กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ประกาศผลรางวัลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ณ สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ ในโครงการสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรนวัตกรรมสู่ตลาดสากล ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หรือรางวัล AGRI PLUS AWARD 2026 ซึ่งผลการประกวดในรอบนี้ รางวัลชนะเลิศของประเทศในสาขานวัตกรรมเพื่อวิถีชีวิต ตกเป็นของแบรนด์ SANNY EXPERT ผลิตภัณฑ์สมุนไพรบำบัดปัญหาผมหงอกและดูแลหนังศีรษะของ “กิ๊ก-ณัชชา กาญจนเศรณีโภคิน” ศิษย์เก่าหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพแพทย์แผนไทย สาขาเวชกรรมไทยและเภสัชกรรมไทย รุ่นที่ 5 ของวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CHW-DPU) จากผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 264 ราย
สำหรับการประกวดในรอบตัดสิน มีผู้ประกอบการกลุ่มนวัตกรรมเกษตรแปรรูปขั้นสูงผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายทั้งหมด 28 ราย โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้เน้นพิจารณาจากเกณฑ์การขับเคลื่อนสินค้าเกษตรไทยให้กลายเป็นสินค้ามูลค่าสูง ในผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหาร (Food Innovation) กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร (Lifestyle Innovation) และกลุ่มผลิตภัณฑ์หรือบริการเกษตรนวัตกรรมใหม่ (Rising Star)
ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รางวัล ไม่เพียงแค่ต้องตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่เท่านั้น แต่ยังต้องมีศักยภาพในการขยายตลาดเชิงพาณิชย์ และเติบโตได้จริงทั้งในระดับประเทศและก้าวสู่ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน ซึ่งแบรนด์ SANNY EXPERT สามารถคว้าคะแนนสูงสุดมาครองได้สำเร็จ ในประเภทกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่อาหาร จากความโดดเด่นในการผสมผสานองค์ความรู้แพทย์แผนไทยและตำรับเภสัชกรรมไทยดั้งเดิม เข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว ร่วมกับการนำระบบเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ จัดเก็บ และติดตามผลการตรวจวัดสภาพหนังศีรษะ
จากห้องปฏิบัติการเคมีภัณฑ์ สู่จุดเปลี่ยนเรียนแพทย์แผนไทย
เบื้องหลังและการเดินทางของผลิตภัณฑ์นวัตกรรมชิ้นนี้ “กิ๊ก-ณัชชา กาญจนเศรณีโภคิน” เล่าให้ฟังว่าเดิมทีเธอเป็นนักวิจัยด้านการพัฒนาสูตรยาและเครื่องสำอางอยู่ในวงการความงามมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี ทำให้ชีวิตประจำวันต้องสัมผัสและคลุกคลีอยู่กับสารเคมีเข้มข้น โดยเฉพาะสารกลุ่มสเตียรอยด์และเคมีภัณฑ์แต่งสีแต่งกลิ่นแทบทุกวัน จนกระทั่งวันหนึ่งสารเคมีเหล่านั้นเกิดการสะสม และย้อนกลับมาทำลายสุขภาพผิวหนังของเธออย่างรุนแรง
อาการแพ้เรื้อรังที่รักษาอย่างไรก็ไม่หาย กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กิ๊กตัดสินใจหันหลังให้กับวงการเคมีภัณฑ์ แล้วมาศึกษาโครงสร้างงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติอย่างจริงจัง เพื่อสร้างธุรกิจสมุนไพรที่ถูกต้อง ปลอดภัย และอ้างอิงได้ตามหลักวิชาการ เธอจึงเลือกศึกษาต่อในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพแพทย์แผนไทย สาขาเวชกรรมไทยและเภสัชกรรมไทย ที่วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CHW-DPU) ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ตลอดระยะเวลา 3 ปี จนสำเร็จการศึกษา
