“สนช.” เห็นชอบอนุสัญญาพร้อมรับหลักการกฎหมายแรงงานทางทะเล ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีทำงานบนเรือ ฝ่าฝืนเจ้าของเรือติดคุก 1 ปี ปรับ 2 แสน ห้ามจัดหาคนไปทำงานบนเรือโดยไม่มีใบอนุญาต ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี
ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วันนี้ (1 พ.ค.) ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนารัตน์ รมว.แรงงาน กล่าวชี้แจงตอนหนึ่งว่า การให้สัตยาบันรองรับอนุสัญญาดังกล่าวจะทำให้ไทยเป็นที่ยอมรับและยกระดับการคุ้มครองสภาพการทำงาน ความเป็นอยู่บนเรือคนประจำเรือไทย รวมทั้งจะทำให้เรือไทยมีใบรับรอง แรงงานทางทะเลใช้แสดงต่อรัฐเจ้าท่าทีอยู่ในอนุสัญญาไม่ต้องถูกตรวจแรงงานบนเรือ ทำให้ไม่เสียเวลาในการเดินเรือเข้าออกซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเดินเรือ และแรงงานที่ทำงานบนเรือ ทั้งนี้ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ มีมติเอกฉันท์ 174 เสียง ให้ความเห็นชอบอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549
จากนั้นเป็นการพิจารณาร่าง “พระราชบัญญัติแรงงานทางทะเล พ.ศ. ...” ซึ่งที่ประชุมสนช.มีมติรับหลักการด้วยคะแนน 172 เสียง พร้อมตั้งกรรมาธิการวิสามัญฯ จำนวน 17 คน พิจารณาต่อไป โดย พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.แรงงาน กล่าวถึงหลักการและเหตุผลว่า เนื่องจากสภาพการจ้างงาน การทำงานบนเรือเดินทะเลมีความแตกต่างจากการทำงานของลูกจ้างทั่วไป เนื่องจากการทำงานบนเรือเดินทะเลมีความเสี่ยงภัยทางทะเล มีระยะเวลาการทำงานที่ต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับความสัมพันธ์ของคนทำงานบนเรือกับเจ้าของเรือบางส่วนมิได้มีความสัมพันธ์ตามสัญญาจ้างแรงงาน และกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยแรงงานทางทะเลขึ้นโดยเฉพาะ นอกจากนี้ การทำงานของลูกจ้างและคนประจำเรือยังเกี่ยวข้องกับกิจการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศที่ต้องนำมาตรฐานสากล คือ อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล พ.ศ. 2549 ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ มาปฏิบัติแต่แรงงานทางทะเลเป็นกรณีเฉพาะ สมควรที่ประเทศไทยจะต้องมีกฎหมายเพื่อกำหนดมาตรฐานการทำงานของลูกจ้างและคนประจำเรือ การออกใบรับรองแรงงานทางทะเลจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามมาตรฐานสากล และเป็นการส่งเสริมการพัฒนากิจการพาณิชยนาวีของประเทศไทย
สำหรับสาระสำคัญของ พ.ร.บ.คือ กำหนดความหมายของเรือ หมายถึงยานพาหนะทางนำทุกชนิดที่ปกติใช้ในการเดินทะเลมีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ แต่ไม่รวมถึงเรือที่ใช้เพื่อทำการประมงหรือเรืออื่นที่มีวัตถุประสงค์คล้ายกัน เรือที่ต่อแบบประเพณีดั้งเดิม เรือของทางราชการทหาร เป็นต้น ในหมวดทั่วไปมาตรา 13 กำหนดให้เจ้าของเรือต้องไม่เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อคนประจำเรือเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนมาตรา 14 กำหนดว่าบรรดาคดีที่เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเจ้าของเรือกับคนประจำเรือหรือทายาท หรือระหว่างบุคคลดังกล่าวกับเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐ อันเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามพรบ.นี้ให้อยู่ในอำนาจของศาลแรงงาน
ทั้งนี้ ในเงื่อนไขการทำงานบนเรือ กำหนดว่า ห้ามเจ้าของเรือให้บุคคลอายุต่ำกว่าสิบหกปีบริบูรณ์ทำงานบนเรือ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือซึ่งอายุต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ทำงานที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือความปลอดภัยของคนประจำเรือ หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือทำงานบนเรือ โดยที่คนประจำเรือไม่มีใบรับรองแพทย์มาแสดงว่ามีความพร้อมด้านสุขภาพ ห้ามเจ้าของเรือให้คนประจำเรือทำงานบนเรือ เว้นแต่คนประจำเรือได้รับการฝึกอบรมตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมเจ้าท่ากำหนด หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ในเรื่องสภาพการจ้าง กำหนดให้เจ้าของเรือต้องจัดให้มีข้อตกลงการจ้างงานของคนประจำเรือเป็นหนังสือ พร้อมลายมือชื่อ โดยจัดทำเป็นคู่ฉบับโดยเก็บไว้บนเรือและให้คนประจำเรือเก็บไว้
รวมถึงห้ามเจ้าของเรือจ่ายค่าจ้างต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำที่ รมว.แรงงานประกาศกำหนด หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ในเรื่องการจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานเป็นคนประจำเรือ กำหนดว่า ห้ามผู้ใดจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานเป็นคนประจำเรือ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน หากฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นต้น



