xs
xsm
sm
md
lg

DPU ร่วมขับเคลื่อน “ย่านสร้างสรรค์เขตหลักสี่” ส่งนักศึกษาสัมผัสท่องเที่ยวชุมชน เชื่อมการเรียนรู้จริงสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในกิจกรรมย่านสร้างสรรค์เขตหลักสี่ ประจำปี 2569 “Chic Chill All Day เที่ยวเก๋ๆ @หลักสี่” ซึ่งจัดโดยสำนักงานเขตหลักสี่ เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ณ สวนเปรมประชาวนารักษ์ วัดหลักสี่ พระอารามหลวง และศูนย์การค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และสร้างการรับรู้ศักยภาพของพื้นที่เขตหลักสี่ในฐานะย่านสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม วิถีชุมชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา

กิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นางสาวปัญชพัฒน์ หลักดี ผู้ช่วยปลัดกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายตกานต์ สุนนทวุฒิ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร นายประจวบ น้อยอามาตย์ และนายธเนส แสงอาภา ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตหลักสี่ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตหลักสี่ สภาวัฒนธรรมเขตหลักสี่ หน่วยงานภาคีเครือข่าย ภาคเอกชน ชุมชนในพื้นที่ และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการผลักดันพื้นที่เขตหลักสี่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่เข้าถึงง่ายและสามารถเที่ยวครบจบได้ภายในวันเดียว

ในนามมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ผศ.ดร.วันวร จะนู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส ได้ร่วมเป็นวิทยากรในการเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ การเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวชุมชนกับการเรียนรู้ของเยาวชนและนักศึกษา ตลอดจนการต่อยอดศักยภาพของพื้นที่ให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ขณะที่ อ.ภควดี วรรณพฤกษ์ อาจารย์คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ได้นำนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน ผ่านการสัมผัสพื้นที่จริง ชุมชนจริง และรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สามารถนำไปต่อยอดในการเรียนและการทำงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ในอนาคต

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สัมผัสเสน่ห์ของเขตหลักสี่ผ่านกิจกรรมหลากหลาย เริ่มจากการเยี่ยมชมสวนเปรมประชาวนารักษ์ ชมการแสดงบ้านตุ๊กกะตุ่น หุ่นกระบอกไทย โดย ดร.นิเวศ แววสมณะ ผู้ก่อตั้งบ้านตุ๊กกะตุ่น ร่วมเรียนรู้การเชิดหุ่นกระบอกและกิจกรรมสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมชมการแสดงหุ่นสายเสมา การแสดงดนตรีไทยจากคณะปัญญาผลดนตรีไทย และคณะรักษ์ดีดนตรีไทย รวมถึงเลือกซื้อสินค้า OTOP และของดีเขตหลักสี่จากบูทชุมชนที่นำผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นมาจัดแสดงและจำหน่ายภายในงาน

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรม “ล่องเรือชมวิถีชีวิตชุมชนริมคลองเปรมประชากร” ซึ่งพาผู้เข้าร่วมเดินทางจากพื้นที่สวนเปรมประชาวนารักษ์ไปยังวัดหลักสี่ พระอารามหลวง เพื่อสัมผัสบรรยากาศสองฝั่งคลอง วิถีชีวิตริมสายน้ำ และเรื่องราวของชุมชนเก่าแก่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เมื่อเดินทางถึงวัดหลักสี่ พระอารามหลวง ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สักการะพระบรมสารีริกธาตุ ชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง ขอพรหลวงปู่ขาว เขมาราโม และลอดซุ้มธนบัตรเพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงมิติศาสนา วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืน


กิจกรรม “Chic Chill All Day เที่ยวเก๋ๆ @หลักสี่” จัดขึ้นจากความร่วมมือของสำนักงานเขตหลักสี่ ศูนย์การค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ สวนเปรมประชาวนารักษ์ สภาองค์กรชุมชนเขตหลักสี่ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ภาคเอกชน เช่น บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) BJC Big C รวมถึง มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มูลนิธิหุ่นสายเสมา ศิลปะเพื่อสังคม บ้านตุ๊กกะตุ่น หุ่นกระบอกไทย และรายการเลิกบุหรี่ดีต่อใจ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้ประชาชน นักศึกษา และชุมชน ได้ร่วมกันเรียนรู้ ส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนผ่านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ ภายในศูนย์การค้าไอทีสแควร์ หลักสี่ ยังมีกิจกรรมเสวนาวิถีชีวิตริมคลองเปรมประชากร การแสดงศิลปวัฒนธรรม กิจกรรม Workshop สร้างสรรค์ และบูธสินค้า OTOP ของดีเขตหลักสี่ เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบที่ใกล้ตัวมากขึ้น