"เราทำสูตรยาและเครื่องสำอางมานานกว่า 20 ปี อยู่กับเคมีเข้มข้นมาตลอด" กิ๊กย้อนความหลัง "จนวันหนึ่งเมื่อเกิดปัญหาผิวหนังสะสมขึ้นมาเองและรักษาไม่หาย สุดท้ายจึงตัดสินใจหันมาศึกษาโครงสร้างงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดจากพืชพรรณธรรมชาติ และเข้าเรียนหลักสูตรแพทย์แผนไทย แผน ก. เป็นเวลา 3 ปีเต็ม เพื่อนำองค์ความรู้ตรงนี้มาต่อยอดธุรกิจให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ"
อย่างไรก็ตาม ความรู้ความเข้าใจที่กิ๊กได้เรียนมานี้ กลายมาเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ช่วยทลายภาพจำเดิมๆ ของสมุนไพรไทย จากยาต้มดื่มหรือยาสมุนไพรพื้นบ้านตามความเชื่อ สู่การพัฒนาเป็นสารสกัดนวัตกรรมเข้มข้นด้วยเทคโนโลยีสมุนไพรขั้นสูงและการประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือ ทันสมัย อีกทั้งยังเป็นพื้นที่บ่มเพาะศักยภาพเพื่อเตรียมความพร้อมให้เธอก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่ ที่นำองค์ความรู้มาต่อจิ๊กซอว์จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศได้ตรงจุด
กิ๊กยังแชร์ความทรงจำในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยรอยยิ้มว่า สิ่งที่เธอได้รับกลับไปนอกเหนือจากตำรายาคือ โอกาสในการได้เจอคอนเนกชันที่ดี ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนๆ ที่เป็นคนทำงานและผู้ประกอบการ และวิธีการเรียนการสอนของ DPU ไม่ได้บังคับให้นักศึกษาทุกคนต้องทำสินค้าออกมาหน้าตาเหมือนกันหมด แต่สอนให้ต่อจิ๊กซอว์จากจุดแข็งเดิมที่มีอยู่ แล้วดึงความเป็นตัวเองออกมาทำธุรกิจ
"ตอนที่เข้ามาเรียนที่ DPU สิ่งที่ได้กลับมานอกจากความรู้เรื่องยาและสมุนไพรอย่างลึกซึ้งที่ช่วยจัดระเบียบวิธีคิดและปรับมุมมองธุรกิจใหม่แล้ว คือโอกาสที่ทำให้ได้เจอคอนเนกชันดีๆ ได้แลกเปลี่ยนมุมมองกับเพื่อนๆ" กิ๊กอธิบาย "ที่สำคัญที่สุดคือ วิธีการสอนของที่นี่ไม่ได้บังคับให้ทุกคนต้องทำสินค้าออกมาหน้าตาเหมือนกันหมด แต่สอนให้เราดึงความเป็นตัวเองออกมาทำธุรกิจในเวอร์ชันที่ดีที่สุด ทำให้มีความสุขและอยากก้าวไปให้สุดในทางที่ตัวเองถนัด จนสามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้กลายเป็นแบรนด์ที่อยู่ในใจลูกค้าได้ โดยไม่ต้องวิ่งตามใคร"
"นอกจากนี้ อาจารย์ทุกท่านยังน่ารักมาก ให้ความเป็นกันเอง ดูแลอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว" กิ๊กย้ำความประทับใจ "เพราะคณาจารย์ทุกท่านเข้าใจบริบทของคนทำงานและผู้ประกอบการ มีความยืดหยุ่นและพร้อมสนับสนุนให้เราดึงจุดเด่นและศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังให้คำแนะนำในการเชื่อมโยงจิ๊กซอว์ทางความรู้ เพื่อให้เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านสุขภาพที่ปลอดภัยและส่งตรงถึงมือผู้บริโภคทั้งระดับประเทศและระดับสากล”
เจาะลึกสูตรวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุลแก้ผมขาว-ผมร่วง
พลิกผลลัพธ์ตอบรับเทรนด์สุขภาพคนยุคใหม่
สำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรม แบรนด์ SANNY EXPERT วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ในรูปแบบการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย มุ่งตอบโจทย์อินไซต์ของผู้บริโภค ด้วยการแก้ปัญหาหนังศีรษะที่ต้นเหตุ ผ่านผลิตภัณฑ์ดาวเด่นที่คว้าแชมป์ประเทศไทย คือ "Anti-Gray Hair Tonic" โทนิคบำบัดปัญหาผมหงอกขาวชนิดไม่ต้องล้างออก โดยกลไกของสารสกัดจะเข้าไปฟื้นฟูระบบการสร้างเม็ดสีเมลานินลึกถึงระดับโมเลกุลของเซลล์สร้างเม็ดสี หรือ Melanocytes และคืนความเข้มให้เส้นผมกลับมาเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องย้อมทับเคมี ผลการทดสอบยังชี้ว่าเห็นผลลัพธ์จริงเมื่อใช้งานต่อเนื่อง 75 วัน หรือประมาณ 2.5 เดือน ด้วยประสิทธิภาพของสารสกัดหลัก Arcolys เข้มข้น 3% ที่มีงานวิจัยรองรับ
ความละเอียดอ่อนในการพัฒนาสูตรจากรากความรู้ยังถูกส่งต่อไปยังผลิตภัณฑ์คู่ขนานอีก 2 สูตรหลัก เพื่อดูแลหนังศีรษะทุกปัญหาให้ครบวงจร ทั้ง "Anti-Hair Loss Tonic” สูตรลดการหลุดร่วงและกระตุ้นการเกิดใหม่ของเส้นผม ที่ใช้สารสกัดออร์แกนิกจากต้นอ่อนถั่วลันเตาเข้มข้นสูง ผสานขิงสกัดหมักที่ให้สาร Gingerol และสารใหม่ในกลุ่ม Phenolic ที่มากกว่าสารสกัดขิงแบบเดิม และสารสกัดร่วมเกือบ 20 ชนิด นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการนำส่งสารสกัดจากเหง้าขิงหมักที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ช่วยให้สารสกัดซึมง่ายถึงโคนรากผมโดยตรง ซึ่งสถิติผลทดสอบพบว่าช่วยลดปัญหาผมขาดร่วงได้สูงถึง 95% และสูตรสุดท้ายคือ “Anti-Dandruff Tonic+Dandilys” สูตรสำหรับขจัดรังแค ควบคุมความมัน และลดอาการคัน ที่เน้นสูตรธรรมชาติปราศจากสารเคมีรุนแรง แต่ควบคุมความมันส่วนเกินยาวนานสูงสุดถึง 72 ชั่วโมง
กิ๊กยังบอกไปยิ้มไปว่า โทนิคทุกสูตรถูกออกแบบให้เป็นของเหลวใส เสมือนอาหารเลี้ยงเซลล์รากผมที่บางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ มีกลิ่นหอมสมุนไพรอ่อนๆ และให้ความรู้สึกเย็นสบายสดชื่นจากสารสกัดฤทธิ์เย็น หรือ Natural Cooling Effect ที่ช่วยให้ผ่อนคลาย แถมยังบรรจุในขวดแก้วสีน้ำตาลอำพันเพื่อปกป้องคุณภาพสารสกัด มาพร้อมหัวบีบหยดในตัว
นอกจากนี้ยังกิ๊กเล่าเสริมด้วยว่า แบรนด์ยังตั้งใจออกแบบให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ผลลัพธ์แบบ "ไม่ย้อม" ควบคู่ไปกับการใส่ใจคุณสมบัติรองเชิงสุขภาพองค์รวมเข้ามาเสริม เพื่อให้กลไกของสารสกัดธรรมชาติเข้าไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และผ่อนคลายระบบประสาทส่วนปลายบนหนังศีรษะ
ผลลัพธ์สำคัญที่ตามมาคือ ผลิตภัณฑ์สามารถ “ช่วยลดความตึงเครียดสะสม” และ “ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถนอนหลับสบายและพักผ่อนได้ลึกขึ้น” ได้อีกด้วย ทั้งนี้เพื่อให้เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน ควรหยดผลิตภัณฑ์ลงบนหนังศีรษะพร้อมนวดควบคู่กันอย่างต่อเนื่องทุกวันในช่วง 3–5 เดือนแรก โดยใช้เฉลี่ยประมาณ 1 ขวดต่อสัปดาห์ และใช้เป็นคอร์สจำนวน 12 ขวด ต่อเนื่องประมาณ 2–3 เดือน ซึ่งเป็นรูปแบบการใช้ที่แนะนำเพื่อดูแลผลลัพธ์ในระยะยาว หลังจากนั้นจึงสามารถลดความถี่ในการใช้ลง
“บนหนังศีรษะของคนเราคือจุดรวมของเส้นเลือดและเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกันทั่วร่างกาย เมื่อเรานวดกระตุ้นควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์ จะเกิดกลไกเรียกเลือดให้ไหลเวียนขึ้นมาเลี้ยงหนังศีรษะได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อระบบส่งสัญญาณประสาทและการไหลเวียนโลหิตทำงานได้สะดวก จะส่งผลโดยตรงต่อการลดความเครียดและเพิ่มคุณภาพการนอนหลับให้ลึกยิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คือเป็นการฟื้นฟูระบบจากภายในสู่ภายนอกเพื่อเปลี่ยนชีวิต เพราะหากจุดหนึ่งดีขึ้น จุดอื่นๆ ก็จะถูกเชื่อมโยงตามไปด้วย” กิ๊กเผย
