xs
xsm
sm
md
lg

สะพัดคลิป “แม้ว” หลบกลุ่มคนไทย หลังจ้อที่นิวยอร์ก “ยะใส” ชี้ไม่เจ๋งจริง แค่วิ่งตามก้นต่างชาติ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: MGR Online

ภาพจากเพจพานทองแท้ ชินวัตร
สะพัดคลิป “ทักษิณ” หลบกลุ่มคนไทยในนิวยอร์ก ผ่านลิฟต์ส่งของ หลังพูดที่สถาบันนโยบายโลก ด้าน “สุริยะใส” วิเคราะห์บทพูดนายใหญ่พรรคเพื่อไทยสะท้อนความคิดวิ่งตามก้นฝรั่ง พึ่งพาต่างชาติ สวนทางเศรษฐศาสตร์ อ.ป๋วย และเศรษฐกิจพอเพียง ส่วนเฟซบุ๊ก “ลูกโอ๊ค” จัดเต็มบทปาฐกถาคุณพ่อแม้ว

วันนี้ (10 มี.ค.) มีรายงานว่า ภายหลังปาฐกถาของนายทักษิณ ชินวัตร ที่สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) 9 มี.ค. 2559, มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ทั้งที่มีคนไทยที่สนับสนุน และคัดค้าน การปาฐกถาครั้งนี้รวมตัวกันเพื่อแสดงพลังพร้อมถือป้ายสนับสนุนและคัดค้านจำนวนหนึ่ง ขณะที่เว็บไซต์ยูทิวบ์เผยแพร่ภาพระบุว่ากลุ่มผู้คัดค้านในนิวยอร์กต่างตะโกนขับไล่นายทักษิณขณะเดินออกจาก Metropolitan club หลังจากให้สัมภาษณ์กับ WPI โดย Pailin Kumsiri

ดูคลิปในยูทิวบ์


วันเดียวกัน นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก สุริยะใส กตะศิลา โดยเปรียบเทียบทักษิโณมิกส์กับเศรษฐศาสตร์แบบ อ.ป๋วย

นายสุริยใส ระบุว่า หลังจากอ่านบทปาฐกถาของนายทักษิณ ชินวัตร ที่สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) 9 มี.ค. 2559, มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาล่าสุด พบว่า การพูดครั้งนี้ดูเหมือนทำการบ้านมามากกว่าทุกครั้ง เนื้อหาในภาพรวมทักษิณได้เน้นย้ำถึงพลวัตทางเศรษฐกิจโลกที่มีสหรัฐฯ และจีนเป็นศูนย์กลาง และได้สาธยายให้เห็นถึงการเชื่อมโยงโครงข่ายทางเศรษฐกิจระดับโลก ที่ทักษิณเรียกว่า “เศรษฐกิจแบบเครือข่าย” และโดยเฉพาะบทบาทของ อี-คอมเมิร์ซ ที่เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในศตวรรษใหม่

“และจากนั้นทักษิณได้ตั้งคำถามต่อสังคมไทยว่าเราจะอยู่รอดได้อย่างไร ภายใต้ความท้าทายเช่นนี้ โดยเฉพาะการปรับตัวเพื่อรับมือกับนวัตกรรมการค้าการลงทุนที่ไทยมีความได้เปรียบทั้งทางภูมิเศรษฐศาตร์ (Geo-Economics) และภูมิรัฐศาสตร์ (Geo-Politics) ในช่วงท้าย ๆ หนีไม่พ้นที่ทักษิณได้วิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญและยุทธศาสตร์ คสช. ที่ดูเหมือนสวนทางกับกระแสโลกและจะทำให้ไทยล้าหลังสูญเสียโอกาสมากมายจากสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกใบนี้

ทักษิณพยายามจะบอกว่าเขาเป็นผู้นำที่เข้าใจและตามทันการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่สิ่งที่ทักษิณไม่ได้พูดถึงและแทบจะไม่ค่อยได้ยินเลย คือ การพูดถึงต้นทุนและจุดแข็งของสังคมไทยในบริบทการเปลี่ยนแปลงที่เราถูกขนาบข้างด้วยสหรัฐฯ และจีน พยายามแต่จะกระตุ้นให้ไทยต้องวิ่งตาม วิ่งแข่งกับโลกกับคนอื่นตลอดเวลา แต่ไม่เคยคิดแข่งกับตัวเองหรือพึ่งตัวเอง เเศรษฐกิจแบบทักษิณจึงหนีไม่พ้นต้องพึ่งพาต่างชาติตลอดเวลา

