xs
xsm
sm
md
lg

ฟาวด้า ซีซัน 5: เมื่อความจริงอีกด้านอยู่นอกจอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ผู้ชมย่อมพิจารณาได้ว่า ซีรีส์เลือกทำให้ความสูญเสียของใครปรากฏอย่างชัดเจน และปล่อยให้ความสูญเสียของใครอยู่นอกเรื่องเล่า

Imagine all the people Living life in peace (ลองจินตนาการว่าผู้คนทั้งมวล ดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ)

บทเพลง Imagine ของจอห์น เลนนอน ชวนให้เราจินตนาการถึงโลกที่มนุษย์ไม่แบ่งแยกกันด้วยพรมแดน ประเทศหรือศาสนา โลกที่ไม่มีสิ่งใดสำคัญมากพอให้คน ๆ หนึ่งต้องฆ่าหรือตายเพื่อมัน เลนนอนอาจถูกมองว่าเป็นเพียงศิลปินช่างฝัน แต่เขาเชื่อว่า ความฝันดังกล่าวไม่ได้เป็นของเขาเพียงคนเดียว และหวังว่าสักวันมนุษย์จะสามารถอยู่ร่วมกันได้

หากมนุษย์อยู่ร่วมกันได้ดังโลกที่เลนนอนจินตนาการไว้ โลกของเราคงเต็มไปด้วยสันติสุข แต่เมื่อเสียงเพลงจบลงและเรากลับมามองความจริง มนุษย์ยังคงขัดแย้ง แย่งชิง และทำร้ายกันอยู่เสมอ ความขัดแย้งอาจเริ่มจากความไม่เข้าใจระหว่างคนสองคน ขยายไปสู่ครอบครัว ชุมชน เชื้อชาติ ศาสนา ประเทศ และกลายเป็นสงครามที่มีผู้คนจำนวนมากต้องรับผลจากการตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คน

ความขัดแย้งไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในข่าวหรือเหตุการณ์ทางการเมือง แม้แต่ภาพยนตร์ ละคร และ ซีรีส์จำนวนมากก็ขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้ง ตัวละครต้องเผชิญกับความรัก ความกลัว ความสูญเสีย ความเกลียดชัง และความต้องการเอาคืน เพราะเรื่องเล่าที่ปราศจากความขัดแย้งย่อมดำเนินไปได้ยาก เช่นเดียวกับชีวิตจริงที่มนุษย์ยังไม่สามารถก้าวพ้นจากวงจรดังกล่าว

ซีรีส์อิสราเอลเรื่อง Fauda หรือ ฟาวด้า เป็นเรื่องเล่าที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ แม้จะเป็นเรื่องแต่ง แต่เหตุการณ์ ตัวละคร และบรรยากาศภายในเรื่องเชื่อมโยงกับความจริงทางการเมืองอย่างแยกไม่ออก โดยเฉพาะซีซัน 5 ซึ่งนำเหตุการณ์โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 มาเป็นบาดแผลสำคัญของตัวละครและเป็นจุดเริ่มต้นของการตามล่าเพื่อเอาคืน

เมื่อเรื่องแต่งนำเหตุการณ์จริงที่ผู้คนยังคงเจ็บปวดและขัดแย้งกันอยู่มาเล่า สิ่งที่ควรพิจารณาจึงไม่ได้มีเพียงว่าเรื่องนั้นสนุกหรือสมจริงเพียงใด แต่ยังรวมถึงคำถามว่า เรื่องเล่าทำให้เราเห็นความสูญเสียของใคร มองข้ามความสูญเสียของใคร และกำลังพาเราไปทำความเข้าใจกับสงครามผ่านสายตาของฝ่ายใด

