มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน Soft Opening โรงพยาบาลดีพียู (DPU Hospital) เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสุทธิเกตุ เพื่อนำเสนอศักยภาพด้านการบริการ เทคโนโลยีทางการแพทย์ และแนวทางการพัฒนาโรงพยาบาลเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพและเวลเนส โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี ดร.ปรีเปรม นนทลีรักษ์ รองอธิการบดีอาวุโส สายงานการเงินและบริหาร ผศ.ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ อาจารย์พิไลพรรณ นวานุช รองอธิการบดี สายงานทรัพยากรบุคคล ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดี สายงานกิจการนักศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วันวร จะนู ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอาวุโส General Support & Services ผศ.นพ. พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ ที่ปรึกษาคณบดีฝ่ายวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ ตลอดจนคณบดี คณาจารย์ และบุคลากรเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง
ภายในงาน ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ ได้นำเสนอวิสัยทัศน์ด้านสุขภาพ พร้อมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “การดูแลสุขภาพองค์รวมและความงาม (Holistic Health & Aesthetic Care)” ขณะที่ ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมถ่ายทอดแนวทางการขับเคลื่อนด้านธุรกิจสุขภาพควบคู่กับการแนะนำเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่ ภายในงานยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เยี่ยมชมพื้นที่โรงพยาบาลจริง เพื่อสัมผัสศักยภาพของระบบบริการ สะท้อนทิศทางการพัฒนาระบบนิเวศด้านสุขภาพและเวลเนส ที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ การบริการ และนวัตกรรมทางด้านการศึกษาเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม
•พัฒนาการเรียนการสอน การวิจัย พร้อมสร้างระบบสุขภาพแห่งอนาคต
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาโรงพยาบาลดีพียู ว่า “จากการประเมินศักยภาพและทิศทางการพัฒนาในระยะยาว มหาวิทยาลัยเห็นว่าการยกระดับสู่การเป็นโรงพยาบาลจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการได้อย่างรอบด้าน ทั้งในมิติของการรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และการเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และการวิจัย จึงได้พัฒนาจากคลินิกมาเป็นโรงพยาบาล โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี เพื่อดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างอาคาร พื้นที่ใช้สอย และระบบต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานของโรงพยาบาล ปัจจุบันโครงการอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการดำเนินงาน โดยอยู่ระหว่างการรอการออกใบอนุญาตใช้อาคารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อได้รับอนุญาตแล้ว จะสามารถเปิดให้บริการได้ทันที”
โรงพยาบาลแห่งนี้จะมีบทบาทสำคัญในการเป็นทั้งสถานพยาบาลเพื่อให้บริการแก่บุคลากรและประชาชนทั่วไป ควบคู่ไปกับการเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติและการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเป็นพื้นที่ในการพัฒนางานวิจัยด้านสุขภาพและเวลเนส เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและตอบโจทย์อุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคต
ดร.ดาริกา กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยยังอยู่ระหว่างการพัฒนาพื้นที่ในอาคาร 14 ให้เป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและการออกกำลังกาย ซึ่งประกอบด้วยฟิตเนสและคลาสออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ โดยดำเนินการร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันควบคู่ไปกับระบบการรักษา
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสุขภาพดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงทิศทางของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในการยกระดับบทบาทสู่การเป็นพื้นที่บูรณาการระหว่างการเรียนรู้ การปฏิบัติจริง และการวิจัยด้านสุขภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกำลังคนที่มีศักยภาพและตอบโจทย์อุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสในอนาคตอย่างยั่งยืน
• ดัน DPU Hospital เป็นมากกว่าโรงพยาบาล สร้างแพลตฟอร์มสุขภาพ
