มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ยกทัพนวัตกรรมข้ามศาสตร์ร่วมโชว์ศักยภาพระดับแนวหน้าในงานประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ DPU Makerspace ระหว่างวันที่ 18-19 มิถุนายน พ.ศ. 2569 โดยในครั้งนี้ได้จัดแสดง 3 ผลงานเด่นชิ้นโบแดงของนักศึกษา ได้แก่ เกมซอฟต์พาวเวอร์ “Himmapan Adventure” ระบบปัญญาประดิษฐ์คัดกรองออทิสติกเบื้องต้น “AI จำแนกภาวะออทิสติกในเด็กจากภาพวาด” หรือ ASD Drawing Scanning และผลิตภัณฑ์เยลลีกัมมีเลมอนน้ำผึ้งชันโรง แบรนด์ “MELLUNE”
“Himmapan Adventure” เกมชุบชีวิตวรรณคดีไทยผ่านโลกดิจิทัล
แต่เดิมนั้นจากการเรียนการสอนวรรณคดีไทยในรูปแบบเดิมที่มักจะถูกจำกัดอยู่เพียงการอ่านตัวอักษรในตำรา ซึ่งมักจะทำให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงเสน่ห์ของทุนทางวัฒนธรรมได้ยาก นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จากวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี (ANT-DPU) จึงได้เริ่มตั้งคำถามถึงการนำเทคโนโลยีเกมมาเป็นสื่อกลางเพื่อทำให้เรื่องราวเหล่านี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งผ่านโครงการ “Himmapan Adventure” หรือเกมการผจญภัยในป่าหิมพานต์
นางสาววลัญช์ภัค ธารพานิช นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ผู้รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบและวาดรูป เล่าถึงแรงบันดาลใจในการพัฒนาเกมที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการประกวดนวัตกรรมระดับอุดมศึกษาชิ้นนี้ว่า “ตอนแรกเริ่มจากโจทย์ว่าอยากทำเกมที่เป็นสื่อการสอนเกี่ยวกับวรรณคดีไทย แต่เราไม่อยากให้เป็นการนำเสนอที่มีเพียงการอ่านข้อมูลอย่างเดียว จึงได้ปรึกษากับอาจารย์ว่าถ้าเรานำเรื่องป่าหิมพานต์มาทำเป็นเกม น่าจะทำให้คนสนใจได้ง่ายมากขึ้น เพราะป่าหิมพานต์กับสัตว์หิมพานต์มีรูปลักษณ์ที่เป็นแฟนตาซีมาก แล้วก็เหมาะกับการนำมาออกแบบเป็นตัวละคร เป็นศัตรู และเป็นฉากภายในเกม ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นรู้สึกสนุกและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกวัย” นางสาววลัญช์ภัค กล่าวขยายความ
ในกระบวนการทำงานที่ใช้เวลาพัฒนานานกว่า 2 เดือน นางสาววลัญช์ภัค รับหน้าที่หลักในการออกแบบตัวละครและวาดรูป หรือ Illustrator นอกจากนี้ เธอยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับภาพลักษณ์ของสัตว์หิมพานต์ให้ดูทันสมัยและน่ารักเข้าถึงง่าย แต่ในขณะเดียวกันยังต้องรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมตามคำบรรยายในวรรณคดีไทยไว้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ตัวละครอย่าง พญานาค พญาครุฑ ช้างเอราวัณ หรือสินธุปักษี มีความน่าสนใจสำหรับผู้เล่นยุคใหม่
“ความยากหลักๆ คือการออกแบบสัตว์หิมพานต์ให้ออกมาในรูปแบบที่ดูมีความร่วมสมัยและเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกวัย ตัวอย่างเช่น หากเราทำให้ตัวละครดูน่ารักขึ้น แต่เรายังต้องคงความเป็นเอกลักษณ์ของสัตว์ป่าหิมพานต์จากวรรณคดีไทยไว้ จะทำอย่างไรให้ไม่หลุดจากต้นแบบมากเกินไป และยังสามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงได้”
