เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 หลักสูตร Super LBA รุ่น 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตรฯ จัดการเรียนการสอนในโมดูลที่ 7 “International Business and Law” ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ เพื่อเสริมศักยภาพให้แก่ผู้บริหาร ทั้งเทคนิคการควบรวมกิจการ (M&A) และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ มาตรการตั้งรับเกราะป้องกันการค้าโลกยุคทรัมป์ 2.0 และเสริมด้วยเทคนิคการบริหาร Data รับมือปัญหาสังคมสูงวัยและสมการ Wealth Span
นำโดยทีมวิทยากรชั้นนำ คุณสรชน บุญสอง และ คุณสุเมธ ออศิริวิกรณ์ ทนายความหุ้นส่วนและกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด พร้อมด้วย ดร.ชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย และ คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ที่มาแชร์ประสบการณ์ให้ผู้นำองค์กรได้ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ ภายใต้หลักการ “เปลี่ยนข้อตกลงทางกฎหมายและกติการะหว่างประเทศ จากข้อบังคับ สู่เครื่องมือยุทธศาสตร์ในการสร้างมูลค่าและป้องกันความเสี่ยง”
วางโครงสร้างพันธมิตรและ M&A เชิงรุก “สร้างมูลค่าจากภายใน”
การบรรยายเริ่มต้นด้วยการวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย คุณสรชน บุญสอง และ คุณสุเมธ ออศิริวิกรณ์ ทนายความหุ้นส่วนและกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ จำกัด ได้ร่วมกันอธิบายรูปแบบความร่วมมือทางธุรกิจ ตั้งแต่ Consortium และ Strategic Alliance ที่เน้นการทำงานร่วมกันเฉพาะกิจโดยไม่มีการถือหุ้น ไปจนถึงการทำ Joint Venture และการเข้าซื้อกิจการหรือ M&A เพื่อบริหารงานอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่ง “หัวใจสำคัญ” ของการทำ M&A ในมุมมองของผู้บริหาร ไม่ใช่แค่การนำงบการเงินมารวมกัน แต่คือการสร้างผลตอบแทนที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
"เวลาคนทำ M&A เราต้องหวังว่า 1 + 1 ไม่ใช่ได้แค่ 2 แต่ 1 + 1 เราต้องได้ 3 นั่นคือผลประโยชน์ทางการเงินที่คนคาดหวังว่าจะต้องได้รับจากการทำ M&A ดังนั้นการทำ M&A จึงคือ Inorganic Growth หรือการเติบโตแบบก้าวกระโดด” คุณสรชน อธิบาย
“ในขณะที่ Greenfield คือการค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเราอยากขยายธุรกิจรวดเร็ว เช่น อยากไปขยายสาขาซูเปอร์มาร์เก็ตในเวียดนาม การไปซื้อธุรกิจที่มีสาขาเยอะอยู่แล้วย่อมเร็วกว่า และได้ทั้งฐานลูกค้าพร้อมกับบุคลากรที่มีประสบการณ์เข้ามาต่อยอดธุรกิจได้ทันที"
แนวคิดนี้เห็นภาพได้ชัดจากกรณีศึกษาการจับมือกันระหว่างธุรกิจคอนเทนต์และเทคโนโลยีระดับภูมิภาคระหว่าง GMM Grammy และ Tencent “โดย Tencent มีแพลตฟอร์มระดับภูมิภาค แต่ขาดคอนเทนต์เพลงไทยในมือ ส่วนแกรมมี่มีคลังเพลงและศิลปินที่ดี แต่ถ้าจะโตแบบออร์แกนิกขยายแพลตฟอร์มไปทั่วเอเชียด้วยตัวเองคงใช้เวลานาน การจับมือเป็นพันธมิตรกันจึงเป็นคำตอบที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายใช้จุดแข็งเข้าสเกลธุรกิจได้ทันที”
