หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการเรียนรู้โมดูลที่ 8 ในหัวข้อ “Sustainable Business & Strategic Leadership” เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้บริหารระดับสูงในการรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ ผ่านองค์ความรู้ด้านภาวะผู้นำ กฎหมาย และธรรมาภิบาล พร้อมวิเคราะห์กรณีศึกษาคดีทุจริตทางการเงินและภัยไซเบอร์ เพื่อสร้างความเข้าใจในการกำกับดูแลและบริหารความเสี่ยงขององค์กร ควบคู่กับการพัฒนางานวิจัยวิชาการประยุกต์ที่มุ่งนำองค์ความรู้ทางกฎหมายไปใช้แก้ไขปัญหาในภาคธุรกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
การเรียนรู้ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณวีระชาติ ศรีบุญมา ประธานสถาบันพัฒนาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายตลาดเงิน ตลาดทุน และสินทรัพย์ดิจิทัล และอดีตผู้บริหารระดับสูง ธนาคารแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดบทเรียน โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU และประธานกรรมการหลักสูตรฯ ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมให้ข้อเสนอแนะในการเตรียมความพร้อมการนำเสนอรายงานวิชาการกลุ่มของคณะนักศึกษาหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3
ผู้นำยุค BANI ต้องอ่านเกมความเปลี่ยนแปลงให้ขาด
เพราะความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอด
สำหรับการบรรยาย รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ได้เปิดประเด็นถึงความท้าทายของการบริหารองค์กรในโลกยุค BANI World ซึ่งความเปราะบาง ความวิตกกังวล ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่เป็นเส้นตรง และสถานการณ์ที่ยากต่อการทำความเข้าใจ ทำให้วิธีบริหารที่เคยประสบความสำเร็จอาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ผู้นำจึงต้องมองให้ไกลกว่าผลประกอบการระยะสั้น และให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างโอกาสทางสังคม เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืน
“ตัวอย่างที่ใกล้ตัวภาคธุรกิจมากขึ้นคือมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ซึ่งนำต้นทุนการปล่อยคาร์บอนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าบางประเภท เช่น ปูนซีเมนต์ หรืออลูมิเนียม ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับกระบวนการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับกฎระเบียบทางการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ประเด็นสิ่งแวดล้อมจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่กลายเป็นเรื่องต้นทุน การแข่งขัน และโอกาสในการเข้าถึงตลาดต่างประเทศ” รศ.ดร.วรากรณ์ อธิบาย
เพื่อให้เห็นภาพของความสำคัญในการปรับตัว รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ ได้ยกบทเรียนจาก “สะพานแห่งโชลูเตกา” ในประเทศฮอนดูรัส ซึ่งได้รับการก่อสร้างอย่างแข็งแกร่ง ทนทาน และสามารถต้านทานพายุที่พัดผ่านได้ แต่เมื่อพายุสลายไป แม่น้ำกลับเปลี่ยนทิศทาง ทำให้สะพานนั้นกลายเป็นสะพานที่ไร้ประโยชน์ เพื่ออธิบายให้เห็นภาพอย่างเข้าใจง่ายว่า หากการบริหารยึดติดอยู่กับความสำเร็จในปัจจุบันโดยไม่มองความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โครงสร้างที่วางไว้อย่างดีก็อาจหมดความหมายได้ในทันที