Fauda เป็นซีรีส์จากอิสราเอล สร้างโดยลิออร์ ราซ และอาวี อิสซาคารอฟ อดีตผู้ปฏิบัติงานด้านความมั่นคงและผู้สื่อข่าวซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับความขัดแย้งอิสราเอล–ปาเลสไตน์ คำว่า Fauda เป็นภาษาอาหรับ หมายถึงความโกลาหล ซีรีส์เริ่มออกอากาศในอิสราเอลตั้งแต่ปี 2015 ก่อนเผยแพร่ผ่าน Netflix และได้รับความนิยมจากผู้ชมหลายประเทศ ส่วนซีซัน 5 กำกับโดยออมรี กิวอน และนำแสดงโดยลิออร์ ราซ ในบทโดรอน คาวิลลิโอ เจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการลับของอิสราเอล

เนื้อเรื่องเกิดขึ้นสองปีหลังวันที่ 7 ตุลาคม 2023 วันที่กลุ่มติดอาวุธซึ่งนำโดยฮามาสบุกโจมตีพื้นที่ทางใต้ของอิสราเอล เหตุการณ์นั้นทำให้ตัวละครแต่ละคนต้องอยู่กับความสูญเสีย อีไลสูญเสียภรรยาและลูก ขณะที่ซาเล็ม ชาวเบดูอินซึ่งเป็นเพื่อนของเขา สูญเสียลูกชาย ส่วนโดรอนมีบาดแผลทางจิตใจและไม่อาจจดจำเหตุการณ์บางช่วงของวันดังกล่าวได้

เมื่อซาเล็มพบเบาะแสว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการสังหารหลบซ่อนอยู่ที่เมืองมาร์แซย์ ประเทศฝรั่งเศส เขากับอีไลจึงออกเดินทางไปตามล่าโดยไม่ผ่านคำสั่งของหน่วยงาน โดรอนติดตามไปเพื่อหยุดเพื่อน แต่กลับถูกดึงเข้าสู่ภารกิจซึ่งค่อย ๆ เปิดเผยเครือข่ายและแผนการโจมตีอิสราเอลครั้งใหม่

ผู้สร้างซีรีส์ใช้คำว่า Tha’r (ษะอ์ร) ซึ่งเป็นคำภาษาอาหรับมาอธิบายแก่นสำคัญของซีซันนี้ อาวี อิสซาคารอฟ หนึ่งในผู้สร้าง อธิบายว่า คำดังกล่าวมีความหมายมากกว่าการแก้แค้นทั่วไป หากหมายถึงการล้างแค้นด้วยเลือดและพันธะในการเอาคืน เมื่อสมาชิกในครอบครัวหรือกลุ่มของตนถูกสังหาร ความหมายดังกล่าวทำให้การเอาคืนไม่ได้เกิดจากความโกรธส่วนบุคคลเท่านั้น แต่กลายเป็นหน้าที่ต่อครอบครัวและผู้สูญเสีย Tha’r จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญของตัวละคร และนำไปสู่คำถามว่า การแก้แค้นสามารถเยียวยาบาดแผล หรือเป็นการสร้างผู้สูญเสียขึ้นมาอีกครั้งกันแน่

ในช่วงกลางของซีรีส์เรื่องราวย้อนกลับไปยังเช้าวันที่ 7 ตุลาคม 2023 เสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นในก่อนเหตุการณ์จะขยายไปสู่ความโกลาหลในชุมชนตอนใต้ของอิสราเอล ผู้ชมเห็นประชาชนหลบหนีจากเทศกาลดนตรี การบุกเข้าไปในบ้านเรือน ตลอดจนความสูญเสียที่เกิดกับครอบครัวของตัวละคร ภาพเหล่านี้ทำให้เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในข่าว แต่กลายเป็นความกลัวและความเจ็บปวดของบุคคลที่ผู้ชมรู้จัก