“ส่วนตอนทำก็มีการลองปรับหลายรอบเหมือนกัน ทั้งเรื่องรูป สี รูปร่าง หรือดีไซน์โดยรวมว่าจะทำอย่างไรให้ดูน่าสนใจสำหรับผู้เล่น แต่ยังคงสื่อความเป็นสัตว์หิมพานต์ได้อยู่ นอกจากนี้ยังมีการออกแบบให้ความรู้แทรกอยู่ภายในเกม เช่น สัตว์แต่ละตัวจะไม่ได้โผล่มาเป็นแค่ภาพประกอบ แต่จะมีลักษณะ นิสัย หรือความสามารถที่อ้างอิงมาจากเรื่องราวของสัตว์หิมพานต์นั้นๆ แล้วนำมาใส่เป็นพฤติกรรมภายในเกม รวมถึงฉากและบรรยากาศที่ดูมีความลึกลับและน่าค้นหา”
นางสาววลัญช์ภัคอธิบายถึงแนวคิดการนำ AI มาใช้เพิ่มเติมว่า “อยากจะทำให้เกมสนุกและน่าสนใจมากขึ้น เช่น เพิ่มให้มีตัวละคร NPC ที่สามารถพูดคุยกับผู้เล่นได้ และตัวละครนั้นจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับสัตว์ป่าหิมพานต์ด้วย ไม่ใช่แค่ขึ้นข้อความให้เราอ่านอย่างเดียว แต่ผู้เล่นจะรู้สึกเหมือนมีไกด์พานำเที่ยวในป่าหิมพานต์จริงๆ และเป็นไกด์ AI ที่สามารถโต้ตอบได้จริง”
ความสำเร็จของเกมนี้ยังได้รับการต่อยอดไปสู่การจัดแสดงในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 โดยใช้เทคนิค John Henry Pepper's Ghost หรือเทคนิคการลวงตาทางสายตามาสร้างภาพจำลองตัวละครให้ดูโปร่งแสง และมีมิติเสมือนมีชีวิตจริงปรากฏตัวอยู่ในนิทรรศการ ซึ่งเทคนิคนี้ช่วยให้นักแสดงบนเวที หรือผู้เข้าชมสามารถมีส่วนร่วมกับโลกเสมือนได้อย่างแนบเนียน สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ที่แวะเวียนมาเยี่ยมชมบูทเป็นอย่างมาก
นางสาววลัญช์ภัคยังกล่าวทิ้งท้ายถึงความรู้สึกและก้าวต่อไปว่า “รู้สึกดีใจมากที่ผลงานได้นำไปโชว์ในนิทรรศการ และได้รับโอกาสให้เป็นตัวแทนจากมหาวิทยาลัยไปลงแข่งบนเวทีภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 หลังจากนี้ก็จะเตรียมตัวให้พร้อมมากขึ้น ทั้งเรื่องการอธิบายแนวคิดและวิธีการนำเสนอเพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุด ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ บัญญพนต์ พูลสวัสดิ์ และมหาวิทยาลัยที่ได้ให้โอกาสหนูแสดงผลงานในครั้งนี้”
AI อัจฉริยะเพื่อการคัดกรองออทิสติกเบื้องต้นจากภาพวาด
ในขณะที่เทคโนโลยีกำลังช่วยอนุรักษ์วัฒนธรรม อีกด้านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อช่วยแก้ปัญหาสาธารณสุขอย่างโครงการ “Screening Drawing ASD” หรือระบบจำแนกภาวะออทิสติกในเด็กจากภาพวาด ผลงานของ นางสาวสุดารัตน์ ภู่ทอง หรือ โอปอล นักศึกษาระดับปริญญาเอก วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE)
โดย นางสาวสุดารัตน์ ซึ่งมีพื้นฐานเดิมจากด้านศิลปะแต่เปลี่ยนสายมาเรียนด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ เล่าถึงแรงบันดาลใจที่ทำให้เธอหันมาสนใจเรื่องนี้ว่า “เริ่มจากการที่เราชอบศิลปะก่อน แล้วเราก็มองดูว่าศิลปะสามารถไปใช้ประโยชน์ หรือทำคุณประโยชน์ได้มากกว่าแค่ความสวยงาม ทีนี้ก็เลยไปรีเสิร์ชดูงานวิจัยพบว่าในประเทศไทยมีจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นน้อยมาก และเริ่มมีเด็กที่เป็นออทิสติกเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ”