นอกจากนี้ ผู้นำยังต้องทำหน้าที่หลัก 4 ด้าน ทั้งการเป็นผู้กำหนดทิศทางองค์กร ผู้จัดการการเปลี่ยนแปลง ผู้สร้างทีม และผู้เป็นแบบอย่างที่ดี โดยเฉพาะการค้นหาข้อมูลจริง หรือ Street Data ด้วยการรับฟังข้อเท็จจริงจากพนักงานระดับปฏิบัติการหรือคนทำงานจริงโดยตรง เพื่อป้องกันข้อมูลที่ถูกคัดกรองหรือสร้างภาพตามลำดับชั้น ซึ่งช่วยให้ผู้นำเห็นปัญหาที่แท้จริงและบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การบริหารคนยังเป็นอีกหนึ่งมิติที่ผู้นำไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะในสังคมไทยที่ยังมีเรื่องของวัฒนธรรม ความเห็นอกเห็นใจ ความเคารพผู้ใหญ่ และเรื่องบุญคุณเข้ามาเกี่ยวข้อง ผู้บริหารจึงต้องรักษาสมดุลระหว่างความเกรงใจผู้ใหญ่ ความถูกต้อง และการมีน้ำใจอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาทางกฎหมาย
ขณะเดียวกันการแสดงน้ำใจต่อลูกน้องก็ไม่ใช่แค่เรื่องตำแหน่งหน้าที่ แต่คือการใส่ใจชีวิตเขา การที่ผู้บริหารไปร่วมงานศพครอบครัวพนักงาน แม้เป็นระดับปฏิบัติการ แม้ดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่มีคุณค่าทางจิตใจอย่างมาก ทำให้เขารับรู้ว่าตนเองไม่ได้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในระบบงาน หากยังเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับและให้เกียรติจากผู้นำ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความไว้วางใจและความผูกพันภายในองค์กร” รศ.ดร.วรากรณ์ ย้ำ
“เพราะท้ายที่สุดแล้ว คุณธรรมคือมวยหลักที่เป็นความดีงามอยู่ในจิตใจ และมีแรงผลักดันให้เรากระทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่มีใครเห็น ควบคู่กับการมีอุดมการณ์ ความรับผิดชอบ และแพสชัน ซึ่งเรื่อง Sustainability ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราที่สุด เพราะสิ่งนี้คือ Survival of the Planet Earth และความอยู่รอดของมนุษยชาติ”
ตรวจพบได้เร็ว หยุดยั้งความเสียหายได้ไว
“เจาะบทเรียนคดีการเงินและภัยไซเบอร์” รู้ทันความเสี่ยง
นอกจากภัยความผันผวนจากภายนอกแล้ว ความเสี่ยงจากการทุจริตและการโจรกรรมข้อมูลในยุคดิจิทัลก็เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่ทุกองค์กรต้องวางระบบป้องกันอย่างรัดกุม คุณวีระชาติ ศรีบุญมา ได้นำกรณีศึกษาคดีทุจริตทางการเงินและเหตุการณ์โจมตีทางไซเบอร์มาถ่ายทอด เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นถึงผลกระทบเมื่อองค์กรขาดระบบกำกับดูแล การตรวจสอบ และการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ
โดยหนึ่งในกรณีศึกษาที่นำมาวิเคราะห์ คือ คดีการปล่อยสินเชื่อของธนาคารกรุงไทยให้แก่กลุ่มกฤษดามหานคร ที่มีการอนุมัติสินเชื่อผิดเงื่อนไขและยักยอกเงินส่วนต่าง ผ่านการออกแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายแก่บุคคลใกล้ชิดนักการเมือง ซึ่งสะท้อนถึงรอยรั่วของการขาดระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในองค์กร โดยเฉพาะกระบวนการอนุมัติธุรกรรมเสี่ยงสูง การติดตามการใช้เงิน และการเฝ้าระวังความผิดปกติที่หละหลวม จนส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในวงกว้างจำนวนมาก
ในธุรกิจยุคดิจิทัลความเสี่ยงลักษณะเดียวกันยังปรากฏเมื่อเร็วๆ นี้ กับ Bitkub ที่เริ่มต้นจากเหตุถูกเจาะระบบโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัล แต่กลับยื่นรายงานต่อ ก.ล.ต. (แบบ ดจ.1) โดยปกปิดสาระสำคัญ เข้าข่ายแจ้งข้อความเท็จตามมาตรา 76 รวมถึงฝ่าฝืนมาตรา 88(2) และ 94 แห่ง พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ
“โจทย์ของการทุจริตยุคใหม่เห็นได้ชัดว่า ความผิดพลาดสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ความเสียหายทางกายภาพหรือตัวทรัพย์สิน แต่คือการรายงานข้อมูลไม่ตรงตามข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานกำกับดูแล การปกปิดข้อมูลสำคัญ ตลอดจนการจัดการแก้ไขปัญหาที่ฝ่าฝืนเกณฑ์กฎหมาย ความเสียหายจากภัยไซเบอร์อาจสกัดได้ด้วยเทคโนโลยี แต่ความเสียหายจากการปกปิดข้อเท็จจริง คือวิกฤตธรรมาภิบาลที่ทำลายองค์กรจากภายใน” คุณวีระชาติ ระบุ