การเลือกนำเสนอเช่นนี้อธิบายได้ด้วยทฤษฎีการกำหนดวาระข่าวสาร หรือ Agenda Setting ซึ่งเสนอว่า สื่ออาจไม่ได้กำหนดโดยตรงว่าผู้รับสารต้องคิดอย่างไร แต่มีอิทธิพลต่อการกำหนดว่าเรื่องใดควรได้รับความสนใจ สำหรับ Fauda ซีซัน 5 เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคมและบาดแผลของชาวอิสราเอลถูกทำให้เป็นศูนย์กลาง ขณะที่เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น รวมถึงผลจากปฏิบัติการตอบโต้ในกาซาแทบไม่ปรากฏอยู่ในซีรีย์

ขณะเดียวกัน แนวคิดเรื่องการวางกรอบการนำเสนอ หรือ Framing ช่วยอธิบายว่า สื่อไม่ได้เพียงเลือกเรื่องที่จะนำเสนอ แต่ยังเลือกและทำให้ความจริงบางส่วนโดดเด่น เพื่อชี้นำให้ผู้รับสารมองปัญหา สาเหตุ และการกระทำของแต่ละฝ่ายในความหมายหนึ่ง สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ชาวอิสราเอลถูกวางไว้ในฐานะผู้สูญเสีย ฮามาสเป็นต้นเหตุของภัยคุกคาม และทีมของโดรอนเป็นผู้ปกป้องซึ่งต้องหยุดยั้งการโจมตีครั้งใหม่ ความรุนแรงของฝ่ายหนึ่งจึงอยู่ในกรอบของการล้างแค้น ขณะที่การใช้กำลังของอีกฝ่ายได้รับการอธิบายผ่านการป้องกันประเทศและต่อต้านการก่อการร้าย

แม้ผู้สร้างจะยืนยันว่า Fauda ไม่ได้เป็นงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลอิสราเอล และต้องการถ่ายทอดบาดแผลที่เกิดขึ้นแก่สังคมของตน แต่ความหมายของผลงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำอธิบายของผู้สร้างเพียงอย่างเดียว ผู้ชมย่อมพิจารณาได้ว่า ซีรีส์เลือกทำให้ความสูญเสียของใครปรากฏอย่างชัดเจน และปล่อยให้ความสูญเสียของใครอยู่นอกเรื่องเล่า


สิ่งที่ Fauda นำเสนอจึงไม่ใช่เรื่องโกหก หากเป็นความจริงที่ผ่านการเลือกและจัดสรรแล้ว เมื่อความจริงด้านหนึ่งได้รับทั้งเวลา ภาพ เสียงและเรื่องราว ขณะที่อีกด้านแทบไม่มีพื้นที่ ความเข้าใจของผู้ชมย่อมถูกนำไปในทิศทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ผู้ชมซึ่งมีประวัติศาสตร์ ความเชื่อ และประสบการณ์ต่างกัน ก็ไม่จำเป็นต้องตีความเรื่องที่เห็นไปในทางเดียวกันเสมอไป

ความแตกต่างในการตีความอธิบายได้ด้วยแบบจำลองการสื่อสารของวิลเบอร์ ชแรมม์ โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องขอบข่ายประสบการณ์ หรือ Field of Experience ซึ่งมองว่า ผู้ส่งสารและผู้รับสารจะเข้าใจกันได้มากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับความรู้ ประสบการณ์ สังคม และวัฒนธรรมที่มีร่วมกัน หากขอบข่ายดังกล่าวทับซ้อนกันเพียงบางส่วน ทั้งสองฝ่ายอาจรับรู้เหตุการณ์เดียวกัน แต่ให้ความหมายที่ไม่เหมือนกัน

อิสราเอลกับปาเลสไตน์อยู่ในพื้นที่ประวัติศาสตร์และความขัดแย้งเดียวกัน แต่ต่างมองพื้นที่นั้นผ่านความทรงจำคนละชุด ดินแดนซึ่งฝ่ายหนึ่งเรียกว่าบ้านเกิดทางประวัติศาสตร์ อาจเป็นดินแดนที่อีกฝ่ายจดจำว่าถูกพรากไป การกระทำที่ฝ่ายหนึ่งเรียกว่าการป้องกันตนเอง อาจเป็นความรุนแรงที่อีกฝ่ายเผชิญอยู่ในชีวิตประจำวัน เช่นเดียวกับคำว่า การต่อต้าน ซึ่งอาจหมายถึงการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยสำหรับฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นการก่อการร้ายในสายตาของอีกฝ่าย

