xs
xsm
sm
md
lg

DPU ผนึก 5 หน่วยงาน ลงนาม Thai Wellness Therapist Program ยกระดับศักยภาพกำลังคนเวลเนสไทยสู่มาตรฐานสากล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพโลก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ 5 ภาคีเครือข่าย ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) Thai Wellness Therapist Program เพื่อร่วมกันพัฒนาหลักสูตรและยกระดับกำลังคนด้านเวลเนสของประเทศไทยให้มีมาตรฐานสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจสุขภาพในระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน เข้าร่วมงานซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569

สำหรับผู้ร่วมลงนามประกอบด้วย นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, นพ.ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน), นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท และนายสุนัย วชิรวราการ นายกสมาคมสปาไทย

ภายในงานยังได้รับเกียรติ จากคณบดีจาก 8 คณะ/วิทยาลัย ในกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้เข้าร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือครั้งนี้ ได้แก่ วิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ,  วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์, คณะเทคนิคการแพทย์, คณะกายภาพบำบัด, วิทยาลัยทัศนมาตรศาสตร์, คณะวิทยาศาสตร์การกีฬาสุขภาพ, วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส และ คณะวิทยาศาสตร์  

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งยกระดับสุขภาพให้เป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพสร้างรายได้ หรือ Health for Wealth เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ โดยผลักดันอุตสาหกรรมการแพทย์ทุกแขนง รวมถึงผลิตภัณฑ์สมุนไพรและบริการสุขภาพของไทย ให้สามารถแข่งขันและเติบโตในตลาดสุขภาพระดับโลก พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub อย่างแท้จริง

“หนึ่งในแนวทางสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว คือ การยกระดับการแพทย์แผนไทย นวดไทย และสมุนไพรไทย ควบคู่กับการพัฒนากำลังคนด้านเวลเนสที่มีมาตรฐาน เพื่อเป็นกลไกหลักในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ทั้งในด้านบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการขยายโอกาสสู่ตลาดสากล อันจะช่วยสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว


ปัจจุบันเศรษฐกิจเวลเนสของประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท มีขนาดเศรษฐกิจอยู่ในอันดับที่ 24 ของโลก ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ของไทย มีความโดดเด่นและได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 15 ของโลก อย่างไรก็ตามความท้าทายสำคัญคือการขาดแคลนบุคลากรด้านการบำบัด หรือ Therapist ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล หากไม่เร่งพัฒนากำลังคนในด้านนี้ อาจส่งผลต่อศักยภาพในการรองรับนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

นายพัฒนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมเวลเนสโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากการมุ่งชะลอวัย ไปสู่การส่งเสริมการมีอายุยืนอย่างมีสุขภาพดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ยาวนานที่สุด รวมถึงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาวะด้านระบบประสาท หรือ Neurowellness ซึ่งเน้นการปรับสมดุลของระบบประสาทและสมอง เพื่อลดความเครียดและส่งเสริมสุขภาวะโดยรวม ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านซอฟต์พาวเวอร์สำคัญ คือ นวดไทยและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งสามารถตอบสนองต่อแนวโน้มและความต้องการของตลาดเวลเนสโลกได้อย่างชัดเจน

“ผมเชื่อมั่นว่าการลงนามครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้านนวดไทยและบริการด้านเวลเนส สู่การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล สนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ หรือ Medical & Wellness Hub พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และกระจายรายได้สู่ชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า บทบาทของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งนำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ได้มีวิสัยทัศน์ว่า มหาวิทยาลัยเรานอกจากจะผลิตบัณฑิตแล้ว จะต้องเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และนโยบายภาครัฐ เพื่อร่วมพัฒนากำลังคนที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต (Future Health Economy)

“การพัฒนาหลักสูตรในวันนี้ ต้องเริ่มจากความต้องการของประเทศและภาคอุตสาหกรรม (Demand-driven Curriculum) แล้วจึงออกแบบการเรียนรู้ร่วมกับภาคีเครือข่าย เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่พร้อมปฏิบัติงานได้จริงตั้งแต่วันแรกของการทำงาน” ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ดร.พีระยุทธ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นตัวอย่างของการขับเคลื่อน Academic Business Development ที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันอุดมศึกษา ในการร่วมออกแบบหลักสูตร พัฒนามาตรฐานวิชาชีพ และสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ (Learning Ecosystem) ที่เชื่อมต่อการศึกษา การวิจัย นวัตกรรม และการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้บูรณาการศักยภาพของ 8 คณะ/วิทยาลัย ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ เพื่อพัฒนาหลักสูตร Thai Wellness Therapist Program ให้มีมาตรฐานระดับสากล โดยผสานองค์ความรู้ด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยี นวัตกรรม และการบริหารธุรกิจสุขภาพ เพื่อผลิตบุคลากรที่ตอบสนองต่ออุตสาหกรรม Wellness และ Healthy Longevity ที่กำลังเติบโตทั่วโลก

“การพัฒนาบุคลากรในยุคใหม่มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้ควบคู่กับการสร้างสมรรถนะและมาตรฐานวิชาชีพ รวมถึงความเข้าใจต่อผู้รับบริการ และสามารถสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้ นี่คือบทบาทของมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Medical & Wellness Hub อย่างยั่งยืน” ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ดร.พีระยุทธ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือระหว่าง DPU กับภาคีเครือข่ายครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือระยะยาวในการพัฒนาหลักสูตร งานวิจัย การพัฒนาบุคลากร และการเชื่อมโยงสู่ภาคอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับศักยภาพกำลังคนไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย

ขณะที่ ดร.นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก โดยในปี 2567 อุตสาหกรรมเวลเนสของไทยมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 4.27 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท อย่างไรก็ตาม ประเทศยังเผชิญความท้าทายสำคัญจากการขาดแคลนบุคลากรด้านการบำบัด (Therapist) ที่มีคุณภาพมากกว่า 70,000 คน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเวลเนสให้เติบโตอย่างยั่งยืน

“ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การร่วมกันสร้างระบบนิเวศกำลังคนเวลเนสไทยแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาการศึกษา การรับรองมาตรฐาน ไปจนถึงการเชื่อมโยงสู่การจ้างงาน การพัฒนาหลักสูตรเทอราปิสต์ ด้านเวลเนสไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพื่อผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Global Wellness Hub อย่างยั่งยืน และการจัดทำระบบ Digital Credential รวมถึงฐานข้อมูลกลางของบุคลากรด้านเวลเนสที่มีมาตรฐาน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดแรงงานทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ” อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวทิ้งท้าย