xs
xsm
sm
md
lg

หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ DPU ถือฤกษ์ ติวเข้มผู้บริหารใน “วันรพี” ผ่านศาลจำลองคดีฆาตกรรมอำพราง CFO ไขกลยุทธ์นิติวิทยาศาสตร์ ใช้หลักกฎหมายเป็นเกราะคุ้มกันธุรกิจ สร้างความเป็นธรรมให้สังคม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 หลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 คณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการเรียนการสอนใน Module 4 : Dispute Resolution and Moot Court Workshop ณ ศาลจำลอง อาคาร 3 ชั้น 10 โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อริยะนันทกะ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และ อาจารย์โชติช่วง ทัพวงศ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ภาค 7 ร่วมทำหน้าที่เป็นองค์คณะผู้พิพากษาพิจารณาคดีจำลอง เพื่อฝึกฝนทักษะการบริหารจัดการข้อพิพาทผ่านสถานการณ์จำลอง หรือ Exercise ที่ออกแบบมาให้ผู้บริหารเห็นภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมได้รวดเร็วขึ้น ตั้งแต่ขั้นตอนการเกิดเหตุ การรวบรวมพยานหลักฐาน ไปจนถึงการตัดสินคดีในศาล

โดยนักศึกษาหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 ที่เข้าร่วมใน Workshop นี้ ได้รับมอบหมายให้แสดงบทบาทสมมติเป็นอัยการโจทก์ พยานโจทก์ จำเลย ทนายจำเลย และพยานจำเลย รวมถึงบุคลากรของศาล และต้องนำพยานปากต่าง ๆ เข้าสืบ มีการซักถามพยาน ถามค้านพยาน และถามติงพยานเสมือนจริง


จากคดีฆาตกรรมอำพราง สู่ยุทธศาสตร์การจัดการข้อพิพาททางธุรกิจ

สำหรับกระบวนการพิจารณาในศาลจำลอง เริ่มต้นด้วยการกำหนดข้อเท็จจริงในคดีจำลองฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งมีปมความขัดแย้งเชิงธุรกิจภายในองค์กร โดยพยานผู้เชี่ยวชาญด้านบัญชีตรวจพบความผิดปกติในการโอนเงินมูลค่าหลายสิบล้านบาท ไปยังบริษัทคู่ค้าที่สงสัยว่าเป็นนอมินีของผู้บริหารระดับสูง จนนำไปสู่เหตุฆาตกรรมประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินหรือ CFO เพื่อปิดปากพยานสำคัญ

ในส่วนของผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ พบศพ CFO นอนคว่ำบนโต๊ะทำงาน พร้อมศพแฟนหนุ่มที่เสียชีวิตบนโซฟาโดยมีอาวุธปืนตกอยู่ข้างกาย ซึ่งจากการสอบสวนระบุว่า จำเลยเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติการเบิกจ่ายเงินเพียงผู้เดียวโดยไม่มีการจำกัดวงเงิน ขณะที่ฝ่ายโจทก์นำพยานปากแพทย์ผู้ชันสูตรศพ เบิกความผลการชันสูตรด้านนิติเวชที่พบว่า ศพมีบาดแผลรอยช้ำลักษณะกดรัดรอบลำคอ และมีจุดเลือดออกบริเวณเยื่อบุตาและหนังตาจากการคั่งเลือดเนื่องจากขาดอากาศหายใจ

โดยบาดแผลรุนแรงที่สุดคือ การบาดเจ็บของกระดูกไฮออยด์และกระดูกกล่องเสียง ซึ่งบ่งชี้ว่าถูกบีบรัดอย่างรุนแรงด้วยมือคน นอกจากนี้ยังสอดรับกับผลการสืบสวนที่ขยายผลไปสู่การตรวจพบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ชิ้นสำคัญ จากเศษเนื้อเยื่อในซอกเล็บและเส้นผมสั้นใต้โต๊ะทำงาน ซึ่งมีผลการตรวจดีเอ็นเอตรงกับจำเลย ควบคู่กับพยานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์จากการกู้ข้อมูล LINE ในโทรศัพท์มือถือของผู้ตาย ที่พบการติดต่อเรียกรับเงินค่าปิดปากจำนวนสิบล้านบาทจากจำเลย เพื่อแลกกับการไม่เปิดเผยเรื่องทุจริตบัญชี

ขณะที่ฝ่ายจำเลยได้ใช้เทคนิคการซักค้านทำลายน้ำหนักพยาน โดยตั้งคำถามถึงความแม่นยำของประจักษ์พยานที่ระบุว่าเห็นจำเลยวิ่งออกจากที่เกิดเหตุในเวลาเพียง 3.5 วินาที พร้อมนำเสนอพยานผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีชี้ว่าระบบสแกนใบหน้าไม่พบข้อมูลจำเลยในวันเกิดเหตุ และอ้างฐานที่อยู่ หรือ Alibi ผ่านภาพถ่ายคู่กับเลขานุการส่วนตัวที่โรงแรม