ด้วยเหตุนี้ แบรนด์จึงไม่ได้มุ่งขายแต่ตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เลือกขับเคลื่อนธุรกิจในรูปแบบผลิตภัณฑ์ควบคู่บริการ เพื่อดูแลสุขภาพองค์รวม พร้อมสอนเทคนิคการนวดบำบัดอย่างถูกวิธี เพื่อการันตีผลลัพธ์ที่ปลอดภัยส่งตรงถึงมือผู้บริโภคจริงๆ เพราะเป้าหมายสูงสุดของกิ๊กคือการสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพที่ปลอดภัยและเห็นผลจริง ไม่ใช่แค่ความสวยงามภายนอก แต่ต้องลงลึกไปถึงการฟื้นฟูกลไกภายในเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว
ในขณะเดียวกัน แนวคิดดังกล่าวยังเป็นเสมือนเครื่องพิสูจน์ว่าสมุนไพรไทยเมื่อนำมาผสานวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสมัยใหม่ จะกลายเป็นเครื่องมือในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตคนยุคใหม่แบบสมบูรณ์ ซึ่งสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดโลกยุคปัจจุบันที่กิ๊กขยายความให้ฟังว่า “คนเราจะไม่ได้อวดความมั่งคั่งทางวัตถุกันอีกต่อไป แต่จะหันมาอวดเรื่องการมีสุขภาพดีแทน” โดยโมเดลธุรกิจที่วางไว้จะมุ่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างไปสู่ระบบการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันที่มีแกนหลักอยู่บนฐานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทยอย่างเบ็ดเสร็จ
“พื้นที่ตรงนี้จึงเป็นพื้นที่ Winning Zone ของแบรนด์ไทย และไทยเวลเนส เพราะสุขภาวะองค์รวมคือสิ่งที่โลกกำลังต้องการ และเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่เป็นเสมือนสินทรัพย์ในผืนแผ่นดินของบ้านเรา ซึ่งระบบนวัตกรรมสมุนไพรไทยพรีเมียมนี้เองคือคำตอบสำคัญบนเวทีสากลที่ไม่มีใครสามารถแย่งชิงไปจากแบรนด์คนไทยได้”
พรวนผืนดินหนุนเกษตรกรต้นน้ำ
พึ่งระบบ AI จัดฐานข้อมูล ยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก
นอกจากสรรพคุณข้างต้น กิ๊กได้เปิดใจถึงแนวคิดการสร้างความยั่งยืนที่ต้องเริ่มจากการจัดการห่วงโซ่คุณค่าที่มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของ “ต้นน้ำ” แบรนด์เข้าไปสนับสนุนเกษตรกรไทยผู้ปลูกขิงและหอมแดง ยกระดับวัตถุดิบที่เคยมีราคาตกต่ำเหลือกิโลกรัมละ 20-30 บาท ให้กลายเป็นวัตถุดิบคุณภาพสูง จากนั้นในกระบวนการ “กลางน้ำ” ได้นำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาใช้ในการหมักพิเศษเพื่อสกัดสารสำคัญให้มีอนุภาคเล็กระดับถุงสารอาหารซึมลึก
ก่อนจะส่งต่อไปสู่ “ปลายน้ำ” ในการผลิตเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพมูลค่าสูงพ่วงด้วยระบบเทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจวัดและจัดเก็บข้อมูล Data Tracking สภาพหนังศีรษะและเส้นผมของผู้ใช้จริง เพื่อส่งข้อมูลย้อนกลับไปเป็นฐานองค์ความรู้ให้แก่กลุ่มเกษตรกรต้นน้ำในการพัฒนาสายพันธุ์ และวางแนวทางการทำเกษตรกรรมได้อย่างแม่นยำ เพื่อพัฒนาผลผลิตทางการเกษตรให้ตอบโจทย์ตลาดโลกได้สูงสุด อันนำไปสู่การร่วมสร้างระบบนิเวศธุรกิจที่ทุกฝ่ายเติบโตไปด้วยกัน สามารถ “พลิกฟื้น” มูลค่าขึ้นมาได้หลายเท่าตัว ซึ่งเป็นการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากให้แก่พี่น้องเกษตรกรได้ “จริง” และเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดของกิ๊ก
ขณะที่การบุกตลาดต่างประเทศ แบรนด์ยังเลือกใช้ตัวผลิตภัณฑ์เป็น “ด่านหน้า” ในการเปิดประตูสู่ตลาดโลก เพื่อส่งออกชุดองค์ความรู้และศาสตร์การดูแลหนังศีรษะตามแบบฉบับแพทย์แผนไทยครบวงจรคู่ขนานกันไป โดยกิ๊กตั้งเป้าไว้ว่า “เราใช้ตัวผลิตภัณฑ์นี้เป็นเหมือนด่านหน้าในการขยายศักยภาพบนเวทีสากล ตัวอย่างพันธมิตรที่ประเทศฟิลิปปินส์ ที่เห็นผลลัพธ์เชิงประจักษ์ว่านวัตกรรมของเราช่วยให้คนไข้ไม่ต้องใส่หมวกหรือใส่วิกผมอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าภูมิปัญญาไทยมีศักยภาพการแข่งขันสูงและตอบโจทย์ Global Demand ได้เหนือกว่าคู่แข่ง” กิ๊กขยายความสำเร็จในต่างแดน
อย่างไรก็ดี ในการขับเคลื่อนภาพรวมทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างธุรกิจหรือวิชาชีพนี้ "กิ๊กเปรียบเทียบเรื่องนี้เป็นเหมือนการพรวนดิน” โดยโทนิคทำหน้าที่เสมือนอาหารเสริมที่เข้าไปชุบชีวิตและฟื้นฟูเซลล์รากผม ส่วนศาสตร์การนวดบำบัดแบบไทยคือการทำให้หนังศีรษะมีความนุ่มและผ่อนคลาย เมื่อดินพร้อมและระบบไหลเวียนโลหิตดี เส้นผมก็จะสามารถงอกงามขึ้นมาได้อย่างแข็งแรงและยั่งยืนด้วยตัวเอง ซึ่งอุปมาอุปไมยดังกล่าวยังสะท้อนให้เห็นว่า “ความสำเร็จในปัจจุบัน” ของแบรนด์เกิดขึ้นได้จากการวางรากฐานระบบข้อมูลหลังบ้านให้แข็งแรง
ที่สำคัญคือ “ภูมิปัญญา” และ “นวัตกรรมสมุนไพรไทยพรีเมียม” ยังคงมีศักยภาพที่จะเติบโตและขยายตัวไปบนเวทีโลกได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่อีกมาก หากได้รับการสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ แบรนด์ไทยจะประหนึ่งได้ขึ้นขับรถซูเปอร์คาร์ที่พร้อมพุ่งทะยานและนำพานวัตกรรมพืชสมุนไพรไปยึดพื้นที่ Winning Zone ในระดับสากลได้อย่างรวดเร็วและทรงพลัง
“เล็กพริกขี้หนู” ปรัชญา DPU ที่ถักทอระบบนิเวศสร้างคนสร้างอาชีพ
ขณะที่ รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ คณบดีวิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส (CHW) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมเปิดใจถึงความสำเร็จของศิษย์เก่ารุ่นที่ 5 ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสุขว่า คุณกิ๊กศึกษาในหลักสูตรพิเศษวันเสาร์-อาทิตย์ และด้วยพื้นฐานเดิมที่เป็นผู้ประกอบการที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เมื่อเข้ามารับการศึกษาจึงสามารถนำจิ๊กซอว์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอด และสร้างสรรค์นวัตกรรมจนประสบความสำเร็จและสำเร็จการศึกษาไปในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะผ่านการหล่อหลอมด้วยระบบการศึกษาที่ให้รู้ลึกในภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและหลักการสร้างนวัตกรรมสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ
หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ทางวิทยาลัยยังได้จัดโครงการพัฒนาทักษะ (Reskill) แพทย์แผนไทยขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดวิสัยทัศน์ให้นักศึกษาเห็นแนวโน้มด้านสุขภาพองค์รวมของโลก และดึงจุดแข็งของตัวเองออกมาโฟกัสธุรกิจให้ชัดเจน ยิ่งเมื่อคุณกิ๊กได้ร่วมมือกับทีมคลินิกอย่างหมออุ้ม (ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา) รองคณบดีฝ่ายการแพทย์แผนไทย CHW-DPU ก็ยิ่งช่วยผลักดันและพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมจนฝ่าฟันการคัดเลือกผ่านเข้ารอบและคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 พร้อมถ้วยพระราชทานมาได้ในที่สุด