ขณะเดียวกัน ในมิติการป้องกันความเสี่ยง กระบวนการ Due Diligence จำเป็นต้องเอกซเรย์ความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งภาระหนี้เงินกู้กรรมการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ใบอนุญาตโรงงาน ผังเมืองย้อนหลัง รวมถึงมาตรฐาน ESG ที่อาจซ่อนอยู่ใต้งบการเงินและล้มดีลระดับพันล้านได้ทันที
"สิ่งสำคัญของการทำ M&A คือการทำ Due Diligence เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่าสิ่งที่แสดงไว้ในงบการเงินหรือเอกสารต่างๆ มีเพียงเท่านี้หรือมากกว่านั้น อย่างเรื่อง ESG ตอนนั้นเราทำ Due Diligence ให้กองทุนต่างชาติที่จะเข้าไปซื้อบริษัทหนึ่ง แต่ปรากฏว่าไปตรวจเจอว่าบริษัทเป้าหมายใช้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน พอผู้ซื้อทราบเรื่อง กองทุนสั่งหยุดและยกเลิกดีลทันที เพราะมีนโยบาย ESG ที่เคร่งครัด หากเจอเรื่องแรงงานผิดกฎหมายคือจบ ไม่สามารถเยียวยาได้เลย" คุณสรชน กล่าวถึงความสำคัญของการตรวจสอบความเสี่ยงเชิงลึก
ขณะที่ คุณสุเมธ กล่าวเสริมถึงการวางยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อม M&A Playbook ขององค์กรล่วงหน้าว่า “หากเรามีธุรกิจอยู่ในมือ แล้วมีความคิดว่าวันหนึ่งอยากจะขายเมื่อได้มูลค่าสูงสุด เราควรรอคนมาเคาะประตูซื้อ หรือเราควรจะวาง M&A Playbook ของตัวเองว่า อีก 3 - 4 ปีข้างหน้าถ้าอยากจะขาย เราต้องไปเติมตรงไหนเพิ่มเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด นี่คือคู่มือที่ทำให้องค์กรต้องวางแผนแบบ Proactive มากกว่าที่จะเป็นแบบ Reactive”
นอกจากนี้ ในเรื่องกฎหมายแข่งขันทางการค้า ยังมีการอธิบายถึงเกณฑ์ส่วนแบ่งตลาดที่เกิน 50% สำหรับรายเดียว หรือ Top 3 รวมกันเกิน 75% ซึ่งเข้าข่ายผู้มีอำนาจเหนือตลาดและต้องขออนุญาตก่อนควบรวมกิจการ พร้อมแนะนำให้มีการจัดตั้ง Clean Team เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลความลับรั่วไหลระหว่างคู่แข่ง
“เพิ่มเกราะภาษีสร้างแต้มต่อดิจิทัล” บนสนามการค้าสหรัฐฯ
ด้าน ดร.ชัยยงค์ สัจจิพานนท์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย ได้นำประสบการณ์การทูตมาร้อยเรียงต่อว่า นโยบายการค้าสหรัฐฯ ยุคทรัมป์เน้นกรอบ America First และมีบุคลิกแบบ Transactional ที่ยึดการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์เป็นหลัก โดยไม่พึ่งพากรอบพหุภาคีของ WTO ส่งผลให้ผู้นำองค์กรและทีมเจรจาต้องอ่านกติการะหว่างประเทศให้ออก “เพื่อสร้างพลังต่อรองบนโต๊ะเจรจา”
“Transactional คือทำอะไรต้องมีการแลกเปลี่ยน เพราะของฟรีไม่มีในโลก ตัวอย่างเช่น ฝ่ายสหรัฐฯ เน้นย้ำตลอดเวลาว่าต้องมีผลตอบแทน ถ้าเราจะไปต่อรองกับเขา เราต้องรู้ว่าเรามีอะไรไปแลก และเขาต้องการอะไรจากเรา ไม่ใช่ไปคุยด้วยกรอบความสัมพันธ์แบบเดิม” ดร.ชัยยงค์ อธิบายนโยบายการค้าสากล
เมื่อกติกาการค้าโลกผันผวน การเข้าใจข้อยกเว้นและสิทธิประโยชน์ทางภาษีจึงกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญของสินค้าไทย โดยเฉพาะมาตรการตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรมภายใต้ Section 301 และ Section 232 ที่อ้างความมั่นคงขึ้นภาษีเหล็กและอะลูมิเนียมสูงถึง 50% อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงได้เปรียบจากสนธิสัญญาทางมิตรภาพฯ ปี 1966 มาตรา 8 ซึ่งช่วยให้สินค้าไทยกว่า 2,120 รายการ ได้รับข้อยกเว้นภาษีส่งออก แต่ผู้ประกอบการไทยยังต้องระมัดระวังการตรวจสอบสินค้าสวมสิทธิ์แบบ Transshipment และปัญหาสินค้าส่วนเกินจากต่างประเทศอย่างเข้มงวด
