มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดย หลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ เดินหน้าสร้างพื้นที่พัฒนาศักยภาพนักศึกษาด้านการแสดงอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ “Cover Dance Season 3 THE ULTIMATE SOLAR : CLASH” รอบ Audition เพื่อเปิดเวทีให้นักศึกษาและเยาวชนได้แสดงความสามารถด้านการเต้น การแสดงออก และความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางบรรยากาศของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงบนเวทีแข่งขัน โดยมี ผศ.ศิวนารถ หงษ์ประยูร คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ อาคาร 7 ชั้น 6 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
อาจารย์ราเมศ ลิ่มตระกูล อาจารย์ประจำหลักสูตรการสื่อสารการแสดงดิจิทัล คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นจากแนวคิดของสาขาการแสดงที่ต้องการส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้นำทักษะที่ฝึกฝนจากในห้องเรียนมาต่อยอดสู่เวทีจริง โดยเฉพาะองค์ความรู้จากรายวิชาการเต้นเพื่อการแสดง 1 และ 2 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะด้าน Performance ของนักศึกษาในสายนี้
อาจารย์ราเมศระบุว่า เวทีดังกล่าวไม่ได้มีความหมายเพียงการจัดประกวดเพื่อความบันเทิง แต่เป็นกลไกสำคัญของการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ ที่ช่วยให้นักศึกษาได้ทดลองใช้ความรู้ ทักษะ และความมั่นใจในสภาพแวดล้อมจริง นักศึกษาบางส่วนที่เข้าร่วมการแข่งขันครั้งนี้เป็นผู้ที่เคยเรียนในรายวิชาดังกล่าว และสามารถนำพื้นฐานจากการฝึกซ้อมในห้องเรียนมาประยุกต์ใช้บนเวทีได้โดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างการเรียนการสอนกับการลงมือปฏิบัติจริงอย่างชัดเจน
จุดเด่นสำคัญของโครงการคือการเปิดกว้างให้ทั้งนักศึกษานิเทศศาสตร์ นักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย และผู้เข้าร่วมจากภายนอกได้เข้ามาใช้เวทีเดียวกันในการแสดงศักยภาพ อาจารย์ราเมศ อธิบายว่า ในปัจจุบันแม้จะมีเวทีประกวดคัฟเวอร์แดนซ์อยู่บ้างในสังคม แต่หลายเวทียังมีข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายในการสมัคร หรือเงื่อนไขบางประการที่ทำให้เยาวชนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถเข้าถึงโอกาสเหล่านั้นได้ โครงการนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่เปิด ที่ลดข้อจำกัดด้านต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้ขึ้นเวทีเพื่อแสดงศักยภาพของตนเองอย่างแท้จริง
ในมิติของการแข่งขัน อาจารย์ราเมศ อธิบายว่า การเต้นคัฟเวอร์แดนซ์ในเวทีนี้ไม่ใช่เพียงการเลียนแบบท่าเต้นของศิลปินต้นฉบับเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการแสดงออกที่ต้องอาศัยทั้งทักษะทางร่างกาย การควบคุมจังหวะ การตีความบุคลิกของศิลปิน และการผสมผสานเทคนิคการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับผู้แสดงแต่ละคน ผู้เข้าแข่งขันจะต้องศึกษาจากเพลงหลักของการแสดง วิเคราะห์รูปแบบของศิลปินต้นแบบ ก่อนนำมาถ่ายทอดผ่านลีลา ท่าทาง และรายละเอียดของการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกับศักยภาพและเอกลักษณ์ของตนเอง เพื่อให้ผลงานที่ออกมามีทั้งความคล้ายคลึงและความสร้างสรรค์ในเวลาเดียวกัน
สำหรับเกณฑ์การตัดสินในรอบ Audition จะพิจารณาจากองค์ประกอบหลายด้าน ทั้งความพร้อมของทีม ความสวยงามของการแสดง เครื่องแต่งกาย และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่สะท้อนความสมบูรณ์ของผลงานบนเวที ไม่ใช่เพียงทักษะการเต้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการออกแบบภาพรวมของโชว์ให้มีพลัง มีเสน่ห์ และสามารถสร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการและผู้ชมได้อย่างครบถ้วน
“ในด้านมาตรฐานของการตัดสิน โครงการยังได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการที่มาจากบุคลากรในแวดวงการเต้นและการแสดงจริง คณะกรรมการส่วนใหญ่เป็นผู้มีประสบการณ์ในวงการ บางท่านเป็นอาจารย์สอนเต้น และบางท่านมีประสบการณ์ทำงานกับสื่อหรือโปรดักชันจริง ซึ่งช่วยเพิ่มความเข้มข้นและความน่าเชื่อถือให้กับการแข่งขัน พร้อมทั้งทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับการประเมินจากมุมมองของคนทำงานมืออาชีพอย่างแท้จริง” อาจารย์ราเมศระบุ