“ในขณะที่สัดส่วนการรักษายังไม่สมดุลกัน เราจึงคิดหาวิธีที่จะทำให้กระบวนการคัดกรองสะดวกสบายขึ้น โดยดึงเรื่องของศิลปะมาใช้ เพราะเด็กกับศิลปะเป็นของคู่กัน ซึ่งนอกจากจะทำได้ง่ายกว่าการไปสังเกตพฤติกรรมระยะยาว หรือการทำแบบสอบถามที่เด็กมักจะไม่ค่อยชอบ การเปลี่ยนเป็นการวาดรูปยังช่วยให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายและสามารถทำได้เต็มที่ เพราะปัญหาที่ผ่านมาคือ กว่าเด็กจะเข้าสู่กระบวนการรักษาตามช่วงอายุที่ควรได้รับการพัฒนา ก็เลยช่วงอายุไปแล้ว จนเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่ทำให้รักษาไม่ทันท่วงที” นางสาวสุดารัตน์กล่าวเสริม
เธอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการวิจัยว่าจำนวนจิตแพทย์เด็กมีเพียงประมาณ 300 คน และมักกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดใหญ่ ในขณะที่เด็กที่เข้าข่ายภาวะออทิสติกที่รอรับการรักษามีสูงถึง 200,000 คน และยังมีกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการตรวจประเมินอีกจำนวนมาก ซึ่งหากวินิจฉัยผิดพลาดหรือรักษาล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อการเข้าสังคม การเรียน และการทำงานในระยะยาว
กระบวนการทำงานของระบบนี้ถูกออกแบบมาให้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยใช้เทคโนโลยี Deep Learning (CNN) ผ่านโมเดล ResNet-50 ในการวิเคราะห์ภาพวาดสัตว์ 4 ชนิด ได้แก่ แมวน้ำ ปลาดาว ปลา และเต่า ระบบจะตรวจสอบจากองค์ประกอบหลัก เช่น ลายเส้น รูปทรง ความสมดุล การใช้สี และแรงกดปากกา เพื่อประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
นางสาวสุดารัตน์ยังอธิบายขั้นตอนการใช้งานของระบบว่า “ขั้นตอนคือเราจะให้เด็กวาดรูปปลาดาว หรือรูปอะไรนั้นๆ ให้เด็ก แล้วนำรูปที่เด็กวาดไปเข้าเครื่องตรวจพร้อมใส่รูปต้นฉบับเข้าไป ระบบจะประเมินโดยมีหลักการตรวจจับเส้น รูปร่าง รูปทรง ความสมดุล องค์ประกอบ การใช้สี และแรงกดปากกา”
“โดย AI จะแจ้งผลทันทีว่าภาพมีภาวะเสี่ยงหรือไม่ หากมีความเสี่ยงก็จะระบุรายละเอียดว่าบกพร่องตรงไหน เช่น รูปทรงบิดเบี้ยว ซึ่งประมวลผลได้ภายในไม่กี่วินาที” นางสาวสุดารัตน์ชี้ให้เห็นถึงความรวดเร็วในการประมวลผล
สำหรับผลจากการทดสอบในกลุ่มตัวอย่างเด็ก 105 คน แบ่งเป็นเด็กออทิสติก 50 คน และเด็กปกติ 55 คน พบว่า AI มีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 91.1 ช่วยให้ผู้ปกครองคัดกรองเบื้องต้นได้เองที่บ้านผ่านสมาร์ทโฟนเพียงแค่มีกระดาษและดินสอ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอุปกรณ์ราคาแพงอย่างแท็บเล็ต ขณะที่ในอนาคตเธอตั้งเป้าจะยกระดับสู่ระบบ Pose Detection Estimation แบบ Real-time เพื่อตรวจจับท่าทางและพฤติกรรมขณะที่เด็กกำลังวาดภาพ โดยระบบจะวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของหัวไหล่ ข้อศอก ข้อมือ และข้อนิ้ว โดยจะไม่มีการจัดเก็บหรือตรวจจับใบหน้าของเด็กแต่อย่างใด เพื่อรักษาความเป็นส่วนตัวและไม่รุกล้ำสิทธิของเด็ก