ขณะที่ในมิติดุลการค้าดิจิทัล ได้มีการยกประเด็นความเหลื่อมล้ำทางการค้าระหว่างประเทศขึ้นมาพูดคุยกัน เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติของสหรัฐอเมริกา ทั้ง Facebook, Google, Amazon และ Nvidia ต่างเข้ามาสร้างรายได้และเก็บข้อมูลผู้ใช้งานจากคนไทยทุกปี แต่ประเทศไทยกลับต้องเสียดุลการค้าดิจิทัล เนื่องจากยังไม่มีกลไกจัดเก็บภาษีหรือดึงผลประโยชน์กลับคืนมาอย่างสมน้ำสมเนื้อ
"รายได้มหาศาลของ Big Tech สหรัฐฯ ในไทย เป็นเรื่องที่ทีมเจรจาฝ่ายไทยต้องเอาไปพิจารณาให้หนัก เพราะนี่คือ Leverage หรือเครื่องมือต่อรองชั้นดีที่แสดงให้เห็นมูลค่าทางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เรามอบให้เขา เพื่อใช้ดึงดุลการค้ากลับมาให้สมดุล" อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย เสนอแนะ
บริหาร Data “ปิดช่องว่างความเสี่ยง” Wealth Span
สำหรับช่วง CEO Talk โดย คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ได้นำความท้าทายระดับโลกกลับมาขมวดรวมกับการบริหาร Data ภายในองค์กร โดยนำสถิติ Medical Inflation ที่พุ่งสูงเฉลี่ย 10% ต่อปี และฐานภาษีประชากรไทยที่มีผู้เสียภาษีแรงงานจริงเพียงประมาณ 21 ล้านคน จากประชากร 65 ล้านคน มาแสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างประชากรที่กำลังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว
“ทุกคนพูดแต่เรื่อง Health Span ว่าทำอย่างไรให้แข็งแรง ยืนยาว แต่ไม่มีใครดูเรื่อง Wealth Span หรือระยะเวลาของเงินออมว่าจะยืนยาวพอเลี้ยงชีวิตไหม ลองนึกภาพว่าถ้าเรามีอายุยืนไปถึง 85 ปี แต่เงินออมหมดตั้งแต่อายุ 70 ปี แล้วเราจะมีสุขภาพดีและมีคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้อย่างไร หากโครงสร้างการออมไม่รองรับ”
คุณสาระ ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า สังคมไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยโดยไร้ระบบการออมบังคับ ในขณะที่ระบบเกษียณของภาคเอกชนส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่อายุ 55–60 ปี แต่ประชากรมีอายุขัยเฉลี่ยถึง 82 ปี ทำให้เกิดช่องว่างทางการเงินรุนแรง ผู้นำองค์กรจึงจำเป็นต้องเร่งสร้างกระบวนการ Reskill และ Upskill บุคลากรอย่างจริงจัง เพื่อรับมือเทคโนโลยี AI และการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงาน
“ความท้าทายของประเทศไทยมีหลายเรื่องที่น่าทำ แต่สิ่งที่สำคัญคือผู้นำต้องมองเห็นความจริงของเศรษฐกิจ เข้าใจ Data เชิงโครงสร้างประชากร แล้วเร่งปรับ Mindset ของคนในองค์กรให้ยืดหยุ่น พร้อมรับมือกับ AI และความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวทิ้งท้ายถึงแนวทางการปรับตัวของผู้นำ
ทั้งนี้ คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ยังคงมุ่งมั่นเติมเต็มองค์ความรู้ระดับบริหารผ่านหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 เพื่อหล่อหลอมผู้นำยุคใหม่ให้มีความรอบรู้ทั้งด้านกฎหมาย ยุทธศาสตร์ธุรกิจ และการบริหารความเสี่ยงระดับสากลอย่างยั่งยืน