อาจารย์ราเมศยังเน้นย้ำว่า สิ่งที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับจากเวทีนี้มากที่สุดคือ “ประสบการณ์” ซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการเติบโตในสายการแสดง เพราะแม้ผู้เรียนจะมีเวลาฝึกซ้อมอย่างเต็มที่ แต่เมื่อต้องขึ้นเวทีจริง สถานการณ์หน้างานมักมีความแตกต่างจากห้องซ้อมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นขนาดของพื้นที่จัดแสดง สภาพแวดล้อม หรือข้อจำกัดเฉพาะหน้า ผู้แสดงจึงจำเป็นต้องมีทักษะการปรับตัวและการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถแสดงผลงานออกมาได้ดีที่สุดภายใต้เงื่อนไขที่ไม่อาจคาดการณ์ล่วงหน้าได้ทั้งหมด
ในมุมมองทางการศึกษา เวทีลักษณะนี้จึงเป็นมากกว่ากิจกรรมเสริมทักษะ เพราะเป็นสนามจริงที่ช่วยฝึก “ความพร้อมเชิงวิชาชีพ” ให้กับนักศึกษาโดยตรง ทั้งในด้านการควบคุมตนเอง ความมั่นใจ การรับมือกับแรงกดดัน การประเมินสถานการณ์เฉพาะหน้า และการทำงานภายใต้เงื่อนไขของเวลาจริงและพื้นที่จริง ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างสมบูรณ์จากการเรียนในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว
อีกหนึ่งประเด็นที่อาจารย์ราเมศให้ความสำคัญ คือการเรียนรู้จาก “คู่แข่ง” ในเวทีประกวด โดยมองว่าการแข่งขันไม่ใช่เพียงการตัดสินแพ้หรือชนะ แต่เป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สังเกตและศึกษาจุดแข็งของทีมอื่นๆ เพื่อกลับมาพัฒนาตนเอง ผู้แข่งขันสามารถเรียนรู้ได้ว่าทีมที่มีศักยภาพสูงหรือทีมม้ามืดที่น่าสนใจมีเทคนิค จุดเด่น หรือวิธีการนำเสนออย่างไร และสามารถนำบทเรียนเหล่านั้นมาปรับใช้เพื่อยกระดับผลงานของตนในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
โครงการดังกล่าวยังแสดงถึงแนวคิดของคณะนิเทศศาสตร์ DPU ในการส่งเสริมการเรียนรู้แบบเปิดกว้าง โดยไม่ได้จำกัดการมีส่วนร่วมเฉพาะนักศึกษากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อาจารย์ราเมศเปิดเผยว่า ผู้เข้าร่วมการแข่งขันมีตั้งแต่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ไปจนถึงชั้นปีที่ 4 และไม่ได้มีการจำกัดว่าผู้สมัครจะต้องมาจากชั้นปีใดเท่านั้น อีกทั้งยังสามารถชวนเพื่อนเข้ามามีส่วนร่วมในโชว์ได้ด้วย ซึ่งช่วยให้เวทีนี้มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในมิติของประสบการณ์ ระดับทักษะ และรูปแบบการนำเสนอ
นอกจากนี้ การเปิดรับผู้เข้าร่วมจากภายนอกยังช่วยขยายโอกาสให้โครงการมีความเชื่อมโยงกับเยาวชนในวงกว้างมากขึ้น โดยเบื้องต้นมีการวางเป้าหมายให้มีผู้เข้าร่วมจากระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลายเข้ามาร่วมแข่งขันจำนวนหนึ่ง ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยได้แสดงออกและชักชวนเพื่อนร่วมทีมเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งถือเป็นการสร้างระบบนิเวศของการเรียนรู้และการแสดงออกที่กว้างขึ้นกว่าการจัดกิจกรรมเฉพาะภายในมหาวิทยาลัย
สำหรับปีนี้ โครงการ Cover Dance Season 3 จัดขึ้นเป็นปีที่ 3 แล้ว แสดงให้เห็นถึงความต่อเนื่องของการผลักดันเวทีสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษาและเยาวชน โดยในรอบ Audition มีผู้ผ่านเข้ารอบจำนวน 6 ทีม และมีทีมเซอร์ไพรส์เพิ่มเติมเป็นทีมที่ 7 เพื่อเข้าสู่การแข่งขันในรอบต่อไป ซึ่งอาจารย์ผู้รับผิดชอบจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนา ฝึกซ้อม และต่อยอดศักยภาพของผู้เข้าร่วม ก่อนก้าวขึ้นสู่เวทีรอบสุดท้าย
อย่างไรก็ตาม สำหรับผลการคัดเลือกทีมที่มีความพร้อมเข้าสู่การแข่งขันรอบ Final รวมทั้งสิ้น 7 ทีม แบ่งเป็นรุ่นมัธยม ได้แก่ ทีม Trixie ทีม Chilli cheesie และทีม D-passion และรุ่นทั่วไป ได้แก่ ทีม DxG ทีม DXT All Starssss ทีม RCDX Gene และทีม DP RIZER ซึ่งล้วนเป็นทีมที่มีความสามารถและศักยภาพที่โดดเด่น พร้อมก้าวสู่ศึกครั้งสุดท้ายในรอบ Final ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 เมษายนนี้