“ก้าวถัดไปเราจะทำเป็นระบบ Detection ในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชัน เพื่อให้ถ่ายสแกนและตรวจจับได้ทันทีขณะที่เด็กกำลังวาดภาพว่ามีภาวะเสี่ยงหรือไม่ ซึ่งจะช่วยให้เห็นอิริยาบถและสังเกตพฤติกรรมได้แม่นยำขึ้น เช่น การยกข้อมือหรือการขยับนิ้วมือ เพราะในทางการแพทย์จะให้ความสำคัญกับการสังเกตพฤติกรรมเหล่านี้ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ภาพวาด
“ที่สำคัญ นวัตกรรมนี้จะช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคคลให้เห็นผลได้เร็วขึ้น ยิ่งเรารู้เร็วว่าเด็กเป็นอย่างไร ก็ยิ่งพัฒนาได้ถูกทาง ง่ายขึ้น และแม่นยำขึ้น เนื่องจากในแง่การรักษาเวลานั้นไม่เคยรอใคร หากปล่อยให้เนิ่นนานจนอายุมากขึ้น การแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างอาจทำได้ช้าลงตามธรรมชาติของมนุษย์ การรู้ล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งที่ประหยัดทรัพยากรและเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กมากที่สุด” นางสาวสุดารัตน์กล่าวทิ้งท้าย
ยกระดับน้ำผึ้งชันโรงสู่กัมมีพรีเมียม เปลี่ยนปัญหาชุมชนให้เป็นโอกาสธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ในโลกดิจิทัล แต่ยังขยายผลไปสู่ภาคการเกษตรและการแปรรูปอาหารผ่านแบรนด์ “MELLUNE” ผลิตภัณฑ์เยลลีกัมมีเลมอนน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นโครงการบูรณาการร่วมกันเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ระหว่างนักศึกษาคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) และวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) โดยมี นางสาวสุภาภรณ์ บาลจิตร เป็นตัวแทนกลุ่มและผู้ให้ข้อมูลหลัก
นางสาวสุภาภรณ์ได้เล่าถึงเหตุผลที่เลือกแปรรูปน้ำผึ้งชันโรงจากสวนเกษตรธรรมชาติลัดดาวัลย์ จังหวัดนนทบุรีว่า “เราอยากเชิดชูคุณค่าของน้ำผึ้งชันโรง เนื่องจากส่วนใหญ่มักถูกนำไปทำเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ เช่น สบู่ หรือสเปรย์ฉีดพ่นคอ และจากการสำรวจก็พบว่ายังไม่มีใครนำมาทำเป็นของหวานเนื่องจากวัตถุดิบมีราคาค่อนข้างสูง กลุ่มของเราจึงสนใจนำมาแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมปรับราคาให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยจะวางจำหน่ายในราคากระปุกละ 79 บาท และบรรจุ 10 ชิ้น ซึ่งแม้ต้นทุนวัตถุดิบจะสูง แต่เราก็ตั้งใจทำด้วยใจแลกใจ”
นอกจากการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว นวัตกรรมนี้ยังช่วยทลายข้อจำกัดในภาคการผลิต โดยการแปรรูปเป็นเยลลี่กัมมี่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดของฤดูกาลเก็บเกี่ยวที่ปกติทำได้เพียงปีละ 2 ครั้ง (ทุก 6 เดือน) ให้สามารถมีสินค้าจำหน่ายและสร้างรายได้ได้ตลอดทั้งปี ขณะเดียวกันตัวผลิตภัณฑ์ยังคงจุดเด่นด้านสุขภาพด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติเพียง 3 ชนิด คือ น้ำผึ้งชันโรง น้ำเลมอน และน้ำขิง โดยไม่มีการเติมน้ำตาลและสารกันเสีย ซึ่งได้รับการพัฒนาสูตรโดย เชฟเมธิน มีไชยโย เพื่อให้เนื้อกัมมี่สามารถคงรูปได้ดีในอุณหภูมิปกติ