ไม่คิดพึ่งพาตัวเองหรือพึ่งพิงเศรษฐกิจภายในประเทศ วิธีคิดแบบนี้มิใช่แค่ทักษิณเท่านั้น นักเศรษฐศาสตร์ไทยส่วนใหญ่ก็อยู่ในสำนักคิดนี้ จึงเห็นบ่อยครั้งที่เวลาสหรัฐฯ ทรุด เราก็วิ่งซบจีน เวลาจีนถดถอย เราก็แบกหน้าหาสหรัฐฯ จนลืมสร้างเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็ง ก่อนไปวิ่งแข่งกับมหาอำนาจ

แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบทักษิณ จึงสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเศรษฐศาสตร์ของ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ หรือแม้แต่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง แน่นอนโลกเปลี่ยนเราต้องปรับ แต่ไม่จำเป็นที่โลกเปลี่ยนเราต้องเปลี่ยนตามทุก ๆ เรื่องเสมอไป และคุณสมบัติของผู้นำ (Leadership) การเปลี่ยนแปลงที่ชาญฉลาดที่สุด คือ ใครได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนั้นคนหยิบมือเดียวหรือคนทั่วไป

ถ้าคุณทักษิณมีเวลาควรหาข้อเขียน “จากครรภ์มารดา ถึงเชิงตะกอน” ของ อ.ป๋วย มาอ่าน จะเข้าใจถึงเศรษฐศาสตร์การพัฒนาทางเลือกและจะเป็นทางรอดของสังคมไทยได้จริง เพราะเป็นการพัฒนาที่ทั่วถึงและเป็นธรรม และเห็นความแตกต่างระหว่างประชานิยม (Populist) กับสวัสดิการนิยม (Socisl welfare) ไม่ต้องอ้างหรือเดินตามฝรั่งทุกเรื่องไป และจะได้พบทางสว่างว่าคุณค่าแบบไหนที่เศรษฐกิจโลกในศตวรรษใหม่ต้องคำนึงถึงและตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

ความท้าทายที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่กับสังคมไทยที่ต้องอยู่รอดได้อย่างไร ในสภาวะโลกใบใหม่แบบนี้เท่านั้น หากแต่ก็ท้าทายวิธีคิดทักษิณเช่นกันว่า หมดยุคเศรษฐกิจแบบทักษิโณมิกส์ (Thaksinomics) แล้วหรือยัง เพราะไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืนจริง”

ด้านเฟซบุ๊กของนายพานทองแท้ ชินวัตร “oakpanthongtae” ได้เผยแพร่บทสนทนาฉบับเต็ม! อดีตนายกฯ ในงาน “สนทนาเป็นการส่วนตัวกับทักษิณ ชินวัตร” (Thaksin Shinawatra in Private Discussion) ณ สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) 9 มี.ค. 2559, มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

“ท่านผู้ทรงเกียรติ แขกผู้มีเกียรติ ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผมต้องขอขอบคุณสถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute) ที่ให้โอกาสผมได้มาร่วมบอกเล่าหลักคิดของผม และแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเรื่องความท้าทายต่าง ๆ ซึ่งเกิดมาจากคําถามที่ว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าและผ่านพ้น ช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงและระยะเปลี่ยนผ่านได้อย่างไร โดยเฉพาะในแง่มุมที่เชื่อมโยงกับด้านเศรษฐกิจ ภูมิภาค และโลกในบริบทปัจจุบัน

พวกเราทุกคนคงทราบกันดีว่า ไม่มีสังคมใดในศตวรรษที่ 21 ที่จะสร้างความก้าวหน้าและความกินดีอยู่ดีให้แก่ ประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง หากสังคมนั้นขาดซึ่งหลักพื้นฐาน 2 ประการ ประการที่ 1 ได้แก่ ความมีเสถียรภาพทางการเมือง ประการที่ 2 ได้แก่ ศักยภาพในการสร้างกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ ซึ่งนําไปสู่การเจริญเติบโตของประเทศ และความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงความสร้างสรรค์ให้กลายเป็น ความมั่งคั่งที่ต่อเนื่อง

