หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดอบรมโมดูลที่ 6 ในหัวข้อ “Cyber & Data Governance for Executives” เพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลควบคู่ความปลอดภัยทางไซเบอร์ พร้อมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และกฎหมายมหาชนสำหรับผู้บริหาร ตลอดจนแนวทางการนำเทคโนโลยี AI และ AIoT มาประยุกต์ใช้ในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ และประธานกรรมการหลักสูตร ให้การต้อนรับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ณ ห้องประชุม ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์
นำโดย ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม กรรมการกฤษฎีกา ราชบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายปกครอง และอดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ระบุว่า “ในปัจจุบันนี้ผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจเริ่มให้ความสนใจในเรื่องของกฎหมายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากกฎหมายและธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้” ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินธุรกิจในภาคการเกษตร อุตสาหกรรม หลักทรัพย์ การธนาคาร หรือด้านทรัพย์สินทางปัญญา ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมีพื้นฐานทางกฎหมาย เพื่อที่จะสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับนักกฎหมายได้อย่างเข้าใจ
“กฎหมายและธุรกิจเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้”
ในการบรรยายหัวข้อ “กฎหมายกับภาวะผู้นำ : บทเรียนจากการบริหารประเทศสู่การบริหารองค์กร” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ได้ชวนคิดต่อถึงการนำหลักกฎหมายมาปรับใช้ในการบริหาร โดยอธิบายว่า การบริหารองค์กรยุคใหม่ที่ต้องยึดหลัก Rule of Law ซึ่งถือว่ากฎหมายมีอำนาจเหนือตัวบุคคล โดยเน้นย้ำว่าผู้นำจำเป็นต้องเข้าใจกฎหมายในสองระดับ คือ “ระดับก่อนปฏิบัติงาน” เพื่อตรวจสอบขอบเขตอำนาจหน้าที่ และ “ระดับหลังปฏิบัติงาน” เมื่อเกิดปัญหาขึ้นเพื่อหาแนวทางผ่อนหนักเป็นเบาอย่างสมเหตุสมผล ผ่านการกลั่นกรองของหน่วยงานที่ปรึกษากฎหมายอย่างสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาหรือสำนักงานอัยการสูงสุด
นอกจากนี้ การตีความข้อกฎหมายยังมีเส้นแบ่งสำคัญระหว่างกฎหมายเอกชนที่ถือหลัก "กฎหมายไม่ห้าม ทำได้" กับกฎหมายมหาชนที่ยึดหลัก “กฎหมายไม่อนุญาตทำไม่ได้” ซึ่งความไม่เข้าใจขอบเขตอำนาจตรงนี้ มักนำมาซึ่งคดีความเชิงนโยบายที่กลายเป็นบทเรียนแก่ผู้บริหาร
โดยคดีที่เกิดขึ้นจริงและเป็นประวัติศาสตร์คือ คดีของหน่วยงาน ก.พ. ที่ประกาศผลสอบข้อเขียนในวันศุกร์ก่อนวันหยุดราชการยาว 4 วัน ถึงแม้กติกาจะเปิดช่องให้หน่วยงานทำได้ แต่ศาลปกครองสูงสุดสั่งเพิกถอนประกาศเพราะกระชั้นชิดเกินไป ถือว่าขัดต่อหลักนิติธรรมและความสมเหตุสมผล “การปกครองแผ่นดินหรือการนำองค์กรยุคนี้เป็นหลักนิติธรรมซึ่งก็คือกฎหมายมีค่ามากกว่าคน แต่อ่านกฎหมายมาตราเดียวกันก็อาจคิดต่างกันได้ ผู้นำจึงต้องเข้าใจกฎหมายสองระดับคือทั้งก่อนทำและหลังทำเพื่อผ่อนหนักเป็นเบา ที่สำคัญต้องมองความสมเหตุสมผลด้วย” อาจารย์ ดร.วิษณุ กล่าว
เช่นเดียวกับ ระเบียบห้ามคนพิการเป็นอัยการที่ศาลตัดสินให้เป็นโมฆะ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ บอกว่า “โลกเปลี่ยนไปแล้ว”
“อัยการสามารถนั่งโต๊ะวิเคราะห์สำนวนคดีอยู่ที่ห้องทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินกระเผลกขึ้นไปทำหน้าที่บนศาล การกำหนดเกณฑ์ทางกายภาพแบบเดิมจึงไม่สมเหตุสมผลอีกต่อไป ศาลจึงมีคำสั่งให้ระเบียบห้ามคนพิการเป็นอัยการนั้นกลายเป็นโมฆะ”