นางสาวสุภาภรณ์ยังอธิบายถึงข้อดีด้านการเก็บรักษาและช่องทางการตลาดว่า “น้ำผึ้งมักเก็บตามฤดูกาล ประมาณ 6 เดือนเก็บที การทำเยลลีจึงช่วยเพิ่มช่องทางการขาย และเยลลีอยู่ได้นานกว่าน้ำผึ้งปกติ สามารถวางอยู่นอกตู้เย็นได้ ซึ่งช่วยถนอมอาหารให้ยาวขึ้นกว่าเดิมและสะดวกในการจัดจำหน่ายมากขึ้น”
ในเชิงสิ่งแวดล้อม การพัฒนาแบรนด์นี้ยังส่งผลทางอ้อมต่อการอนุรักษ์ระบบนิเวศในท้องถิ่น เพราะผึ้งชันโรงต้องอาศัยพรรณไม้หลากหลายในการสร้างน้ำผึ้งคุณภาพ ทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้ความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจและธรรมชาติไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลเศรษฐกิจ BCG ที่นำมาปรับใช้ในโครงการ
“สิ่งแวดล้อมเหมือนเราต้องรักษาให้น้ำผึ้งชันโรงอยู่ต่อไป” นางสาวสุภาภรณ์ ระบุด้วยรอยยิ้ม “เพราะชันโรงค่อนข้างเลี้ยงยากมากในบางพื้นที่ เราต้องมีพวกต้นไม้ดอกไม้ให้ตัวผึ้งอยู่ด้วย ที่สำคัญเรายังต้องเดาใจตัวผึ้งด้วย เพราะผึ้งมันแล้วแต่ว่าวันนี้มันจะไปดูดเกสรมาไหม บางวันมันก็ออกมาแป๊บเดียวมันก็เข้า”
ความสำเร็จและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามของแบรนด์ MELLUNE ยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในงานนี้ แต่ได้รับการพิสูจน์มาแล้วตั้งแต่แกะกล่องจากการไปร่วมจัดบูทแสดงผลงานในงาน OTOP จังหวัดนนทบุรี ซึ่งในครั้งนั้นนอกจากผลิตภัณฑ์ได้รับความสนใจจากอาจารย์ต่างคณะและบุคคลภายนอกอย่างท่วมท้น ยังได้รับคำชื่นชมจาก นายเชษฐา โมสิกรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ในฐานะนวัตกรรมธุรกิจที่สามารถยกระดับสินค้าชุมชนได้อย่างน่าประทับใจ
“สำหรับผลตอบรับที่เกินคาด หนูรู้สึกดีใจเพราะไม่คิดว่าโครงการแรกที่ทำจะใหญ่และมาได้ไกลขนาดนี้ ถือว่าได้เปิดประสบการณ์มาก เห็นอาจารย์ต่างคณะและต่างสถาบัน เขาชื่นชมและชื่นชอบเพราะไม่เคยรับประทานเยลลีรสนี้ เขามีการสอบถามว่าเปิดขายมั้ยเพราะอยากซื้อ”
“ที่สำคัญ พวกป้าๆ ที่เราไปช่วยเขาบอกให้พวกเราแวะเข้าไปหาอีกเรื่อยๆ เพราะพวกเขารู้สึกดีใจมากที่เราไปต่อยอดตัวน้ำผึ้งชันโรงให้คนรู้จักเยอะขึ้น” นางสาวสุภาภรณ์เล่าถึงความตื้นตันใจของชุมชน
ทั้งนี้ ภายในงานการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย (SUN Thailand) สัญจร ประจำปี พ.ศ. 2569 ยังมีบูทจัดแสดงนิทรรศการที่นำเสนอผลงานวิจัยเพื่อพัฒนาอีกหลากหลายรูปแบบ ตามแนวทางการพัฒนาศักยภาพรายบุคคลผ่านการสร้างสรรค์งานวิจัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน ตามแนวคิดของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี DPU ซึ่งผลผลิตที่ออกมาไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาและคณาจารย์เท่านั้น แต่ทุกผลงานยังเป็นต้นแบบที่พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้สนใจนำไปต่อยอด เพื่อร่วมขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป