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผมขออนุญาตเล่าถึง “เรื่องของสองนคร” ที่ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยชาร์ลส์ ดิกคินส์ เรื่องเล่านี้เกี่ยวกับการพัฒนาคู่ ขนานของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และปักกิ่ง ซึ่งแต่ละนครมีประวัติศาสตร์ ความทุกข์ และความชิงชังของตนเอง เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานปี ทั้งสองนครถูกมองว่าเป็นคู่ปรับที่แข่งขันกันนําเสนอโมเดลการพัฒนาทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

โมเดลที่ 1 ได้แก่ ระบบทุนนิยมตลาดเสรีซึ่งมีระบอบ “ประชาธิปไตยแบบเปิด” เป็นรากฐานของการพัฒนา เศรษฐกิจ อีกโมเดลหนึ่งได้แก่ ระบบทุนนิยมซึ่งนําโดยรัฐ (รูปแบบของสาธารณรัฐประชาชนจีน) ที่กํากับด้วยอํานาจศูนย์กลางจากพรรคเดียว

ทั้งสองโมเดลได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถนําไปปรับใช้จนประสบความสําเร็จจากอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยโมเดลของสาธารณรัฐประชาชนจีน เหมาะสมกับความเปลี่ยนแปลงทางด้านทัศนคติของคณะผู้นําในประเทศ ณ เวลาขณะนั้น ทั้งนี้ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านทัศนคติดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมๆ กับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในโลกตะวันตก ที่ “การค้าเสรี” ได้สร้างประโยชน์แก่สาธารณรัฐประชาชนจีนที่กําลังปรับตัวจากระบบตลาดปิดสู่ระบบตลาดเปิดครึ่งใบ

อย่างไรก็ตาม เราคงต้องยอมรับว่าทั้งสองโมเดลจะต้องถูกปรับให้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นจากความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีการผลิตแบบอุตสาหกรรม จากรูปแบบ “การผลิตสินค้าในประเทศเดียว” สู่ “ระบบเครือข่ายการออกแบบ การสรรหาปัจจัยการผลิต และการผลิตที่มีลักษณะข้ามชาติ เพื่อ ที่จะนําสินค้าชิ้นหนึ่ง ๆ ออกสู่ตลาด” ความเปลี่ยนแปลงนี้ ได้กลับตาลปัตรโครงสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ภายในประเทศต่าง ๆ และส่งผลให้การปรับตัวทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนในอดีต

พวกเรายังต้องทราบอีกว่าความก้าวหน้าของเทคนิคและเทคโนโลยีการบริหารความมั่งคั่งได้กลับตาลปัตรความสัมพันธ์ระหว่างทุนและวิธีการผลิต ทั้งนี้ พวกเราทั้งหลายคงต่างเห็นพ้องกันว่า “สภาวะปกติใหม่ของโลกปัจจุบัน” (New Normal) จะเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอดหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณพร้อมและมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่

ประเทศไทยก็ต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสภาวะปกติ ใหม่ในเวทีโลก

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ อีกเรื่องราวหนึ่งซึ่งเป็นที่กล่าวขานถึง คือ เรื่องเล่าเกี่ยวกับครูสอนภาษาอังกฤษในสาธารณรัฐประชาชนจีนผู้เคยยากจน แต่ปัจจุบันติดอันดับผู้ร่ำรวยที่สุดของโลก ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้สร้างโรงงานหรือลงทุนในปัจจัยการผลิตใด แต่ผู้คนทั่วไปกลับยินดีจ่ายเพื่อใช้บริการของเขาเพื่อเข้าถึงโครงข่ายอุปทานและอุปสงค์ขนาดใหญ่ ผมเชื่อว่าชาวจีนคนนี้คงต้องรู้สึกขอบคุณระบบอินเทอร์เน็ตเป็นแน่

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว รูปแบบทางการค้าได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ คุณูปการจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตของประชากรที่เพิ่มสูงขึ้น ได้ ส่งผลให้อีคอมเมิร์ซกลายเป็นกลจักรใหม่ที่คอยส่งเสริมให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่บ้างทั้งในประเทศพัฒนา แล้วและประเทศกําลังพัฒนา

จากรายงานของการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) เมื่อปีที่ผ่านมา พบว่าการค้าอีคอมเมิร์ซประเภทธุรกิจกับธุรกิจ (B2B) ของโลกในปี พ.ศ. 2556 มีมูลค่ามากกว่า 15 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ อี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจกับผู้บริโภคของโลกยังคงอยู่ที่ระดับราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รูปแบบการค้าดังกล่าวกลับมีอัตราการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียและโอเชียเนีย ซึ่งมีการประมาณการว่า อี-คอมเมิร์ซ ประเภทธุรกิจกับผู้บริโภคจะขยายตัวจากระดับร้อยละ 20 สู่ระดับร้อยละ 37 ระหว่างปี พ.ศ. 2556 ถึง 2561 นอกจากนี้ การค้า อี-คอมเมิร์ซ ข้ามแดนที่ค่อย ๆ ขยายตัวขึ้น ยังส่งผลให้ปริมาณ การขนส่งพัสดุภัณฑ์ขนาดเล็กระหว่างประเทศของโลกเพิ่มมากขึ้นถึงร้อยละ 48 ระหว่างปี พ.ศ. 2554 ถึง 2557

สําหรับภูมิภาคเอเชียและโลกตะวันตก ผมเชื่อว่าข้อมูลความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจดังกล่าวคือเค้าลางของโอกาสการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจใหม่ ที่ “การเข้าถึงเครือข่าย” (Access to Network) คือหัวใจของความสําเร็จ โดยในที่นี้หมายถึงเครือข่ายผู้บริโภคและปัจจัยการผลิตที่มีลักษณะข้ามชาติ แตกต่างออกไปจากรูปแบบเศรษฐกิจในศตวรรษที่ 20 ซึ่ง “การเข้าถึงศูนย์กลาง” (Access to Center) คือเงื่อนไขของความสําเร็จ

ในปัจจุบัน นักธุรกิจผู้ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานขนาดใหญ่หรือบรรษัทข้ามชาติ สามารถเข้าถึงลูกค้าจากทั่วทุกมุมโลก และตอบสนองความต้องการบริโภคสินค้าของพวกเขาได้ โดยการเข้าถึงเครือข่ายการผลิตและการกระจายสินค้าซึ่งเกิดขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีการสื่อสารยุคใหม่ เศรษฐกิจในวันนี้กระจายตัวออกจากศูนย์กลางอํานาจเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นควบคู่กับการกระจายตัวของการบริโภคและการผลิต พวกเราคงสามารถจินตนาการได้ง่าย ๆ ถึงสถานการณ์ที่นักธุรกิจชาวอเมริกันสามารถขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์โดยตรงให้แก่ผู้บริโภคในฝั่งตะวันตกของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่นักธุรกิจเหล่านั้นไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปทําธุรกรรมที่นครปักกิ่งหรือเซี่ยงไฮ้ ในทางตรงกันข้าม ผู้ผลิตชาวจีนสามารถขายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคในแถบนิวอิงแลนด์ และมิดแอตแลนติกของสหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องผ่านนครนิวยอร์ก

“เศรษฐกิจเครือข่าย” ได้ส่งเสริมให้ประชาชน ซึ่งประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดใหญ่ มีศักยภาพในการผลิตและเข้าถึงลูกค้าได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง พวกเราในฐานะประชาคมโลกต้องให้ความสําคัญเป็นพิเศษแก่การสรรหาวิถีทางให้ประเทศต่าง ๆ สามารถร่วมลงทุนและร่วมเสี่ยงกับประชาชน เพื่อสร้างแนวร่วมการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ อีกหนึ่งเรื่องเล่านั้นเกี่ยวข้องกับการเกิดใหม่ของถนนสายหนึ่งซึ่งไม่มีใครสนใจมานานนับตั้งแต่โปรตุเกสได้ค้นพบ เส้นทางเดินเรือจากทวีปยุโรปสู่เอเชีย โปรตุเกสเคยได้นําเสนอเส้นทางการค้าใหม่ซึ่งสร้างผลกําไรเป็นกอบเป็นกํา จากกิจกรรมการเดินเรือขนสินค้า แม้บางครั้งสินค้าอาจเสียหายไปกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้ทําให้ใครขาดทุนจนล้มละลาย เพราะด้วยเหตุที่ว่าอุปสงค์ความต้องการเครื่องเทศในยุคดังกล่าวมีมาก จึงทําให้พ่อค้าเดินเรือสามารถตั้งราคาขายที่สูงลิบได้