“ขณะเดียวกัน บทเรียนการใช้อำนาจตามกรอบกฎหมายมหาชนก็เด่นชัดในคดี พ.ร.บ. เรือ หลังเกิดอุบัติเหตุเรือข้ามฟากล่มกลางแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งกระทรวงคมนาคมพยายามออกกฎกระทรวงบังคับให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารต้องทำประกันชีวิตแก่ผู้โดยสารทุกคน แต่กฤษฎีกาวินิจฉัยให้กฎกระทรวงดังกล่าวเป็นโมฆะ เนื่องจาก พ.ร.บ. เรือ ให้อำนาจไว้เฉพาะการกำหนดมาตรการความปลอดภัยเชิงกายภาพอย่างการจัดสรรเสื้อชูชีพเท่านั้น แต่การประกันชีวิตไม่ได้จัดเป็นมาตรการป้องกันอุบัติเหตุโดยตรง”
“เพราะหัวใจของกฎหมายมหาชนคือหากกฎหมายไม่อนุญาตก็ย่อมทำไม่ได้ ต่างจากกฎหมายเอกชนที่ถ้าไม่ห้ามก็สามารถทำได้ทั้งหมด ดังนั้น ทางแก้ในทางปฏิบัติจึงมีเพียงการเดินไปแก้ไขที่กฎหมายแม่บท ด้วยการเติมคำสั้นๆ ว่า ‘และอื่นๆ’ ต่อท้ายกรอบอำนาจของกระทรวง เพื่อเปิดทางให้การออกเกณฑ์บังคับทำประกันชีวิตดำเนินไปอย่างถูกต้อง และยุติปัญหาการออกกฎเกินขอบเขตอำนาจแม่บทอย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ระบุ
“ผู้นำที่มีประสิทธิภาพต้องเด็ดขาด บุกเบิก และสร้างความเปลี่ยนแปลง”
ในโอกาสพิเศษที่มาเยือน DPU ในวันนี้ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ยังถอดบทเรียนเรื่อง “การเป็นผู้นำที่ดี” ว่าต้องมี “พลัง 6 ประการ” ที่จำเป็นสำหรับผู้ปกครองและผู้บริหารองค์กร ได้แก่ “พาหุพลัง” ซึ่งเป็นพลังแห่งความรู้ การศึกษา และทักษะการสื่อสาร “อภิชัจจพลัง” อันเป็นพลังแห่งบารมี ความน่าเชื่อถือ และชาติตระกูล “อมัจจพลัง” ซึ่งคือพลังแห่งการมีที่ปรึกษาและทีมงานที่ดี “โภคพลัง” อันได้แก่พลังแห่งทรัพยากร ทุนทรัพย์ และงบประมาณ “ปัญญาพลัง” ซึ่งเป็นพลังแห่งสติปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ และการมองการณ์ไกล รวมไปถึง “ธรรมะพลัง” อันเป็นพลังแห่งคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และความยึดมั่นในความถูกต้อง
สำหรับตัวอย่างการปฏิรูปประเทศในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 แสดงถึงคุณค่าของ “อมัจจพลัง” อย่างชัดเจน ผ่านการร่วมมือของพระอนุชาและพระราชโอรส ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านคอยช่วยเหลือในการเลิกทาสและปฏิรูปกองทัพ ขณะที่ด้านการเมืองไทย อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย โดดเด่นด้วย “ธรรมะพลัง” จากความซื่อสัตย์และสุภาพอ่อนโยน ขณะที่ อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ก็เปี่ยมด้วย “ปัญญาพลัง” ในด้านวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล
“สำหรับการปฏิรูปในภาวะวิกฤต จอมพล ป. พิบูลสงคราม ถือเป็นตัวอย่างผู้นำที่เด็ดเดี่ยวและบุกเบิกมากช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แม้จะมีข้อเสียหลายอย่าง แต่การตัดสินใจของท่านก็สร้างมรดกทางประวัติศาสตร์มาถึงปัจจุบัน ทั้งการเปลี่ยนชื่อสยามเป็นประเทศไทย กำหนดวันปีใหม่สากล สถาปนาเพลงชาติขึ้นใหม่ ออกกฎวินัยห้ามกินหมาก ตัดทอนตัวอักษรไทยที่ซ้ำซ้อนเพื่อปฏิรูปสังคมอย่างรวดเร็ว รวมถึงยกเลิกบรรดาศักดิ์ขุน หลวง พระยา เปลี่ยนมาใช้คำนำหน้าว่า ‘นาย’ เท่าเทียมกันทั่วประเทศ”
ในระหว่างการบรรยาย “ประเด็นพลังผู้นำ” ยังได้รับความสนใจจากผู้เข้าอบรมอย่างมาก จนตั้งคำถามถึงโอกาสที่ประเทศไทยจะมีผู้นำที่รวบรวมพลังครบถ้วนทั้งหกประการได้อย่างไร? ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะตอบข้อซักถามถึงทิศทางผู้นำไทยด้วยมุมมองที่มองโลกตามความเป็นจริง “ผู้มีครบทั้งหกประการนั้นหายากมาก”
