xs
xsm
sm
md
lg

DPU จัดงานนพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 40 ยกระดับศักยภาพนักศึกษาต้นแบบ เสริมทักษะ 9 ด้าน สร้างผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ พร้อมขับเคลื่อนสังคมอย่างยั่งยืน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดพิธีประกาศผลรางวัลนพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 40 ประจำปีการศึกษา 2568 เพื่อคัดเลือกและเชิดชูนักศึกษาที่มีความโดดเด่นรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ กิจกรรม คุณธรรม จริยธรรม ภาวะผู้นำ และความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมี ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ให้เกียรติในพิธีมอบรางวัล พร้อมด้วย ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา คณบดี คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษาเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ

“รางวัลนพรัตน์ทองคำ” เป็นโครงการสำคัญที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีการศึกษา 2568 มีนักศึกษาจากวิทยาลัยและคณะวิชาต่าง ๆ ที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมโครงการจำนวน 49 คน โดยผลการประกวดรางวัลนพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 40 รางวัลชนะเลิศนพรัตน์ทองคำ ได้แก่ นางสาวสุมนภร สงวนคุณากร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี รางวัลรองชนะเลิศนพรัตน์ทองคำ ได้แก่ นายวชิราวุธ ยอดเกื้อ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการสร้างสรรค์ดิจิทัลคอนเทนต์และสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ และ นางสาวคริสติน เคน เตฮาดา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี

นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ โดยทีมที่ได้รับรางวัลผลงานนวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจยั่งยืน ได้แก่ ทีม DEKDAO ผลงาน PALMMEA Body Scrub สครับจากน้ำตาลโตนด รางวัล Friendship Award ได้แก่ นางสาวคริสติน เคน เตฮาดา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี และ รางวัล Outstanding Performance Award ได้แก่ นายชินวุฒิ ยุระชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการตลาดและการสร้างแบรนด์ในยุคดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี
 
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวให้โอวาทกับนักศึกษาที่ได้รับรางวัลนพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 40 ประจำปีการศึกษา 2568 ว่า รางวัลดังกล่าวถือเป็นรางวัลอันทรงเกียรติของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มอบให้แก่นักศึกษาผู้มีคุณสมบัติโดดเด่นตามหลัก “แก้ว 9 ดวง” ทั้งด้านความรู้ ความสามารถ ภาวะผู้นำ คุณธรรม จิตสำนึก และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งล้วนเป็นคุณลักษณะสำคัญของคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเติบโตและก้าวทันโลกธุรกิจยุคใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI รวมถึงแนวคิดด้านความยั่งยืน หรือ Sustainability ซึ่งล้วนเป็นแนวคิดสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน
ดร.ดาริกา กล่าวต่อว่า นักศึกษาที่ได้รับรางวัลในครั้งนี้ทุกคนถือเป็น “แก้วล้ำค่า” ของมหาวิทยาลัย เป็นกลุ่มนักศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งไม่เพียงมีความสามารถทางวิชาการและกิจกรรมเท่านั้น แต่ยังมีจิตสำนึกที่ดี มีความรับผิดชอบ และพร้อมนำความรู้ไปใช้เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

ทั้งนี้ ขอให้นักศึกษาทุกคนรักษาความดีงาม ความรู้ ภาวะผู้นำ และคุณธรรมตามหลักแก้ว 9 ดวงไว้ให้มั่น เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสำเร็จของตนเองในอนาคต พร้อมนำความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตนเอง ครอบครัว และมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ต่อไป
ด้าน ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการรางวัลนพรัตน์ทองคำ ประจำปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยได้ยกระดับกระบวนการคัดเลือกให้เข้มข้นและเป็นระบบมากขึ้น ผ่านความร่วมมือระหว่างสายงานกิจการนักศึกษาและฝ่ายวิชาการ เพื่อพิจารณาทั้งผลการเรียน ความสามารถด้านกิจกรรม และคุณลักษณะตามหลักแก้ว 9 ประการ ให้ผู้ได้รับรางวัลเป็นนักศึกษาต้นแบบที่มีความพร้อมทั้งด้านวิชาการ คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม


สำหรับ “นพรัตน์” ทั้ง 9 ดวง ประกอบด้วย ดวงที่ 1 เป็นผู้มีความรู้ด้านภาษา ดวงที่ 2 เป็นผู้มีความรู้ทางวิชาการและความรู้ด้านธุรกิจ ดวงที่ 3 เป็นผู้สามารถนำความรู้ไปใช้ได้อย่างเหมาะสม ดวงที่ 4 เป็นผู้มีความคิดก้าวหน้า ดวงที่ 5 เป็นผู้มีความขยันขันแข็ง เอาใจใส่ และอดทนต่อการทำงาน ดวงที่ 6 เป็นผู้มีมารยาทและความซื่อสัตย์ ดวงที่ 7 เป็นผู้มีความรับผิดชอบในหน้าที่ ดวงที่ 8 เป็นผู้รู้จักใช้โอกาส และดวงที่ 9 เป็นผู้มีปฏิภาณในการปฏิบัติหน้าที่ โดยคุณลักษณะเหล่านี้ถือเป็นกรอบสำคัญในการพัฒนานักศึกษาให้เติบโตเป็นบัณฑิตที่มีความรู้ ความสามารถ คุณธรรม และพร้อมสร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม

“ความพิเศษของโครงการในปีการศึกษา 2568 คือ การออกแบบกระบวนการคัดเลือกและพัฒนานักศึกษาตลอด 1 ปีการศึกษา ตั้งแต่ช่วงเปิดภาคเรียนจนถึงสิ้นภาคการศึกษา โดยนักศึกษาที่เข้าร่วมต้องผ่านทั้งการคัดเลือก การทำกิจกรรม การพัฒนาศักยภาพ และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการพิจารณาผลการเรียนและผลงานทางวิชาการเป็นหนึ่งในตัวชี้วัด จากนักศึกษาที่ผ่านเกณฑ์เบื้องต้นจำนวน 80 คน คณะกรรมการได้ติดตามพัฒนาการผ่านกิจกรรมและการประเมินในหลายมิติ จนเหลือผู้ผ่านเกณฑ์รอบสุดท้ายจำนวน 49 คน”รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ กล่าวว่า เกณฑ์การตัดสินรางวัลคณะกรรมการพิจารณาจากหลายองค์ประกอบ โดยเฉพาะการนำผลงาน Capstone Project มาเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การพิจารณาคะแนน แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนักศึกษาทั้งในด้านความคิดสร้างสรรค์ การทำงานเป็นทีม การวางแผน รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้สู่การปฏิบัติจริง นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาด้านผลการเรียนในระดับดีเยี่ยม การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างสม่ำเสมอ ความมีวินัย ความมีไมตรี จิตใจดี จิตสำนึกสาธารณะ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อคัดเลือกนักศึกษาที่สามารถดำรงตนและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม ทั้งในบริบทสังคมไทยและสังคมนานาชาติ ในฐานะนักศึกษาต้นแบบของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

“ตลอดกระบวนการของโครงการ นักศึกษาได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองผ่านประสบการณ์นอกห้องเรียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการทำงานเป็นทีม การทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนต่างคณะ การทำงานร่วมกับอาจารย์ บุคลากร และทีมงานของมหาวิทยาลัย รวมถึงการเรียนรู้จากวิทยากรภายนอกและการศึกษาดูงาน ซึ่งจะช่วยเปิดมุมมอง ฝึกความรับผิดชอบ เสริมทักษะการสื่อสาร และสร้างประสบการณ์การทำงานร่วมกับผู้อื่นในสถานการณ์จริง” รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว

ขณะเดียวกัน โครงการยังให้ความสำคัญกับการเตรียมนักศึกษาให้พร้อมต่อโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะในช่วงที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทต่อการเรียนและการทำงาน นักศึกษาจึงต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยี ใช้ AI อย่างเหมาะสม และพัฒนาทักษะสำคัญของมนุษย์ควบคู่กัน ทั้งการสื่อสาร การแก้ปัญหา การตัดสินใจ และการปรับตัว เพื่อเติบโตเป็นบัณฑิตที่มีทั้งความรู้ ทักษะ คุณธรรม และความพร้อมต่อโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ นักศึกษาที่ได้รับรางวัลนพรัตน์ทองคำในปีนี้ ยังมีโอกาสได้รับการพิจารณาต่อยอดสู่ รางวัล ดร.ไสว สุทธิพิทักษ์ ในวันสำเร็จการศึกษา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งรางวัลเกียรติยศของมหาวิทยาลัย สำหรับนักศึกษาที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักแก้ว 9 ประการ มีผลการเรียนดีเยี่ยม และประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างความภาคภูมิใจให้แก่ตัวนักศึกษา ครอบครัว และมหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า DPU จะเดินหน้าพัฒนาโครงการรางวัลนพรัตน์ทองคำอย่างต่อเนื่อง ให้สอดคล้องกับบริบทของโลก เทคโนโลยี และความต้องการของสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ โดยปรับรูปแบบกิจกรรม เนื้อหาการเรียนรู้ และกระบวนการบ่มเพาะนักศึกษาให้ทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้รางวัลดังกล่าวเป็นมากกว่าการเชิดชูเกียรติและเป็นพื้นที่สร้างนักศึกษาต้นแบบที่พร้อมเติบโตเป็นพลังสำคัญของประเทศต่อไป


