มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เดินหน้าตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็นสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการจัดงานมหกรรมด้านความยั่งยืนครั้งยิ่งใหญ่ภายใต้ชื่อ DPU SX Sustainability & Innovation Expo 2026 ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน 2569 ณ บริเวณอาคาร 6 และ ศูนย์การเรียนรู้และหอสมุด โดยการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการนำเสนอผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยอย่างรอบด้าน ตลอดจนเปิดโอกาสให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ยังได้รับเกียรติครั้งสำคัญในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย หรือ SUN Thailand สัญจร ซึ่งมีคณะผู้บริหารระดับสูงทั้งอธิการบดี รองอธิการบดี และ ผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ เดินทางมาร่วมศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และร่วมชมความสำเร็จในการจัดงานครั้งนี้มากกว่า 100 ท่าน
ในพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการนั้น ได้รับเกียรติจาก ดร.ปรีเปรม นนทลีรักษ์ รองอธิการบดีอาวุโส สายงานการเงินและบริหาร เป็นประธานในพิธี พร้อมกล่าวว่า งานนี้เป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ที่รวบรวมความสำเร็จในการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นการนำพลังงานสะอาดมาใช้ภายในสถาบัน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารเรียน การบริหารจัดการขยะตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ตลอดจนการสร้างความร่วมมืออันดีกับหน่วยงานภายนอก เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรและนักศึกษาทุกคน ซึ่งพร้อมที่จะเติบโตไปเป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อโลกในอนาคต
ความสำเร็จสูงสุดที่สร้างความภาคภูมิใจและนำมาประกาศอย่างเป็นทางการภายในงาน คือการที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ได้รับการตรวจประเมินและขึ้นทะเบียนฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร (Carbon Footprint for Organization : CFO) ครอบคลุมทั่วทั้งพื้นที่และทุกหน่วยงานของมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ได้รับการบันทึกว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยที่สามารถผ่านการขึ้นทะเบียนในลักษณะครอบคลุมทั้งสถาบันเช่นนี้ ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังของฝ่ายบริหารในการจัดการและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งไปกว่านั้น การจัดงานในครั้งนี้ยังได้รับการรับรองให้เป็น การจัดงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นกลาง หรือ Carbon Neutral Event จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบอย่างสูงสุดต่อสิ่งแวดล้อมและลดผลกระทบทางสภาพภูมิอากาศจากการจัดกิจกรรมในทุกขั้นตอน
สำหรับบรรยากาศภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจและเปี่ยมด้วยองค์ความรู้มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติจากโครงการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในหัวข้อ “ประหยัดพลังงานไฟฟ้าในหน่วยงาน” ซึ่งเป็นโครงการเชิงรุกที่จัดขึ้นโดยคณะทำงานด้านการจัดการพลังงานและก๊าซเรือนกระจก โดยดำเนินการประกวดอย่างเข้มข้นในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคม 2568 และมีหน่วยงานภายในเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 9 หน่วยงาน ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า ฝ่ายซ่อมบำรุงอาคาร สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศไปครองได้สำเร็จจากการนำเสนอแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ในการประหยัดพลังงานที่เห็นผลชัดเจนที่สุด
ตามมาด้วยศูนย์การเรียนรู้และหอสมุดที่คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง และสายงานการเงินและบริหารที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ส่วนรางวัลชมเชยตกเป็นของหน่วยงานสนับสนุนทั่วไปและบริการ (General Support & Services) สายงานทรัพยากรบุคคล และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ซึ่งนอกจากพิธีมอบรางวัลแล้ว บนเวทียังจัดให้มีการเสวนาถอดบทเรียนความสำเร็จโดยตัวแทนจากหน่วยงานที่ชนะเลิศ เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์ วิธีการแก้ไขอุปสรรค และการสร้างแรงบันดาลใจในการลดการใช้พลังงานในสำนักงานที่สามารถทำตามได้ง่ายและไม่ต้องใช้งบประมาณสูง