“ในโลกความเป็นจริงย่อมหาผู้นำที่มีครบทั้งหกพลังได้ยากมาก และการแสวงหาบุคคลที่สมบูรณ์แบบเช่นนั้นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ แต่หากเราสามารถรวมคุณลักษณะเด่นจากผู้นำแต่ละยุคสมัยมารวมกันได้ ทั้งความซื่อสัตย์แบบพลเอกเปรม ความสมถะสุภาพเรียบร้อยแบบคุณชวน สติปัญญาเฉลียวฉลาดแบบคุณทักษิณ ความเด็ดเดี่ยวเด็ดขาดแบบพลเอกประยุทธ์ และการมองการณ์ไกลแบบพลเอกชาติชาย ประเทศชาติของเราย่อมก้าวหน้าและเติบโตอย่างมั่นคง” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ อธิบาย
พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวชื่นชมวิสัยทัศน์ของ DPU ที่มุ่งมั่นปักหมุดความรู้ใหม่ๆ ผ่านหลักสูตรคุณภาพ ซึ่งเปิดมุมมองให้เห็นความตื่นตัวของภาคธุรกิจในการก้าวเข้ามาทำความเข้าใจกรอบกติกาในยุคปัจจุบัน อันเป็นสัญญาณอันดีและจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพราะในโลกความเป็นจริง “กฎหมายกับธุรกิจแยกกันไม่ออก” และองค์ความรู้เหล่านี้เองที่จะเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีให้องค์กรก้าวข้ามความเสี่ยงได้อย่างมั่นคง
“ผมขอแสดงความยินดีที่หลักสูตร Super LBA ของคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เติบโตก้าวหน้าและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องมาถึงรุ่นที่สาม การที่คนในแวดวงธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับกฎหมายมากขึ้นนับเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายกับธุรกิจแยกกันไม่ออก และถึงแม้เนื้อหาที่พูดคุยกันจะเป็นเรื่องระดับการบริหารประเทศ แต่หากผู้บริหารนำหลักคิดเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการบริหารบริษัทห้างร้านของตน ย่อมสามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จเชิงธุรกิจได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.วิษณุ ทิ้งท้าย
จากนั้นเข้าสู่เรื่องของไซเบอร์ ข้อมูลส่วนบุคคลและเทคโนโลยี โดย คุณปริญญา หอมเอนก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอซิส โปรเฟสชั่นนัล เซ็นเตอร์ จำกัด บรรยายในหัวข้อ “Personal Data กับความจำเป็นในการคุ้มครองก่อนสายเกินแก้” ซึ่งเน้นสร้างความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยและภัยคุกคามด้านข้อมูลส่วนบุคคล นอกจากนี้ปัญหามักไม่ได้เกิดจากระบบเทคโนโลยี แต่เกิดจากตัวบุคลากร การเข้าใจความเสี่ยงนี้จะช่วยให้ผู้บริหารกำหนดมาตรการควบคุมคน วางโครงสร้างความปลอดภัยล่วงหน้า และป้องกันโทษปรับตาม พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจด้านกฎหมายในระดับบริหาร ก่อนที่สายเกินแก้
ล็อก 4 นโยบาย ยกความมั่นคงไซเบอร์ กระจายความรับผิดชอบสู่พนักงานรายบุคคล ปกป้ององค์กรยุคใหม่
จากแนวคิดระดับนโยบายสู่ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และการเปลี่ยนผ่านธุรกิจด้วยนวัตกรรม โดย คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย กรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ร่วมกับ ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ผู้อำนวยการบริษัท พาโล อัลโต เน็ตเวิร์คประเทศไทย และอินโดจีน ได้เจาะลึกถึงความท้าทายของ AI ในปัจจุบัน 3 มิติ ได้แก่ ปัญหาลิขสิทธิ์ผลงานที่สร้างโดย AI, ความเสี่ยงเรื่องข้อมูลรั่วไหลจากการใช้เครื่องมือฟรี และความคลาดเคลื่อนทางข้อมูล หรือ Hallucination