นางสาวสุมนภร สงวนคุณากร นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาธุรกิจระหว่างประเทศ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ “นพรัตน์ทองคำ ครั้งที่ 40” ประจำปีการศึกษา 2568 เปิดเผยภายหลังได้รับรางวัลว่า รู้สึกภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ โดยจุดเริ่มต้นที่เข้าร่วมโครงการ เกิดจากแรงบันดาลใจที่ได้เห็นรุ่นพี่เข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่ตนเองอยู่ชั้นปีที่ 1 จึงตั้งใจว่าวันหนึ่งอยากมีโอกาสเข้าร่วมโครงการนี้ เพื่อฝึกฝนตนเองและเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ นอกห้องเรียน

ตลอดระยะเวลาที่เข้าร่วมโครงการ ได้เรียนรู้กิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการทำโปรเจกต์ การเข้าร่วมสัมมนา และการทำงานร่วมกับเพื่อนต่างคณะและต่างสาขา ซึ่งช่วยฝึกทักษะสำคัญหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การแบ่งหน้าที่ ความรับผิดชอบ การปรับตัว และการทำงานร่วมกันเป็นทีม โดยผลงานสำคัญที่มีส่วนในการประกวด คือ โปรเจกต์ “ไวน์สับปะรดน้ำตาลโตนด” ที่พัฒนาร่วมกับชุมชนใน จ.เพชรบุรี เพื่อนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นการนำความรู้จากห้องเรียนไปประยุกต์ใช้กับชุมชนจริง

ขณะที่ นางสาวคริสติน เคน เตฮาดา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ผู้ได้รับรางวัลรองชนะเลิศนพรัตน์ทองคำ รางวัล “นวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจยั่งยืน” และรางวัล Friendship Award กล่าวว่า ผลงาน “บอดี้สครับจากน้ำตาลโตนด” เกิดจากการลงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกับโครงการนพรัตน์ทองคำ โดยทีมได้นำวัตถุดิบท้องถิ่นใน จ.เพชรบุรี มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้น้ำตาลโตนดและสะท้อนศักยภาพของวัตถุดิบชุมชนที่สามารถพัฒนาได้มากกว่าผลิตภัณฑ์อาหาร จุดเด่นของบอดี้สครับคือการพัฒนาสูตรให้มีความอ่อนโยน ไม่บาดผิว ลดปัญหาการอุดตัน และช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นหลังใช้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์พัฒนาเป็นรูปแบบกระปุกวางจำหน่ายในราคากระปุกละ 219 บาท

นางสาวคริสติน กล่าวเพิ่มเติมว่า การเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งการคิดไอเดีย การเลือกวัตถุดิบ การแก้ปัญหา การทดลองพัฒนา การนำเสนอ และการจำหน่ายจริง โดยทีมมีแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนากลิ่นให้หลากหลายขึ้นตามความต้องการของลูกค้า ซึ่งช่วยเสริมทั้งทักษะด้านนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และความมั่นใจในการนำความรู้จากห้องเรียนไปใช้กับสถานการณ์จริง

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของพิธีการ ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานกิจการนักศึกษา ได้มอบโล่และเกียรติบัตรให้แก่คณะกรรมการสโมสรนักศึกษา ประธานวิทยาลัย/คณะ และคณะกรรมการชมรม ประจำปี 2568 ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง เพื่อยกย่องในการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมนักศึกษา ตลอดจนสนับสนุนการแสดงศักยภาพในด้านต่าง ๆ ผ่านการทำงานเป็นทีม ภาวะผู้นำ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยอย่างสร้างสรรค์