อย่างไรก็ดี แม้ฝ่ายโจทก์จะพยายามนำเสนอพยานหลักฐานทางนิติเวช ดีเอ็นเอ และพยานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างแน่นหนา แต่เมื่อฝ่ายจำเลยสามารถชี้ให้เห็นช่องโหว่ของระบบสแกนใบหน้า ควบคู่กับความเปราะบางของประจักษ์พยานบุคคล แนวโน้มผลของคดีนี้จึงไปในทิศทาง “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย” และยกฟ้อง

ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ คณบดีคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ อธิบายว่า การจำลองสถานการณ์จริงในห้องพิจารณาคดีและการสวมบทบาทสมมติ ช่วยให้ผู้บริหารฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อีกทั้งยังช่วยให้สามารถเห็นภาพรวมการรวบรวมพยานหลักฐานตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจนถึงชั้นอัยการ รวมถึงมองเห็นความสัมพันธ์ของพยานหลักฐานและโครงสร้างข้อพิพาทในเชิงลึก ซึ่งข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลต่อการแพ้ชนะคดีได้ทันที

“ในชีวิตนักบริหาร เราต้องมีความรู้เท่าทันทางกฎหมายโดยไม่ต้องรอให้นักกฎหมายมาชี้นำแต่ฝ่ายเดียวว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้ การรู้หลักการที่จำเป็นของกฎหมายจะช่วยให้ผู้บริหารสามารถนำกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนธุรกิจและการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่ให้ข้อจำกัดทางกฎหมายมาเป็นอุปสรรค ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงขององค์กรได้อย่างยั่งยืน”


ศิลปะการจูงใจและการพิสูจน์พยานหลักฐานในระดับสากล

นอกจากประเด็นข้อเท็จจริงในคดีจำลอง ภายในงานยังมีการถอดบทเรียนและข้อเสนอแนะจาก ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อริยะนันทกะ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ซึ่งได้อธิบายว่า เป้าหมายสำคัญของทนายความในคดีอาญาไม่ใช่เพียงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์โดยตรง แต่คือการทำให้เกิด “ข้อสงสัยตามสมควร” ในใจของผู้พิพากษา หากพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์ยังมีช่องโหว่แม้เพียงเล็กน้อย ประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นต้องตกเป็นของจำเลยทันทีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227

“หน้าที่ของทนายจำเลยในคดีอาญาคือ การทำให้ศาลเกิดความสงสัยตามสมควร หากมีข้อสงสัยแม้เพียงนิดเดียว ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยทันที ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของข้อเท็จจริงเพียงเท่านั้น แต่คือศิลปะในการทำให้ศาลเห็นพ้องกับเรา” ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย อธิบาย

เพื่อให้เห็นภาพของศิลปะนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย ยังยกเรื่องเล่าจากคดีดังระดับโลกมาประกอบคำอธิบาย เริ่มจากคดี O.J. Simpson ซึ่งฝ่ายจำเลยเลือกใช้กลยุทธ์สำคัญด้วยการไม่ให้จำเลยขึ้นเบิกความ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกซักค้านอย่างหนักที่อาจสร้างช่องโหว่ให้ฝ่ายโจทก์ จนในที่สุดคดีดังกล่าวจบลงด้วยคำตัดสินให้จำเลยพ้นผิด

จากนั้นกล่าวถึงคดี Michael Jackson ซึ่งทีมทนายความไม่ได้ให้ความสำคัญเฉพาะข้อเท็จจริง แต่ยังใช้การสื่อสารบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ของจำเลยในชั้นศาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเห็นอกเห็นใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง รวมถึงกรณีพยาบาลชาวอังกฤษที่ถูกหลอกให้ขนยาเสพติดซ่อนไว้ในปลาเค็ม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างดุลพินิจของผู้พิพากษาอาชีพกับคณะลูกขุน และแสดงให้เห็นว่าหากทนายความสามารถถ่ายทอดเรื่องราวให้ผู้ฟังเห็นถึงความบริสุทธิ์ใจและความไม่รู้เท่าทันของจำเลยได้สำเร็จ ผลของคดีก็อาจเปลี่ยนไปได้อย่างสิ้นเชิง

“มาตรฐานการพิสูจน์ในคดีแพ่งเปรียบเหมือนการชั่งน้ำหนักว่าพยานหลักฐานเอนเอียงไปทางฝ่ายใดมากกว่า แต่ในคดีอาญาหากศาลยังมีข้อสงสัยแม้เพียงเล็กน้อย ศาลก็ต้องยกฟ้อง” ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย ย้ำ พร้อมระบุว่าหัวใจสำคัญของการเรียนรู้กฎหมายสำหรับผู้นำ คือการช่วยให้องค์กรสามารถประเมินข้อเสนอแนะและเงื่อนไขต่าง ๆ ได้อย่างมีเหตุผล โดยไม่ปล่อยให้ความวิตกกังวลทางกฎหมายกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจทางธุรกิจ

“ความเข้าใจในหลักกฎหมายอย่างเพียงพอถือเป็นเกราะคุ้มกันสำคัญสำหรับผู้บริหาร ที่ช่วยให้สามารถพิจารณาคำแนะนำและข้อจำกัดทางกฎหมายได้อย่างมีเหตุผล โดยไม่ปล่อยให้ความกังวลกลายเป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจขององค์กร ดังนั้นผู้บริหารไม่จำเป็นต้องรู้กฎหมายทุกฉบับ แต่ต้องเข้าใจหลักการสำคัญ ซึ่งทักษะการซักถามและการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงที่ฝึกฝนในวันนี้ จะช่วยให้ท่านเป็นผู้นำที่สามารถใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการพัฒนาองค์กรและขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างแท้จริง” ศาสตราจารย์พิเศษ วิชัย สรุป


จิตวิทยาความทรงจำพยานประจักษ์ และการประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายขององค์กร

ขณะที่ทางด้าน อาจารย์โชติช่วง ทัพวงศ์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลอุทธรณ์ภาค 7 ได้เน้นย้ำถึงการประเมินน้ำหนักพยานบุคคลว่า พยานที่ศาลให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือสูงสุดคือ “พยานคนกลาง” หรือ “พยานศาล” ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดโดยตรง นอกจากนี้ในทางกลับกัน “ความทรงจำของมนุษย์” ยังเป็นจุดเปราะบางที่มักถูกมองข้าม เช่นเดียวกับการทดลอง Identification Parade ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่พบว่าพยานจำนวนมากชี้ตัวผู้ต้องหาผิดพลาด เนื่องจากความทรงจำบิดเบือนได้ง่ายในสถานการณ์ที่ตกใจกลัวหรือมีเวลาสังเกตสั้นมาก

ด้วยเหตุนี้ อาจารย์โชติช่วง จึงเตือนว่า “ประจักษ์พยานต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะความทรงจำอาจเป็นภาพลวงตาได้ การที่พยานจำได้เพียงเสื้อผ้าแต่ไม่เห็นใบหน้า ทนายจำเลยต้องตีประเด็นนี้ให้แตกเพื่อให้ศาลเห็นถึงความไม่น่าเชื่อถือ” ซึ่งสอดรับกับบรรทัดฐานจากคดีรถบรรทุกระเบิด C4 ในอดีตที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานมีเวลาสังเกตจำเลยเพียงประมาณ 3 วินาทีในขณะที่กำลังตกใจกลัว ซึ่งไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดจนสิ้นสงสัย

ความน่าเชื่อถือของพยานจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการพิสูจน์คดี ซึ่งไม่เพียงมีผลต่อการพิจารณาข้อเท็จจริงในชั้นศาล แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงทักษะการวิเคราะห์และประเมินความเสี่ยงในการบริหารองค์กร โดยอาจารย์โชติช่วง ยังได้กล่าวทิ้งท้ายเพื่อให้นักบริหารนำหลักคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ว่า การเข้าใจเรื่องพยานและจิตวิทยาบุคคล “ไม่ใช่เรื่องของนักกฎหมายในห้องพิจารณาคดีเท่านั้น” แต่เป็น “ทักษะสำคัญที่ผู้บริหารต้องนำไปใช้สืบหาข้อเท็จจริง และประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ในองค์กร”

“นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่การฝึกปฏิบัติ Moot Court Workshop for Executives ของหลักสูตร Super LBA รุ่นที่ 3 ในปีนี้ ตรงกับวันที่ 7 สิงหาคม ‘วันรพี’ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย ผู้ทรงวางรากฐานระบบกฎหมายและการศาลยุติธรรมสมัยใหม่ของประเทศไทย และแม้ในการฝึกภาคปฏิบัติในวันนี้ ทั้งผู้ที่สวมบทบาทเป็นฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย จะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฝ่ายของตนชนะคดี อันตรงกับทางปฏิบัติของการต่อสู้คดีในปัจจุบัน แต่สิ่งสำคัญที่นักกฎหมายพึงระลึกถึงเพื่อเป็นการสำนึกในพระกรุณาธิคุณของกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ คือการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือสร้างความยุติธรรมให้กับสังคม เพราะที่สุดแล้ว ชัยชนะของนักกฎหมายย่อมไม่สำคัญเท่ากับชัยชนะของความยุติธรรม” ดร.สุทธิพล กล่าวในตอนท้าย