ผู้ชม Fauda จึงไม่จำเป็นต้องรับความหมายเดียวกัน ผู้ชมชาวอิสราเอลอาจเข้าใจความกลัวและความต้องการเอาคืนของตัวละครผ่านบาดแผลจากวันที่ 7 ตุลาคม ขณะที่ผู้ชมชาวปาเลสไตน์หรือชาวอาหรับอาจมองว่า ซีรีส์กำลังสร้างความชอบธรรมให้แก่การตอบโต้ของอิสราเอล โดยละเว้นประสบการณ์จากการยึดครอง การปิดล้อม และความสูญเสียในกาซา ส่วนผู้ชมจากประเทศอื่นอาจตีความตามข้อมูลและประสบการณ์ที่ตนเคยได้รับรู้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรถือว่าชาวปาเลสไตน์ทั้งหมดคือฮามาส หรือมองว่าฮามาสเป็นตัวแทนของชาวอาหรับและชาวมุสลิมทั้งหมด เช่นเดียวกับที่นโยบายของรัฐบาลอิสราเอลไม่ได้เป็นความคิดของชาวอิสราเอลหรือชาวยิวทุกคน การเหมารวมผู้คนให้เป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อาจทำให้ความหลากหลายและความเป็นมนุษย์หายไปจากเรื่องเล่า ซึ่งเป็นปัญหาเดียวกับการมองความจริงผ่านกรอบเพียงด้านเดียวเท่านั้น

เมื่อออกจากโลกของซีรีส์กลับมาสู่เหตุการณ์จริง หลังวันที่ 7 ตุลาคม อิสราเอลเปิดปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา โดยระบุเป้าหมายว่าต้องการทำลายความสามารถทางทหารและการปกครองของฮามาส รวมถึงนำตัวประกันกลับคืนมา อิสราเอลยืนยันว่ามิได้มุ่งทำร้ายประชาชน และมีมาตรการแจ้งเตือนหรือยกเลิกการโจมตีเมื่อเห็นว่าพลเรือนมีความเสี่ยงสูง

อย่างไรก็ตาม ผลที่เกิดขึ้นกับประชาชนในกาซารุนแรงเกินกว่าจะมองเป็นเพียงผลข้างเคียงของสงคราม สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2569 โดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขในกาซาว่า นับตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2023 มีชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตแล้วมากกว่า 74,000 คน และบาดเจ็บมากกว่า 175,000 คน แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้จำแนกผู้เสียชีวิตระหว่างพลเรือนกับสมาชิกกลุ่มติดอาวุธ แต่ระบุว่า ผู้หญิงและเด็กมีสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิต ขณะที่ประชาชนเกือบทั้งหมดกว่า 2 ล้านคนต้องอพยพ บางครอบครัวย้ายที่อยู่หลายครั้ง บ้านเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และระบบสาธารณูปโภคได้รับความเสียหาย

การกล่าวถึงความสูญเสียในกาซาไม่ได้หมายถึงการลดทอนความรุนแรงที่เกิดแก่ชาวอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม หากเป็นการนำความจริงอีกด้านซึ่งอยู่นอกจอกลับเข้ามาประกอบ เพื่อไม่ให้ความทุกข์ของคนกลุ่มหนึ่งกลายเป็นเหตุผลให้เรามองข้ามความทุกข์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

