณ์ของ พล.ต.ต.อธิลักษณ์มีส่วนร่วมกระทำผิดในทุกขั้นตอนของโครงการจัดซื้อดังกล่าวจริงตามที่ระบุในสำนวน ป.ป.ช. ถือว่าเป็นการทุจริตต่อหน้าที่และประพฤติชั่ว ที่ผู้ว่าฯ กทม.ออกคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการตามการชี้มูลของ ป.ป.ช.เป็นการใช้ดุลยพินิจโดยชอบแล้ว ไม่ถือเป็นการทำละเมิดต่อ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ แต่ต่อมา ป.ป.ช.ในฐานะผู้ร้องสอดกลับยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นไม่รับคำฟ้องของ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ไว้พิจารณาพิพากษา โดยอ้างว่า ขณะที่ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ฟ้องคดี รัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีผลใช้บังคับ ซึ่งมาตรา 223 วรรคสอง บัญญัติว่าอำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้มูลขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญนั้น

ส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืนว่าศาลปกครองมีอำนาจที่จะรับฟ้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ระบุว่า คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามการอุทธรณ์ของ ป.ป.ช.แต่เพียงว่า ป.ป.ช.มีมติวินิจฉัยชี้มูล พล.ต.ต.อธิลักษณ์ว่ามีความผิดทางวินัยนั้น เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ.ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ 50 ที่ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาทบทวนได้หรือไม่ ซึ่งเห็นว่า การใช้อำนาจในกรณีดังกล่าวของ ป.ป.ช.เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542 ถ้ารัฐธรรมนูญ 50 ต้องการให้การวินิจฉัยของ ป.ป.ช.เป็นที่สุด ควรต้องบัญญัติไว้ในทำนองเดียวกับมาตรา 236 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 235 วรรคสอง และมาตรา 239 วรรคหนึ่ง ที่ให้การวินิจฉัยให้มีการสั่งเลือกตั้งใหม่ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ ส.ว. ของ กกต.เป็นที่สุด แต่วินิจฉัยมีมติของ ป.ป.ช.ว่าผิดวินัย ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิอุทธรณ์ดุลพินิจจนการสั่งลงโทษได้ตามมาตรา 96 หรือกรณี ป.ป.ช.มีมติว่าการกระทำของข้าราชการใดมีความผิดทางอาญา แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จะให้ถือว่ารายงานของ ป.ป.ช.เป็นสำนวนการสอบสวน ให้ศาลประทับรับฟ้องไว้พิจารณาโดยไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้อง แต่ก็ยังคงเป็นอำนาจศาลในการวินิจฉัยว่ารายงานสอบสวนของป.ป.ช.ได้ทำการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ พยานหลักฐานได้มาโดยถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่ การวินิจฉัย หรือชี้มูลของ ป.ป.ช.จึงเป็นเพียงการใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐที่ได้รับมอบอำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. 2542 ป.ป.ช.จึงเป็นหน่วยงานทางปกครองและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา 3 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง 2542 การกระทำของ ป.ป.ช.จึงเป็นการกระทำทางปกครอง

ส่วนอำนาจของศาลปกครองแม้ว่าตามมาตรา 223 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 50 บัญญัติว่า อำนาจศาลปกครองตามวรรคหนึ่งไม่รวมถึงการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้น แต่การใช้สิทธิทางศาลเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลที่รัฐธรรมนูญ 50 มาตรา 28 วรรคสองและวรรคสามให้การรับรองไว้ บทบัญญัติในมาตรา 223 ดังกล่าวจึงเป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิของบุคคลและขอบเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลปกครอง จึงต้องตีความโดยเคร่งครัด การใช้อำนาจขององค์กรตามรัฐธรรมนูฐที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองนั้น นอกจากต้องเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญแล้ว ยังต้องเป้นการใช้อำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอีกด้วย ซึ่งคำว่า วินิจฉัยชี้ขาด ย่อมมีความหมายว่าการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหา

“เมื่อ ป.ป.ช.เป็นคณะบุคคล ที่รัฐธรรมนูญ 50 กำหนดเพียงเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญประเภทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกัน ก็เป็นคณะบุคคลซึ่งมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติให้อำนาจในการออกกฎ คำสั่ง หรือมติใด ที่มีผลกระทบต่อบุคคล จึงมีฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ”

นอกจากนี้ เมื่อฐานอำนาจที่นำไปสู่การปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช.มาจาก พ.ร.ป.ป.ป.ช. ซึ่งให้อำนาจในการไต่สวน วินิจฉัยชี้มูลความผิดผู้ถูกกล่าวหา โดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจใช้ดุลพินิจในการสั่งลงโทษตามฐานความผิดที่ ป.ป.ช.มีมติ และสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการอุทธรณ์คำสั่งลงโทษทางวินัยก็ถูกจำกัดเพียงว่าจะอุทธรณ์ได้เฉพาะดุลพินิจในการสั่งลงโทษของผู้บังคับบัญชาเท่านั้น โดยไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่มีลักษณะเป็นการจำกัดสิทธิของบุคคลที่ได้รับการรับรองตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิของบุคคลผู้ถูกลงโทษทางวินัยในการฟ้องต่อศาล หากจะถือว่ากระบวนไต่สวนจนการวินิจฉัยชี้มูลการของ ป.ป.ช. และการออกคำสั่งลงโทษทางวินัยโดยผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาเป็นกระบวนการที่ไม่อยู่ภายใต้การตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายจากองค์กรใดๆ แล้ว ย่อมแตกต่างกับกรณีที่การดำเนินการทางวินัยเริ่มขึ้นและแล้วเสร็จโดยผู้บังคับบัญชา ที่ผู้ถูกลงโทษทางวินัยมีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

อีกทั้งเมื่อพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 2/2546 ก็วินิจฉัยเพียงว่า เมื่อ ป.ป.ช.ได้ไต่สวนและวินิจฉัยแล้วว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่เป็นอันยุติ องค์กรที่มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์จึงพิจารณษเปลี่ยนแปลงฐานความผิดทางวินัยตามที่ ป.ป.ช.วินิจฉัยแล้วไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้วินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ถูกคำสั่งลงโทษทางสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น การที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดของ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ว่าเป็นความผิดทางวินัย จึงเป็นเพียงการชี้มูลความผิดที่จะต้องมีการพิจารณาสั่งลงโทษทางวินัยต่อไปโดยผู้บังคับบัญชา ซึ่งเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ไม่ใช่เป็นการวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญขององค์กรตามรัฐธรรมนูญนั้นที่จะเป็นข้อยกเว้นตามมาตรา 223 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 50 ดังนั้น เมื่อคดีนี้ พล.ต.ต.อธิลักษณ์ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการของผู้ว่าฯ กทม. ศาลปกครองจึงมีนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ อุทธรณ์ของ ป.ป.ช.จึงฟังไม่ขึ้น