ทั้งนี้ ผศ.ดร.วันวร จะนู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งได้รับเชิญเป็นวิทยากรในงานเสวนา เป็นผู้มีความสนใจและเคยศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชุมชนในพื้นที่หลักสี่มาอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อปี 2551 ได้จัดทำงานวิจัยเรื่อง “วิถีชุมชนสี่แยกทางน้ำ : วิถีเมือง วิถีคน ชุมชนที่แปรเปลี่ยน” ซึ่งเป็นงานวิจัยแนวประวัติศาสตร์ชุมชนที่ศึกษาความเป็นมา อัตลักษณ์ และความเปลี่ยนแปลงของชุมชนบริเวณจุดตัดระหว่างคลองบางเขนกับคลองเปรมประชากร หรือที่เรียกว่า “สี่แยกทางน้ำ” โดยให้ความสำคัญกับการบันทึกเรื่องราวของชุมชนผ่านเอกสาร การสังเกต และประวัติศาสตร์บอกเล่าจากคนในพื้นที่ เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการบอกเล่าประวัติศาสตร์ของตนเอง

จากผลการศึกษาพบว่าพื้นที่บริเวณคลองบางเขนและคลองเปรมประชากรมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพมหานครมาอย่างยาวนาน โดยคลองบางเขนเป็นคลองธรรมชาติที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ไหลจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางจังหวัดนนทบุรีมาถึงบริเวณถนนพหลโยธินในปัจจุบัน ขณะที่คลองเปรมประชากรเป็นคลองที่ขุดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มขุดเมื่อปี พ.ศ. 2413 และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2415 โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อร่นระยะทางการเดินทางระหว่างกรุงรัตนโกสินทร์กับกรุงศรีอยุธยา และเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกในบริเวณที่เดิมยังเป็นป่ารก มีหนองน้ำ และมีการบุกเบิกทำกินไม่มากนัก

ชื่อ “หลักสี่” มีที่มาสัมพันธ์กับการขุดคลองเปรมประชากรในอดีต กล่าวคือ การขุดคลองในสมัยนั้นมีการปักหลักบอกระยะทางเป็นช่วงๆ โดยเริ่มนับจากบริเวณคลองผดุงกรุงเกษม แต่ละหลักห่างกันประมาณ 4 กิโลเมตร พื้นที่ที่เรียกว่า “หลักสี่” จึงสื่อถึงตำแหน่งหลักบอกระยะลำดับที่ 4 ของเส้นทางคลองเปรมประชากร ต่อมาเมื่อมีการสร้างทางรถไฟผ่านพื้นที่บริเวณนี้ ก็ยังใช้หลักการเรียกชื่อพื้นที่ตามหลักบอกระยะเช่นเดียวกัน สถานีรถไฟในบริเวณดังกล่าวจึงได้รับชื่อว่า “สถานีหลักสี่” และชื่อหลักสี่ได้กลายเป็นชื่อพื้นที่ที่คนรู้จักและใช้เรียกต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อคลองเปรมประชากรตัดกับคลองบางเขน จึงเกิดพื้นที่สำคัญที่มีลักษณะเป็น “สี่แยกทางน้ำ” ซึ่งไม่ใช่เพียงจุดตัดของคลองสองสายเท่านั้น แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อรูปชุมชน การตั้งถิ่นฐาน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจในพื้นที่ทุ่งบางเขนในอดีต งานวิจัยของ ผศ.ดร.วันวร ระบุว่า ก่อนการขุดคลองเปรมประชากร ชุมชนคลองบางเขนมีความเป็นมายาวนานอยู่แล้ว โดยมีตลาดปากคลองบางเขนเป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนความคึกคักของผู้คนและการค้าขายในอดีต ต่อมาเมื่อคลองเปรมประชากรตัดผ่านและเกิดจุดตัดกับคลองบางเขน พื้นที่บริเวณนี้จึงเริ่มก่อตัวเป็นชุมชนที่มีความหลากหลาย ทั้งกลุ่มชาวนาบุกเบิกและกลุ่มคนจีนที่เข้ามารับจ้างขุดคลอง ก่อนจะตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากิน และกลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนริมน้ำในเวลาต่อมา


ในช่วง พ.ศ. 2415-2484 ชุมชนสี่แยกทางน้ำค่อยๆ เจริญเติบโตขึ้นตามการขยายพื้นที่ทำนา การเดินทางทางน้ำ และการค้าขายที่เริ่มคึกคักมากขึ้น พื้นที่นี้พัฒนาจนเกิดตลาดบางเขน โรงสีข้าว สถานที่ทางวัฒนธรรม และหน่วยงานราชการหลายแห่ง โดยเฉพาะการตั้งที่ว่าการอำเภอบางเขน สถานีตำรวจ สถานีอนามัย โรงเรียน วัด โรงเจ และศาลเจ้า ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นศูนย์กลางของชุมชนและการบริหารพื้นที่ทุ่งบางเขนในอดีต งานวิจัยจึงอธิบายช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นเสมือน “ยุคทอง” ของคนทุ่งบางเขน เพราะชุมชนสี่แยกทางน้ำมีบทบาทเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรมของพื้นที่

ความรุ่งเรืองของพื้นที่หลักสี่ในอดีตยังปรากฏผ่านร่องรอยทางกายภาพและความทรงจำของชุมชน เช่น ตลาดบางเขนเก่า บ้านเรือนเก่าแก่ ร้านค้า โรงสีข้าวขนาดใหญ่ โรงเจ ศาลเจ้าแม่ทับทิม วัดเทวสุนทร กลุ่มช่างทำหัวโขน และสถานที่ราชการในอดีต สิ่งเหล่านี้ทำให้พื้นที่สี่แยกทางน้ำไม่ได้เป็นเพียงทางผ่านของผู้คน แต่เป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงชีวิต เศรษฐกิจ ศาสนา ความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม และการปกครองเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ชาวบ้านใช้คลองเป็นเส้นทางคมนาคม ใช้พื้นที่ริมน้ำเป็นแหล่งค้าขาย ทำมาหากิน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน จนเกิดเป็นอัตลักษณ์ร่วมของผู้คนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงของระบบคมนาคมได้ส่งผลต่อบทบาทของชุมชนสี่แยกทางน้ำอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถนนพหลโยธินและการคมนาคมทางบกเริ่มมีความสำคัญมากขึ้น ศูนย์กลางการเดินทางและการบริหารราชการจึงค่อยๆ เคลื่อนย้ายจากพื้นที่ริมน้ำไปสู่พื้นที่ริมถนน โดยเฉพาะเมื่อที่ว่าการอำเภอบางเขนย้ายไปตั้งอยู่บริเวณถนนพหลโยธินในปี พ.ศ. 2484 บทบาทของชุมชนสี่แยกทางน้ำในฐานะศูนย์กลางด้านต่างๆ จึงเริ่มลดลง ขณะเดียวกัน ชาวชุมชนก็ต้องปรับตัวตามความเปลี่ยนแปลงของเมืองและระบบเศรษฐกิจที่หันไปพึ่งพาการคมนาคมทางบกมากขึ้น

หลัง พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา ภายใต้นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ กรุงเทพมหานครขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้คนจากพื้นที่ต่างๆ อพยพเข้ามาอยู่อาศัยและทำงานในเมืองมากขึ้น ชุมชนสี่แยกทางน้ำจึงค่อยๆ เปลี่ยนจากชุมชนหมู่บ้านริมน้ำที่ผูกพันกับการทำนา การค้าขาย และวิถีคลอง ไปสู่ชุมชนเมืองที่มีความหนาแน่นมากขึ้น พื้นที่ริมน้ำบางส่วนกลายเป็นที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย ขณะที่ชาวชุมชนดั้งเดิมบางส่วนขยับขยายหรือย้ายออกไป ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พื้นที่หลักสี่สะท้อนภาพของเมืองที่เติบโตควบคู่ไปกับความท้าทายด้านที่อยู่อาศัย สิ่งแวดล้อม และการรักษาความทรงจำทางวัฒนธรรมของชุมชน

แม้พื้นที่หลักสี่จะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่รากทางประวัติศาสตร์ของ “สี่แยกทางน้ำ” ยังคงเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า เพราะเป็นเรื่องราวของชุมชนที่เติบโตจากสายน้ำ การเดินทาง การค้าขาย และความสัมพันธ์ของผู้คนหลากหลายกลุ่ม ตั้งแต่ชาวนา คนจีนรับจ้างขุดคลอง พ่อค้าแม่ค้า ช่างฝีมือ ไปจนถึงหน่วยงานรัฐและองค์กรชุมชนในยุคต่อมา การนำประวัติศาสตร์ชุมชนบางส่วนกลับมาเล่าใหม่ผ่านกิจกรรม “Chic Chill All Day เที่ยวเก๋ๆ @หลักสี่” จึงไม่ใช่เพียงการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ได้มองเห็นคุณค่าของท้องถิ่น เข้าใจรากเหง้าของพื้นที่ และร่วมกันต่อยอดอัตลักษณ์ของหลักสี่ให้เป็นย่านสร้างสรรค์ที่มีความหมายทั้งในมิติประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้ของเมืองร่วมสมัย

ดังนั้น การที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์นำองค์ความรู้จากงานวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชนมาร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมในครั้งนี้ จึงสะท้อนบทบาทของสถาบันการศึกษาที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ยังเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับพื้นที่จริง ชุมชนจริง และการพัฒนาเมืองจริง นักศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมจึงได้เรียนรู้ว่าการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไม่ใช่เพียงการพาผู้คนไปเยี่ยมชมสถานที่ แต่คือการทำความเข้าใจเรื่องราวของพื้นที่ เห็นความสัมพันธ์ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน และมองเห็นศักยภาพของชุมชนในการสร้างคุณค่าใหม่บนฐานของประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน