ในความคึกคักชนิดหัวกระไดที่ทำการ “พรรคภูมิใจไทย”ไม่แห้ง เพราะมีนักเลือกตั้ง-ส.ส.-อดีต ส.ส.มาให้เห็นอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแทบทุกวัน
ตรงกันข้าม พรรคการเมืองพรรคหนึ่งกลับเงียบเหงา ไร้ซึ่งกิจกรรมการเมืองใดๆ ไม่มีการประชุมพรรค ไม่มีการวางแผนพัฒนาพรรค หรือเตรียมการเพื่อสร้างพรรคให้เติบโต เสมือนหนึ่งแกนนำพรรคการเมืองนั้น รวมถึงส.ส.ล่วงรู้ชะตากรรมแล้วว่า หากมีการเลือกตั้งเวลาใด
ก็แยกย้ายตัวใครตัวมัน ตามเส้นทางของตัวเอง
พรรคการเมืองที่ว่านั้น ก็คือ “รวมใจไทยชาติพัฒนา”
เหตุเพราะยามนี้ แกนนำพรรคล้วนแตกกระสานซ่านเซ็น และต่างก็เตรียมการหาลู่วิ่งการเมืองกันใหม่ไว้หมดแล้ว
แม้จะเป็นพรรครัฐบาลและมีโควตารัฐมนตรี 2 เก้าอี้คือ”รมว.แรงงาน”ของ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล ส.ส.นครราชสีมา นอมินี และคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ และ”รมช.คลัง”ของประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรค
แต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันได้ว่า จะมีพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาในการเลือกตั้งครั้งหน้าอีกหรือไม่ บนการประเมินของหลายฝ่ายที่เชื่อว่าน่าจะปิดฉากพรรคนี้ทันทีเมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้น !
หลังจากอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรค-แกนนำพรรคแตกกระจายกันไปหมด ไล่ตั้งแต่ระดับบนสุดอย่างพลเอก เชษฐา ฐานะจาโร อดีตหัวหน้าพรรคที่ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีทั้งที่พรรคตัวเองเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในสมัยรัฐบาลพลังประชาชน
ทำให้ “บิ๊กเหวียง”ขมขื่นใจยิ่งนัก พอได้โอกาสจึงชิงล้างอายด้วยการลาออกจากพรรค หลังจากไปแหกมติพรรคในการเลือกนายกรัฐมนตรี แล้วไปร่วมสังฆกรรมกับเพื่อไทย-ทักษิณ ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย
ส่วนอดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนอื่นๆ ก็แยกย้ายกันไปเกือบหมด อาทิ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีต รมว.คลัง ก็ผูกสัมพันธ์กับซีกสนามบินน้ำของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ในภูมิใจไทย พรเทพ เตชะไพบูลย์ ที่ผิดหวังซ้ำซากในสนามเลือกตั้งบุรีรัมย์ พิจิตต์ รัตตกุล ที่อกหักสนามเลือกตั้ง ส.ส.กทม.ระบบเขต พิทักษ์ อินทรวิริยนันท์ อดีต รมต.สำนักนายกรัฐมนตรีที่เข้าไปช่วยงานพรรคตามคำเชิญสุวัจน์ ภิญโญ นิโรจน์ อดีต ส.ส.นครสวรรค์หลายสมัยที่สอบตกแบบพลิกความคาดหมาย
อเนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตหัวหน้าพรรคมหาชน ที่ตั้งแต่เดินออกจากพรรคประชาธิปัตย์ก็ผิดหวังมาตลอด รวมถึงกับรวมใจไทยฯที่อดเข้าสภาฯแบบคะแนนระบบสัดส่วนไม่ถึง ก็เริ่มขยับไปทำกลุ่มการเมือง “รักษ์เมืองไทย” กับ ม.ร.ว.ปรีดียาธร เทวกุล อดีต รมว.คลัง
ขณะที่ชัดเจนระดับหนึ่งแล้วว่า ประดิษฐ์ ยามนี้กำลังแต่งตัวรอเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย หลังจากส.ส.ในกลุ่มนำโดยน้องชาย วินัย ภัทรประสิทธิ์ ส.ส.พิจิตร ไปร่วมปรากฏตัวประชุมส.ส.พรรคภูมิใจไทยแบบเปิดเผย
เพื่อเตรียมความพร้อมไว้แต่เนิ่นๆ แถมพ่วงด้วยส.ส.ในสังกัด อย่าง น.พ. ไกร ดาบธรรม ส.ส.เชียงใหม่ ที่ชนะเลือกตั้งในเชียงใหม่เพราะได้กระแสทักษิณฟีเวอร์ จึงชัดเจนว่าน.พ.ไกร จะมาเป็นแกนหลักให้ภูมิใจไทยในเชียงใหม่ และนางวรศุลี สุวรรณปริสุทธิ์ ส.ส.มุกดาหาร จะมาช่วยเติมเต็มให้กลุ่มเนวิน ที่จ.มุกดาหาร
อย่างไรก็ตาม เก้าอี้เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยของประดิษฐ์ก็ใช่ว่าจะราบรื่นสะดวกโยธิน เพราะเจ้าตัวก็มีเรื่องต้องให้ลุ้นหลายเรื่อง นอกเหนือจากเรื่องคดีที่ป.ป.ช.กำลังใกล้สรุปเรื่องที่มีการยื่นคำร้องถอดถอนอดีต ครม.สมัคร สุนทรเวช ในเรื่องการทำข้อตกลงเขาพระวิหารกับกัมพูชาผิดรธน.มาตรา 190
อาจทำให้ประดิษฐ์ต้องเว้นวรรคเก้าอี้ รมช.คลังชั่วคราว
จนกว่าคดีจะสิ้นสุด และจะมีผลต่ออนาคตการเมืองของประดิษฐ์และภูมิใจไทยอย่างมาก หากประดิษฐ์ไม่รอดพงหนามคดีเขาพระวิหาร
รวมถึงที่หนักหนากว่านั้น ก็คือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์เรื่องเงินบริจาคทีพีไอ 258 ล้านบาท ที่ตอนเกิดเหตุประดิษฐ์เป็นเลขาธิการพรรคอยู่ และถึงแม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 หากว่าคดีนี้ถูกส่งไปศาลรัฐธรรมนูญจริง โดยอาจมีการแก้ไขรธน.ตัดสิทธิ์การเมืองห้าปีเฉพาะกับคนที่เกี่ยวข้องในคดีความผิดไม่ใช่ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
ประดิษฐ์ก็ต้องสุ่มเสี่ยงไม่น้อย เพราะตัวละครหลายคนในคดีนี้ ล้วนเป็นเครือญาติพี่น้องสกุลเดียวกันกับประดิษฐ์
เก้าอี้เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยของประดิษฐ์ จึงใช่ว่าจะราบรื่นเสียทีเดียว
แต่ที่ยังไม่ชัดเจน ก็คือ สุวัจน์ ลิปตพัลลภที่เป็นหัวหน้าทีมโคราชในรวมใจไทยพัฒนาและมีส.ส.ในกลุ่มอาทิ ประเสริฐ บุญชัยสุข และ สมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส่วน วิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.สัดส่วนและอดีตรมช.เกษตรฯ นั้นถือว่าเป็นคนละกลุ่มและระยะหลังมีข่าวว่าไม่ถูกกันเท่าไหร่
เมื่อค่อนข้างแน่นอนว่า รวมใจไทยฯคงแยกสลายกันไปตามทาง ผู้ก่อตั้งพรรคคนหลักอย่าง “สุวัจน์” ที่กำลังสนุกสนานกับบทบาทด้านกีฬาโดยเฉพาะที่ปรึกษาสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ย่อมถูกสนใจว่า
เขาจะเลือกเส้นทางเดินไปทางไหน เพราะระดับสุวัจน์ที่เพียบพร้อมทั้งทุน-คอนเน็คชั่น-บารมีการเมืองโดยเฉพาะในโคราช แม้ระยะหลังจะห่างหายไปมากและเสียพื้นที่ไปให้กับกลุ่มสุวรรณฉวีของไพโรจน์ สุวรรณฉวีแห่งเพื่อแผ่นดินและบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ มท.2 จากภูมิใจไทย แต่หากสุวัจน์คิดจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในภาคอีสาน ก็ยังน่าจับตามองไม่น้อย
บนทางเลือกให้มีมากมาย โดยเฉพาะหากเขาจะเข้าร่วมกับกลุ่มการเมืองต่างๆ เพื่อทำพรรคใหม่แม้แต่กับภูมิใจไทย ที่สุวัจน์ก็เดินทางไปร่วมงานเปิดที่ทำการพรรคตั้งแต่หัววัน และอย่าลืมว่าเขาก็มีสายสัมพันธ์อันดีกับแกนนำภูมิใจไทยโดยเฉพาะชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคที่รู้จักกันมาหลายสิบปี งานวันเกิดสุวัจน์ ที่บ้านราชวิถีก็พบว่าชวรัตน์เป็นแขกประจำทุกปี
“ชวรัตน์-อนุทิน-เนวิน-สุวัจน์”ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรขัดแย้งกัน
รวมถึงแม้แต่กับประดิษฐ์ ก็มีสายสัมพันธ์อันดีต่อกัน การที่ประดิษฐ์จะไปจากรวมใจไทยก็ไม่ได้ขัดแย้งอะไรกับสุวัจน์ เพียงแต่ประดิษฐ์ก็เหมือนนักการเมืองอื่นที่ย่อมอ่านออกว่ารวมใจไทยฯโตไปไม่ได้กว่านี้แล้ว และหากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น ภูมิใจไทยน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด หลังประดิษฐ์และสุวัจน์เห็นบทเรียนความพ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้งปี 50 ที่พรรคพ่ายแพ้ยับเยินจากที่หวัง 50 ที่นั่งได้แต่กลับได้ไม่ไม่ถึงสิบคน ขนาดประดิษฐ์ยังสอบตกไม่ได้เป็นส.ส.เพราะคะแนนระบบสัดส่วนกลุ่ม 2 ไม่ถึงเกณฑ์
โอกาสที่สุวัจน์จะไปอยู่กับภูมิใจไทยก็มีสูง เว้นแต่ว่า ต้องคุยรายละเอียดและข้อตกลงต่างๆให้ชัดเจนเสียก่อน อย่างไรก็ตามก็อย่าพลาดการจับตามอง
ทางเลือกที่สุวัจน์อาจเลือกไปพรรคการเมืองอื่น เช่นเพื่อแผ่นดิน
หากพินิจ จารุสมบัติและ ปรีชา เลาหะพงษ์ชนะ รวมถึงไพโรจน์ สุวรรณฉวีจะทำพรรคเพื่อแผ่นดินต่อ ถ้าพรรค ไม่ถูกยุบเสียก่อน
เพราะยามนี้เมื่อเพื่อแผ่นดินคุมกระทรวงอุตสาหกรรมและไอซีที ก็พบว่ากลุ่มทุนนักธุรกิจเริ่มหนุนหลังพรึ่บพรั่บ จึงไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับภูมิใจไทย เพื่อเป็นลูกน้องเนวินให้เสียศักดิ์ศรี
สู้เป็นพรรคขนาดกลางๆ อยู่ร่วมรัฐบาลได้ทุกขั้วแบบนี้ก็แต่งตัวรอเป็นรัฐมนตรีอย่างเดียว มันจึงเป็นวิถีการเมืองที่พินิจ-ปรีชา-สุวัจน์อาจถนัดมากกว่า
เงื่อนไขทั้งหมด ล้วนขึ้นอยู่กับกติกาสำคัญที่นักการเมืองหลายคนรออยู่ นั่นก็คือการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากมีการปลดล็อกนิรโทษกรรมคดียุบพรรคจริง
หน้ากระดานการเมืองจะพลิกผันไปทันที และน่าจะมีสิ่งที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้นอีกหลายเรื่อง