ด้าน ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นภายใต้นโยบายของผู้บริหารที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากร โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน เพื่อเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร เนื่องจากบุคลากรของมหาวิทยาลัยล้วนทุ่มเทกับการทำงานอย่างเต็มที่ จึงจำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนที่ช่วยเสริมสร้างทั้งพลังและความสมดุลในการดำเนินชีวิต
ในด้านแนวคิดการพัฒนา ดร.พีระยุทธ อธิบายว่า โรงพยาบาลดีพียู ถูกออกแบบให้เป็นโรงพยาบาลต้นแบบ ที่ยกระดับบทบาทมากกว่าการให้บริการรักษา โดยพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านสุขภาพในทุกมิติ ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับคณะและวิทยาลัยด้าน Health Sciences เพื่อเป็นพื้นที่ฝึกปฏิบัติจริงสำหรับนักศึกษา และเป็นกลไกในการพัฒนากำลังคนด้านสุขภาพในอนาคต พร้อมกันนี้ยังมุ่งสร้างศักยภาพด้านสุขภาพให้กับคณาจารย์และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเป็นลำดับแรก ก่อนขยายสู่การให้บริการในวงกว้าง เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถสร้างประโยชน์และเข้าถึงผู้คนได้อย่างเต็มที่เมื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
“มหาวิทยาลัยยังได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมอย่างเข้มแข็ง โดยล่าสุดได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับองค์กรพันธมิตรจำนวน 13 แห่ง ครอบคลุมทั้งองค์กรที่ทำเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการแพทย์และความงาม โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องมือสมัยใหม่ ซึ่งมีมูลค่าการสนับสนุนรวมกว่า 100 ล้านบาท และยังมีพันธมิตรเพิ่มเติมที่แสดงความสนใจเข้ามาร่วมสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง” ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ กล่าว
ดร.พีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการให้บริการ โรงพยาบาลได้รับการออกแบบให้มีพื้นที่ใช้งาน 3 ชั้น โดยชั้นที่ 1 ซึ่งเป็นพื้นที่ให้บริการหลัก (Front Service) รองรับผู้เข้ารับบริการในเบื้องต้น ประกอบด้วยส่วนต้อนรับ งานเวชระเบียน ห้องตรวจจำนวน 3 ห้อง รวมถึงบริการด้านสุขภาพและความงาม ตลอดจนพื้นที่บริการอื่น ๆ ที่ออกแบบให้เข้าถึงง่ายและรองรับการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ชั้นที่ 2 เป็นสถานที่รวบรวมเครื่องมือและเทคโนโลยีไว้ เพื่อรองรับการดูแลผิวพรรณ ส่วนชั้นที่ 3 เป็นพื้นที่ปฏิบัติการและการดูแลสุขภาพ ประกอบด้วยห้องปฏิบัติการ (Lab) ที่สนับสนุนการตรวจวิเคราะห์และงานวิชาการ
โรงพยาบาลยังเตรียมให้บริการรักษาทางด้านกระดูกและข้อ นักจิตวิทยาเพื่อดูแลสุขภาพจิต ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและอาหารเสริม นำทีมโดย ผศ.ดร.เอกราช บำรุงพืชน์ ผู้อำนวยการหลักสูตรโภชนศาสตร์บูรณาการ ที่สามารถออกแบบโปรแกรมเฉพาะบุคคล (Personalized) ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ เพื่อให้การดูแลมีความแม่นยำและเกิดประสิทธิภาพ
• ขับเคลื่อนสุขภาพเชิงระบบ มุ่งป้องกันโรคและยกระดับคุณภาพชีวิตระยะยาว
ผศ.ดร.นพ.มาศ ไม้ประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงแนวโน้มด้านสุขภาพในอนาคตว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ โดยในอีก 10 ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ภาระด้านการดูแลสุขภาพตกอยู่กับประชากรวัยทำงานมากขึ้น ขณะที่กำลังคนในระบบสาธารณสุขมีแนวโน้มลดลง ซึ่งถือเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบ
“แนวโน้มดังกล่าวทำให้รูปแบบการดูแลสุขภาพเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการให้คำแนะนำทางการแพทย์ อย่างไรก็ตาม การดูแลโดยบุคลากรทางการแพทย์ยังคงมีความสำคัญ เนื่องจากความเข้าใจในมิติของความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่เทคโนโลยียังไม่สามารถทดแทนได้” คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แบบบูรณาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าว
ในด้านการพัฒนาสุขภาพเชิงระบบ ผศ.ดร.นพ.มาศ ได้เน้นแนวคิด “Healthspan และ Lifespan” โดยชี้ว่า เป้าหมายของการดูแลสุขภาพในยุคใหม่ต้องไปไกลกว่าการมีอายุยืน แต่ต้องสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีควบคู่กัน ผ่านการลดระยะเวลาการเจ็บป่วยเรื้อรัง และเพิ่มช่วงเวลาที่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างแข็งแรงและมีศักยภาพ พร้อมให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาที่ต้นเหตุของโรค โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ต้องวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของร่างกายอย่างรอบด้าน เพื่อออกแบบการดูแลเฉพาะบุคคลให้แม่นยำ