“ผลิตภัณฑ์แก้ผมหงอกที่คุณกิ๊กพัฒนาขึ้น ไม่ใช่เพียงการใช้สมุนไพรแบบทั่วไป แต่เป็นการนำภูมิปัญญาไทยบวกกับนวัตกรรมมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก การเลือกใช้วัตถุดิบภายในประเทศ 100% ช่วยลดการนำเข้าและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงสุด ถือเป็นต้นแบบของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่พึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน และเป็นสิ่งที่ตอกย้ำคีย์เวิร์ดสำคัญคือ นวัตกรรมภูมิปัญญาไทยสู่สากล”
เมื่อถามถึงหัวใจสำคัญในการเรียนการสอน ท่านคณบดียังให้ความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่า ความแตกต่างของหลักสูตรคือการมุ่งเน้นส่งมอบองค์ความรู้เชิงลึกเพื่อสร้างผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่ที่มีเอกลักษณ์ไทยพรีเมียม สอดรับกับนโยบายของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ที่มุ่งยกระดับศักยภาพให้ผู้เรียนได้เป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุดนี้ ส่งผลให้สิ่งที่ผู้เรียนจะได้ติดตัวกลับไปคือเครือข่ายพันธมิตรในกลุ่มผู้ประกอบการเวลเนสที่เหนียวแน่น จนสามารถพัฒนาธุรกิจให้กลายเป็นหนึ่งในตองอูบนเส้นทางสายนี้ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน
“มันสนุกอย่างนี้ไง เห็นวิทยาลัยเราเป็นหน่วยงานเล็กๆ แต่เป็นเล็กพริกขี้หนู” รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ ย้ำ พร้อมระบุว่า ปัจจุบัน CHW-DPU ยังสามารถสร้างบุคลากรที่สร้างแรงขับเคลื่อนในวงการได้สูงมาก ผ่านการหล่อหลอมผู้ประกอบการและสร้างนวัตกรรมสู่อาชีพที่ยั่งยืนบนฐานภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย “ทำให้รุ่นที่มาเรียนต่อไปไม่ต้องกลัวว่าจะตีบตัน” และที่สำคัญคือ “ไม่ต้องกลัวว่าจะไปทับทางใคร”
ปักหมุดโรดแมปเชิงรุก
จับมือร่วมขยายโครงสร้างเวลเนสสากล
สำหรับทิศทางในอนาคต รศ.ดร.ภก.สุรพจน์ ได้เผยถึงแผนปฏิบัติการในขั้นตอนต่อไปว่า CHW-DPU ยังคงมุ่งมั่นพัฒนา "ผู้ประกอบการพันธุ์ใหม่" หรือ New Breed Entrepreneurs ผ่านการถ่ายทอด Know-How ทั้งด้านการตลาดและองค์ความรู้เชิงลึกของแพทย์แผนไทย ควบคู่ไปกับการวางโครงสร้างระบบแฟรนไชส์พรีเมียมคลินิกแพทย์แผนไทยและการนวดบำบัดต้นแบบ เพื่อเปิดพื้นที่ที่จะดึงศักยภาพและเอกลักษณ์ของนักศึกษาเข้าสู่ตลาดแรงงานสุขภาพระดับบนได้โดยตรงยิ่งขึ้น และรับประกันอนาคตเส้นทางอาชีพที่มั่นคงรองรับแน่นอน 100%
ด้านกิ๊กวางเป้าหมายระยะสั้นในการเร่งขยายช่องทางจัดจำหน่ายเข้าสู่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ รวมถึงเครือข่ายด้านเวลเนส สปา และซาลอน เพื่อให้ผู้บริโภคที่มีปัญหาเรื้อรังทั่วประเทศเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้น โดยแผนดังกล่าวจะดำเนินควบคู่กับการส่งมอบระบบบริหารจัดการให้แก่พันธมิตร ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งของกลยุทธ์บริการที่แบรนด์วางไว้
"การที่เราวางกลยุทธ์บริการที่หลากหลาย มีทั้งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และการส่งมอบระบบบริหารจัดการให้พันธมิตร เป็นสิ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นที่กิ๊กตั้งใจ เพราะเป้าหมายต่อจากนี้ไม่ใช่เพียงการขยายตลาดของแบรนด์ แต่คือการยกระดับภูมิปัญญาไทยให้กลายเป็นนวัตกรรมสุขภาพที่แข่งขันได้ในรูปแบบประสบการณ์ในระดับสากล พร้อมสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ ผู้ประกอบการ บุคลากรด้านสุขภาพ ไปจนถึงผู้บริโภคในตลาดเวลเนสโลก" กิ๊ก สรุปทิ้งท้าย