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ การขนส่งสินค้าหนักทางเรือเป็นสิ่งที่พวกเราคุ้นชินจนถึงยุคปัจจุบัน ในขณะที่เส้นทางการค้าทางบกจากทวีปเอเชีย ไปยังยุโรปกลับถูกลืมเลือนไปเป็นเวลานาน หากเศรษฐกิจโลกยังคงเจริญรุ่งเรืองเช่นเดียวกับในอดีตที่อ้างว่าหอมหวน คนส่วนใหญ่คงไม่จําเป็นต้องคิดที่จะสรรหาทางเลือกในชีวิต แต่ด้วยเหตุที่สถานการณ์โลกปัจจุบันดูไม่สู้ดีนัก ผมจึงเชื่อว่าแต่ละประเทศควรที่จะพิจารณาถึงทุก ๆ ความเป็นไปได้

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ในปัจจุบันผมคิดว่ามียุทธศาสตร์ 2 ประการที่มีศักยภาพในการเร่งการเติบโตและยกระดับ “คุณภาพของการ เติบโตทางเศรษฐกิจ” ที่เกิดขึ้นจากระบบเศรษฐกิจเครือข่าย ประการที่หนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ “One Belt, One Road” (OBOR) หรือยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมใหม่ที่นําโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและลอจิสติกส์ระหว่าง 60 ประเทศ ซึ่งมีรายได้ประชาชาติรวมกันคิดเป็นสัดส่วนราวร้อยละ 50 ของรายประชาชาติของโลก

และยุทธศาสตร์อีกประการหนึ่ง คือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership, TPP) ที่นําโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 12 ประเทศ มีรายได้ประชาชาติรวมกันมากกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติของโลก ทั้งนี้ ผมไม่ได้มองว่ายุทธศาสตร์ทั้งสองเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน แต่เป็นกระบวนการคู่ขนาน ซึ่งเมื่อถึงจุดหนึ่งจะสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมให้แก่ทั้งภูมิภาคเอเชียและโลกตะวันตก

พวกเราคงต้องก้าวข้ามมุมมองแบบเหมารวมที่ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหรัฐอเมริกาเป็นเพียงมหาอํานาจทางการเมืองซึ่งเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ในสภาพความเป็นจริง พัฒนาการในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา น่าจะทําให้พวกเราได้เห็นถึงการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นผู้ถือครองพันบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ที่สุดคิดเป็นมูลค่า 1.24 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สหรัฐอเมริกาถือเป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีมูลค่าการค้ารวม (Total Trade) ที่ระดับ 5.21 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การลงทุนโดยตรง (FDI) ของสหรัฐอเมริกาในสาธารณรัฐประชาชนจีนคิดเป็นมูลค่า 6.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่การลงทุนโดยตรงของสาธารณรัฐประชาชนจีนในสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ระดับมูลค่า 1.19 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

เมื่อพิจารณาถึงการพึ่งพากันทางเศรษฐกิจดังกล่าว ผมเชื่อว่าภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ระหว่างยุทธศาสตร์การ พัฒนาอันสําคัญของสองมหาอํานาจทางเศรษฐกิจ ควรให้ความสําคัญแก่การขยายความร่วมมือเพื่อสร้างผล ประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ ภูมิศาสตร์การเมืองของภูมิภาคเอเชียแห่งศตวรรษที่ 21 ควรเป็น เรื่องของการส่งเสริมการสร้างเครือข่ายความมั่งคั่งให้แก่ประชาชนแบบระหว่างประเทศและระหว่างภูมิภาค

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผมขออนุญาตเล่าถึงนิทานเรื่องสุดท้ายเกี่ยวกับร้านอาหารไทย ซึ่งไม่ว่าหัวหน้าพ่อครัวจะพร่ำสอนลูกศิษย์ในอุปถัมภ์ของเขาอย่างไร ลูกศิษย์ก็กลับไม่สามารถผสมเครื่องปรุงได้ถูกต้อง ลูกค้าก็ถูกปล่อยปละให้นั่งรอจนหิวและหัวเสีย เมื่อลูกค้ากว่าครึ่งที่ได้รับประทานอาหาร ก็กลับต้องท้องร่วงตาม ๆ กันไป นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การเขียนตําราอาหารไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้ถูกต้องเป็นเรื่องสําคัญ

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ในขณะที่หลายคนอาจเน้นย้ำถึงลักษณะเฉพาะที่แตกต่างออกไปของประเทศไทยในแง่มุมทางประวัติศาสตร์และทิศทางการพัฒนา ประเทศไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงความท้าทายของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้ ตลอดช่วงกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง สัดส่วนมูลค่าการส่งออกต่อรายได้ประชาชาติของประเทศไทยและมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในประเทศไทยได้แสดงให้พวกเราได้เห็นอย่างชัดเจนถึงทิศทางของเศรษฐกิจไทยที่เชื่อมโยงอย่างแน่นแฟ้นเข้ากับชะตากรรมของเศรษฐกิจโลก

เมื่อพิจารณาถึงบริบทดังกล่าว พวกเราควรพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของประเทศไทยด้วยคําถามง่ายๆ ที่ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศสามารถเติบโตและแข็งแกร่งได้มากยิ่งขึ้นในภาวะโลกปัจจุบันหรือไม่ หรือกล่าวในอีกแง่หนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจะสามารถวางโครงสร้างพื้นฐานเชิงสถาบันที่ เพียงพอเพื่อการลงทุน การผลิต การสร้างความร่วมมือ และธุรกิจให้แก่ประเทศไทยได้หรือไม่

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ เมื่อพิจารณาถึงเค้าโครงของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มันคงเป็นไปได้ยากที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่ตอบสนองต่อความ ต้องการของประชาชนและความท้าทายในศตวรษที่ 21 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ ได้กําหนดให้วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจํานวน 200 คนซึ่งจะถูกแต่งตั้งโดย “ผู้เชี่ยวชาญ” วุฒิสภาจะมีอํานาจมากยิ่งขึ้นในการยับยั้งการออกพระราชบัญญัติต่างๆ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีขอบเขตอํานาจในการตัดสินคดีที่มากยิ่งขึ้น ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอํานาจในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี เมื่อมีบุคคลใดก็ตามได้ดําเนินการร้องเรียน โดยไม่ได้มีเงื่อนไขที่ว่ากรณีดังกล่าวต้องเป็นข้อพิพาทจริงที่องค์กรทางการเมืองหรือศาลอื่นได้ดําเนินการยื่นเรื่องแก่ศาลรัฐธรรมนูญ

หากพวกเราคิดว่าหลักการแบ่งแยกอํานาจอธิปไตย คือ รากฐานเพื่อการสร้างความเจริญเติบโตและเสถียรภาพของประเทศ หัวข้อสําคัญที่พวกเราต้องพิจารณาคงเป็นเรื่องที่ว่า อํานาจตุลาการจะล่วงล้ำอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจบริหารหรือไม่ เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารเศรษฐกิจของประเทศในยุคที่เศรษฐกิจโลกกําลังชะลอตัว ผมหวังว่าคงจะไม่มีการใช้อํานาจตุลาการที่เกินกว่าความจําเป็นอีกในอนาคต กรณีศึกษาในประเทศต่างๆ ได้แสดงให้พวกเราเห็นว่า การใช้อํานาจพิจารณาทบทวนโดยศาล (Judicial Review) โดยไม่ได้มีการถ่วงดุลและตรวจสอบ อาจกลาย เป็นการใช้อํานาจอย่างไม่เหมาะสมและเป็น “ยุทธวิธีเตะถ่วงงาน” จนสุดท้ายก่อให้เกิดอุปสรรคในการดําเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ

ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ผมเชื่อว่ารากฐานของประเทศในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรือง คือ การสร้างความเชื่อถือในประชาคมโลก รัฐธรรมนูญควรยึดหลักนิติธรรมและปกป้องเสรีภาพในการแสดงออก โดยอย่างน้อยต้องเป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่ออํานวนความสะดวกและเกื้อหนุนให้เกิดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนในประเทศกับประชาคมโลก การค้าและการลงทุนจะไม่สามารถเจริญงอกงามได้หากไม่มีหลักนิติธรรม เพราะหลักนิติธรรม คือ รากฐานของการสร้างความเชื่อมั่น

ในช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงและระยะเปลี่ยนผ่านนี้ ประเทศไทยต้องประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองเสียใหม่ และสรรหาวิถีทางที่สมเหตุสมผลเพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและพลวัตทางเศรษฐกิจ ผมเพียงแค่นําเสนอถึงวิธีคิดและพิจารณาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในโลกปัจจุบัน”


กำลังโหลดความคิดเห็น...