นอกจากนี้ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วจนระบบการกำกับดูแลขององค์กรอาจตามไม่ทัน หากยังใช้โครงสร้างการตรวจสอบแบบเดิมโดยไม่ปรับให้เหมาะสมกับความเสี่ยงใหม่ จึงเสนอให้ผู้บริหารแยกหน่วยงานกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมาย ออกจากหน่วยงานตรวจสอบอย่างเด็ดขาด เพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลและลดผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมเน้นย้ำเรื่องธรรมาภิบาลในธุรกิจครอบครัว ซึ่งจากผลวิจัยของ SET พบว่าบริษัทจดทะเบียนถึง 86.4% หรือ 261 จาก 302 แห่ง เป็นธุรกิจครอบครัวที่ควบคุมมูลค่าหลักทรัพย์สูงมาก จึงจำเป็นต้องมีระบบ Regulatory Reporting Control Framework ที่รัดกุม
“เทคโนโลยีเปรียบเหมือนช้างตัวใหญ่ที่วิ่งเร็ว แต่การกำกับดูแลหรือ Governance เปรียบเหมือนสุนัขแข่ง ซึ่งต้องวิ่งให้เร็วกว่าช้างเพื่อสกัดความเสี่ยงก่อนกลายเป็นวิกฤต หากเปรียบเทียบกับสึนามิหรือน้ำท่วม เมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้วเรารู้ไม่ทันและป้องกันไม่ทัน ความเสียหายย่อมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ดังนั้น 3 หัวใจสำคัญขององค์กรยุคใหม่คือ ต้องรู้ทันความเสี่ยง ตรวจพบได้เร็ว และหยุดความเสียหายก่อนลุกลาม” คุณวีระชาติ ถอดบทเรียน
“แก้โจทย์จริง” ปลดล็อกธุรกิจและสังคม
4 กลไกกฎหมายประยุกต์จาก Super LBA รุ่นที่ 3
ภายในงาน ยังเปิดให้ผู้เรียนนำองค์ความรู้ด้านกฎหมายและประสบการณ์ทางธุรกิจมาพัฒนาเป็นงานวิจัยวิชาการประยุกต์ ผ่านการจัดทำรายงานวิชาการกลุ่ม ซึ่งแบ่งเป็น 4 กลุ่มหัวข้อที่หลากหลาย โดยมี ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU และประธานกรรมการหลักสูตรฯ พร้อมคณะอาจารย์ที่ปรึกษา ร่วมให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ทั้งนี้รายงานวิชาการกลุ่ม ครอบคลุมปัญหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย และสุขภาพ อาทิ การเสนอปรับปรุงกฎหมายคาร์บอนเครดิตรองรับมาตรการ CBAM การเสนอเพิ่มอำนาจนิติบุคคลอาคารชุดในการควบคุมคอนโดมิเนียมปล่อยเช่ารายวัน การเสนอกรอบกฎหมายกำกับดูแลสัญญาประกันภัยกลุ่มให้โปร่งใสตาม PDPA ตลอดจนการผลักดันมาตรการควบคุมความปลอดภัยการใช้ปากกาลดน้ำหนักให้สอดรับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 ที่ยกระดับให้เป็นยาควบคุมพิเศษต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น โดยในครั้งนี้แต่ละกลุ่มมานำเสนอความพร้อมในการเตรียมการที่จะนำเสนอจริง ในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 นี้ พร้อมรับฟังข้อแนะนำจากคณะอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนนำไปปรับปรุงอันจะทำให้การนำเสนอในวันดังกล่าวมีความครบถ้วนสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในโอกาสนี้ ดร.สุทธิพล ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนางานวิจัยที่ไม่ได้มุ่งเพียงการศึกษาทางวิชาการ แต่ต้องสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางกฎหมายเข้ากับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจและสังคม พร้อมผลักดันให้ข้อเสนอจากงานวิจัยมีโอกาสนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายหรือแนวทางกำกับดูแลที่เหมาะสม เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและประเทศชาติ
“เป้าหมายของงานวิชาการหลักสูตร Super LBA ไม่ใช่แค่ทำเล่มให้จบ แต่ต้องสร้าง Impact ให้กับสังคมและประเทศชาติ เพราะกฎหมายต้องถูกนำไปปรับใช้ได้จริงและคุ้มครองประชาชนอย่างแท้จริง”