ในโลกปัจจุบัน ข้อมูลข่าวสารไม่อาจถูกควบคุมไว้ด้วยเรื่องเล่าเพียงชุดเดียว ภาพจากกาซา รายงานขององค์การระหว่างประเทศ สำนักข่าว และประชาชนในพื้นที่เดินทางมาถึงผู้ชมพร้อมกับเรื่องเล่าจาก Fauda การกำหนดวาระข่าวสารและการวางกรอบยังคงมีอิทธิพลต่อการรับรู้ แต่ไม่มีผู้ส่งสารฝ่ายใดผูกขาดความจริงได้โดยง่ายอีกต่อไป ผู้ชมสามารถนำสิ่งที่ซีรีส์เลือกให้เห็นมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นนอกจอ และตัดสินความหมายของเรื่องได้ด้วยตนเอง

ในแง่นี้ Fauda ซีซัน 5 อาจถูกตีความได้ว่าเป็นความพยายามอธิบายบาดแผลและแรงผลักดันของการตอบโต้จากมุมมองของสังคมอิสราเอล แต่การเข้าใจที่มาของความแค้นไม่ได้หมายความว่า ผู้ชมจะต้องยอมรับผลจากการแก้แค้นนั้นเสมอไป โดยเฉพาะเมื่อผู้รับผลส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ที่ลงมือก่อเหตุ หากเป็นประชาชนซึ่งไม่มีอำนาจในการเลือกหรือตัดสินใจ

คำว่า Tha’r ทำให้การเอาคืนไม่ใช่เพียงอารมณ์ชั่วขณะ แต่กลายเป็นหน้าที่ต่อครอบครัว ต่อผู้สูญเสีย และเกียรติที่ถูกทำลาย ปัญหาคือ เมื่อฝ่ายหนึ่งชำระแค้นด้วยเลือด เลือดที่หลั่งลงใหม่ย่อมสร้างเหตุให้อีกฝ่ายกลับมาเอาคืนอีก วงจรดังกล่าวจึงยังดำเนินต่อไปโดยอาจลืมไปแล้วว่า ความแค้นเริ่มต้นจากใครและเมื่อใด

พุทธศาสนามีคำสอนว่า เวรทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่สงบระงับด้วยเวร แต่เวรทั้งหลายย่อมสงบระงับด้วยการไม่จองเวร การไม่จองเวรไม่ได้หมายถึงการลืมความอยุติธรรม ปล่อยให้ผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิด หรือห้ามผู้ถูกคุกคามป้องกันตนเอง แต่หมายถึงการไม่ปล่อยให้ความยุติธรรมกลายเป็นข้ออ้างสำหรับทำร้ายผู้บริสุทธิ์และสร้างเหตุแห่งความรุนแรงครั้งใหม่

คำสอนดังกล่าวฟังดูเรียบง่ายแต่ปฏิบัติได้ยาก เพราะผู้สูญเสียย่อมมีความเจ็บปวด ความกลัว และความต้องการให้ผู้กระทำได้รับผลตอบแทน การขอให้มนุษย์หยุดจองเวรจึงไม่อาจเกิดจากคำสอนเพียงอย่างเดียว หากต้องมีความยุติธรรม การยอมรับความผิด และพื้นที่ให้ผู้คนทั้งสองฝ่ายได้รับการมองเห็นและสื่อสารในฐานะมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

จอห์น เลนนอนเคยชวนให้เราจินตนาการถึงโลกที่ผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสันติ เขารู้ดีว่าอาจถูกมองเป็นเพียงคนช่างฝัน แต่เชื่อเถอะว่าเขาไม่ได้ฝันอยู่เพียงคนเดียว โลกเช่นนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นได้ในวันนี้ เพราะมนุษย์ยังแบ่งเขาแบ่งเรา ขัดแย้งและแย่งชิง ดังนั้น ความฝันเรื่องสันติภาพคงไม่มีวันเดินทางออกจากบทเพลงมาสู่ความจริงได้
.
เขียนโดย ผศ.ชาติณรงค์ วิสุตกุล
อาจารย์ประจำหลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล
คณะนิเทศศาสตร์ ม.ธุรกิจบัณฑิตย์