นอกจากนี้ เวทีกลางยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศมาร่วมบรรยายพิเศษในช่วง Special Talk โดยในช่วงแรกเป็นการบรรยายของการไฟฟ้านครหลวง ในหัวข้อเกี่ยวกับเทคนิคการตรวจสอบค่าไฟฟ้าที่ผิดปกติและการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งให้ความรู้เชิงลึกที่สามารถนำไปปรับใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม และต่อเนื่องด้วยการบรรยายของบริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ในหัวข้อที่เกี่ยวกับการก้าวสู่อนาคตยานยนต์ไฟฟ้า การใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าอีวี และการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน ซึ่งช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและแนวโน้มการเติบโตในอนาคตอันใกล้
ในส่วนของนิทรรศการและการออกบูธกิจกรรมรอบบริเวณงาน บรรยากาศเป็นไปด้วยความคึกคักและมีผู้เข้าชมอย่างเนืองแน่น โดยมีการจัดแสดงบูธกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่มีความหลากหลายมากกว่ายี่สิบบูธ ภายใต้การแบ่งโซนออกเป็นห้าส่วนงาน เริ่มต้นจากงานด้านการประหยัดพลังงานและความปลอดภัยที่มีการออกร้านของการไฟฟ้านครหลวงนนทบุรี การประปานครหลวง บูธเครื่องปรับอากาศยี่ห้อมิเดีย (Midea) ที่นำนวัตกรรมระบบทำความเย็นประหยัดพลังงานขนาดใหญ่มาจัดแสดง บูธโซลาร์เซลล์จากบริษัทชั้นนำอย่าง Yarra Power และบูธกิจกรรมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยของคณะทำงาน SHE DPU การแสดงขั้นตอนการตรวจความปลอดภัยของอาหารจากฝ่ายสิ่งแวดล้อม สำนักงานเขตหลักสี่ ซึ่ง DPU ได้รับการรับรองคุณภาพอาหารในระดับดีเลิศของ กทม นอกจากนี้ยังมีการสาธิตอุปกรณ์ดับเพลิงอิมพีเรียล ต่อเนื่องด้วยงานด้านการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่จัดแสดงผลงานของหน่วยงานที่ชนะการประกวด และไฮไลต์เด่นอย่างสถานีจักรยานรักษ์โลก (Go Green Bike Station) ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสนุกแข่งขันปั่นจักรยานผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเพื่อชิงรางวัลพิเศษ
สำหรับงานการเสริมสร้างสุขภาวะทางกายและจิตใจ ได้มีการเปิดบูธโดยศูนย์สุขภาวะเพื่อให้บริการประเมินสุขภาพจิตตนเองและให้คำปรึกษา พร้อมจัดกิจกรรมรณรงค์การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีอย่างเต้นแอโรบิก ในขณะที่งานด้านการสร้างสังคมสีเขียว มีการจัดกิจกรรมที่เกิดจากการมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติจริง เช่น การสาธิตเทคโนโลยีและแจกผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากขยะเศษอาหารภายในมหาวิทยาลัย กิจกรรมให้ความรู้เรื่องการแยกขยะอย่างถูกวิธี การรณรงค์นำภาชนะส่วนตัวมาซื้ออาหารเพื่อสะสมแต้มแลกรางวัล รวมถึงบูธสะท้อนน้ำใจสู่สังคมด้วยการเปิดรับบริจาคเสื้อผ้าสิ่งของเพื่อมอบให้แก่มูลนิธิกระจกเงา และการรับบริจาคยารักษาโรคเพื่อส่งต่อให้กับโรงพยาบาลตาก ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณโซนลานน้ำพุยังมีการแจกกล้าไม้พันธุ์ดีที่ได้รับการสนับสนุนจากส่วนจัดการต้นน้ำและพัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จำนวน 300 ต้น เพื่อนำไปปลูกเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน
และปิดท้ายด้วยนิทรรศการด้านนวัตกรรมและการวิจัยของคณาจารย์และนักศึกษา สายงานวิชาการ สายงานวิจัย ซึ่งจัดแสดง ณ MakerSpace ของศูนย์การเรียนรู้และหอสมุด เพื่อสะท้อนศักยภาพของมหาวิทยาลัยในการสร้างสรรค์งานวิจัยที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของประเทศ
ความสำเร็จอย่างรอบด้านในการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงขีดความสามารถและความพร้อมของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืนได้ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์พร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้แก่สถาบันการศึกษาและองค์กรอื่นๆ ทั่วประเทศ ในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมสีเขียวและส่งมอบอนาคตที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นต่อไปอย่างมั่นคงถาวร