“ปัญหาข้อมูลรั่วไหลกว่าร้อยละ 99.9 ไม่ได้เกิดจากระบบไอทีล้มเหลว แต่เกิดจากความละเลยของคน เช่น การตั้งรหัสผ่านง่ายๆ อย่าง '0000' หรือการใช้ Master Password โดยขาดความระมัดระวัง” คุณไพบูลย์ อธิบาย พร้อมบอกทางออกเรื่องนี้คือการนำนโยบายความมั่นคงปลอดภัย 4 ด้าน ได้แก่ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, นโยบายไอที, นโยบายโซเชียลมีเดีย และนโยบายการใช้ AI มาบรรจุไว้ในข้อบังคับการทำงานของบริษัท เพื่อเปลี่ยนสถานะให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย กระจายความรับผิดชอบไปยังพนักงานผู้ฝ่าฝืนเป็นรายบุคคล ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงจากพฤติกรรมพนักงาน แต่ยังสร้างกรอบการคุ้มครองทางกฎหมายแก่ผู้บริหารและองค์กรหากเกิดเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลขึ้นในอนาคต
ขณะเดียวกันการทำสัญญากับ Outsource ก็ต้องระบุมาตรฐานความปลอดภัย กำหนดระยะเวลาแจ้งเหตุ และจำกัดวัตถุประสงค์การใช้ข้อมูลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีประวัติคนไข้ของโรงพยาบาลหลุดไปเป็นกระดาษห่อขนมโตเกียวริมทางจนแบรนด์พังทลาย นอกจากนี้ ยังยกตัวอย่างคดีศึกษาการรับมือภัยไซเบอร์อย่างชาญฉลาด เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลที่ไม่ถูกลงโทษปรับ เพราะมีระบบจัดเก็บและไฟล์ข้อมูลที่รอดพ้นจากการเข้าถึงของดาร์กเว็บ หรือกรณี Pop Mart ที่เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว ตลอดจนข้อกฎหมาย PDPA ที่คุ้มครองเจ้าหน้าที่ DPO ไม่ให้ถูกเลิกจ้างอย่างไม่เป็นธรรมจากการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย
ด้าน ดร.ธัชพล โปษยานนท์ ได้กล่าวเสริมถึงแนวทางการประยุกต์ใช้นวัตกรรม IoT ร่วมกับ AI (AIoT) ในยุค Next Normal เพื่อเปลี่ยนผ่านองค์กรไปสู่การตัดสินใจเชิงรุกแบบเรียลไทม์ สำหรับแนวโน้มธุรกิจยุคใหม่จะก้าวข้ามระบบสารสนเทศเดี่ยวแบบเดิมไปสู่ยุคแห่งความชาญฉลาดและการประมวลผลเซ็นเซอร์แบบเรียลไทม์เพื่อขับเคลื่อนความฉลาดของ AI ซึ่งโลกอนาคตทุกคนจะมี AI Agent ตัวแทนอัจฉริยะส่วนบุคคล ทำงานแทนเฉลี่ยสูงถึง 80 ระบบต่อคน
ผู้นำจึงต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเรียนรู้นวัตกรรมบริการใหม่ๆ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น ระบบ NLP ของธนาคาร ที่นำเสนอสิทธิประโยชน์ตรงโปรไฟล์ลูกค้า หรือระบบตรวจเคลมประกันภัยที่แม่นยำรวดเร็ว และร้านค้าไร้เคาน์เตอร์ Amazon Go โดยเทคโนโลยี IoT ทำหน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากเซ็นเซอร์ทางกายภาพส่งเป็นฐานข้อมูลดิบประมวลผลทันที
“การทำงานร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์และเซ็นเซอร์รับส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์จะเข้ามาปฏิวัติโมเดลธุรกิจดั้งเดิมไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริง ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ฟาร์มเลี้ยงกุ้งของบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่มีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแวดล้อมเพื่อรายงานสภาพอากาศที่แปรปรวนอย่างพายุฝนฟ้าคะนอง ทำให้ระบบสามารถคำนวณสัดส่วนการให้อาหารและปรับอัตราการแลกเนื้อ (FCR) ของกุ้งให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดวิกฤต” ดร.ธัชพล สรุปบทเรียนในการสร้างผลผลิตเชิงอุตสาหกรรมอย่างก้าวหน้า
นอกจากนี้ ดร.ธัชพล ยังได้กล่าวทิ้งท้ายเน้นย้ำ “โอกาสในการต่อยอดเครือข่ายธุรกิจ” ที่เข้มแข็งเพื่อความพร้อมในการเติบโตในอนาคตว่า “ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพบกันในหลักสูตร Super LBA ครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการเปิดโอกาสให้พวกเราได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และแชร์ประสบการณ์ทางธุรกิจร่วมกันอย่างต่อเนื่องในอนาคต เพราะการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือของกลุ่มผู้บริหารระดับสูงแบบนี้ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรและธุรกิจไทยเติบโตและปรับตัวได้อย่างยั่งยืน”


