มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าพลิกโฉมการแนะแนวอาชีพยุคใหม่ มุ่งพัฒนา “ศักยภาพ” ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ผ่านการผสานองค์ความรู้ด้านจิตวิทยา เทคโนโลยี AI และกรอบสมรรถนะระดับสากล ควบคู่การสร้างประสบการณ์ทำงานจริงตั้งแต่เรียน พร้อมพัฒนาเครื่องมือช่วยค้นหาตัวตนและตัดสินใจอาชีพอย่างแม่นยำ เพื่อลดปัญหาเด็กซิ่ว และยกระดับความพร้อมสู่โลกการทำงานอนาคตอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วย นายภัฏ เตชะเทวัญ ผู้อำนวยการฝ่ายแนะแนวการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เข้าร่วมถ่ายทอดแนวคิดและทิศทางการพัฒนาการแนะแนวอาชีพในยุคใหม่ โครงการดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 18-20 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมสำนักอธิการบดี 5-2 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมโครงการแนะแนวอาชีพในยุคสมัยใหม่ โดยเน้นย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการพัฒนา “ศักยภาพ” ผู้เรียนให้สอดคล้องกับโลกการทำงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมเปิดมุมมองให้เห็นแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นทั้งความรู้ ทักษะ และประสบการณ์จริงควบคู่กัน
อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ระบุว่า มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์เป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนยุคแรกของประเทศไทย ที่มีประวัติยาวนานกว่า 50 ปี และยังคงยึดมั่นในแนวคิดของผู้ก่อตั้งที่ให้ความสำคัญกับ “การดูแลนักศึกษาเป็นรายบุคคล” โดยพัฒนาต่อยอดสู่ระบบการดูแลนักศึกษาแบบองค์รวม (360 องศา) ผ่านฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างส่วนกลางและคณะวิชา เพื่อให้เข้าใจศักยภาพ จุดเด่น และความต้องการของผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
ในด้านการจัดการเรียนการสอน มหาวิทยาลัยออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต โดยแบ่งโครงสร้างเป็น 2 ส่วนสำคัญ ได้แก่ หลักสูตรแกนกลาง (DPU Core) ประมาณ 30% ที่มุ่งพัฒนาทักษะสำคัญ เช่น ความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) และการใช้เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งนักศึกษาทุกคนสามารถเข้าถึงและใช้งานเครื่องมือ Generative AI ได้จริง ขณะที่อีก 70% เป็นการเรียนในระดับคณะวิชา ที่เน้นการลงมือปฏิบัติ (Hands-on) และการเรียนรู้ผ่านโปรเจกต์จริง
ดร.ดาริกา ยังเน้นย้ำว่า “Soft Skills” ในปัจจุบันไม่ใช่เพียงทักษะเสริม แต่กลายเป็น “ทักษะแกนหลัก” ที่มีความสำคัญในโลกอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีและ AI เข้ามามีบทบาทสูง ทักษะความเป็นมนุษย์ เช่น การคิดเชิงสร้างสรรค์ การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง และถูกบูรณาการไว้ในกระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ทำงานจริงผ่านความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม (Industry Partners) โดยนักศึกษาจะได้ออกไปทำงานหรือทำโปรเจกต์ร่วมกับองค์กรตั้งแต่ชั้นปีที่ 3 ในรูปแบบ Work-based Learning ซึ่งมีการออกแบบงานให้สอดคล้องกับผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) และสามารถนับเป็นหน่วยกิตทางการศึกษาได้ ส่งผลให้นักศึกษามีโอกาสได้งานทำสูงกว่า 95% หลังสำเร็จการศึกษา
พร้อมกันนี้ มหาวิทยาลัยยังมุ่งสร้าง “สภาพแวดล้อมแห่งการเรียนรู้” ให้เป็นเสมือนบ้านหลังที่สองของนักศึกษา ทั้งในด้านบรรยากาศการเรียน การใช้ชีวิตภายในแคมปัส และการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนในทุกมิติ
ทั้งนี้ อธิการบดียังแสดงความเชื่อมั่นว่า การเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้สัมผัสประสบการณ์จริงภายในมหาวิทยาลัย จะช่วยให้เห็นภาพการเรียนรู้และตัวตนของ DPU ได้อย่างชัดเจน พร้อมสร้างแรงบันดาลใจในการวางแผนเส้นทางการศึกษาและอาชีพในอนาคตได้อย่างเหมาะสมต่อไป
ด้าน นายภัฏ เตชะเทวัญ ผู้อำนวยการฝ่ายแนะแนวการศึกษา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการวิจัยและการเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับนักเรียนอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำความเข้าใจว่าผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยกำลังเผชิญปัญหาอะไร และต้องการการสนับสนุนในด้านใดบ้าง เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาปรับปรุงหลักสูตร เครื่องมือแนะแนว และกระบวนการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์เด็กยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือช่วยให้นักเรียนสามารถตัดสินใจเลือกเส้นทางการเรียนและอาชีพได้เหมาะสมกับตนเอง และมีความสุขกับชีวิตในระยะยาว
นายภัฏ กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่มหาวิทยาลัยติดตามอย่างจริงจังคือ “อัตราการซิ่ว” ของนักเรียนไทย ซึ่งสะท้อนปัญหาการตัดสินใจเลือกเรียนต่อที่ยังไม่ชัดเจน โดยจากการสำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กว่า 80,000 คน พบว่าในช่วงภาคเรียนแรกมีนักเรียนมากกว่า 60% ที่ยังไม่รู้ว่าต้องการเรียนต่ออะไร และแม้เมื่อเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 ซึ่งเป็นช่วงใกล้สอบเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ตัวเลขดังกล่าวก็ยังคงอยู่ในระดับเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสำรวจ สะท้อนให้เห็นว่ามีนักเรียนจำนวนมากที่ยังไม่สามารถมองเห็นเส้นทางอนาคตของตนเองได้อย่างชัดเจน
ผลจากความไม่ชัดเจนดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อจำนวนเด็กซิ่วที่เพิ่มสูงขึ้นในทุกปี โดยปัจจุบันมีผู้ที่ตัดสินใจสอบใหม่หรือเปลี่ยนเส้นทางการศึกษาเพิ่มขึ้นถึงระดับ “หลักแสนคน” ต่อปี ซึ่งถือเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบทั้งต่อผู้เรียน ครอบครัว และระบบการศึกษาในภาพรวม มหาวิทยาลัยจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปัญหานี้ ด้วยการพัฒนาเครื่องมือและกระบวนการแนะแนวที่ช่วยให้เด็กค้นพบตนเองได้เร็วขึ้น และตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
ในส่วนของเครื่องมือที่นำมาใช้ มหาวิทยาลัยได้ให้ความสำคัญกับการวัด “วุฒิภาวะด้านการตัดสินใจอาชีพ” หรือ Career Maturity ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ แม้ยังไม่เป็นที่ใช้แพร่หลายนักในระบบแนะแนวของไทย โดยการประเมินดังกล่าวพิจารณา 4 มิติสำคัญ ได้แก่ การตระหนักรู้ว่าการเลือกอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ การใฝ่รู้และค้นหาข้อมูลอาชีพ ความมั่นใจในตนเองในการตัดสินใจ และการรู้จักขอคำปรึกษาจากครอบครัวหรือครูผู้แนะแนว
ผลการประเมินพบว่า ระดับวุฒิภาวะด้านการตัดสินใจอาชีพของเด็กไทยยังอยู่ในระดับน่ากังวล เมื่อเทียบกับหลายประเทศที่มีการศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ DPU มองว่าการแนะแนวอาชีพไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมปลายทางในช่วงก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น แต่ควรเริ่มต้นตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเฉพาะช่วง ม.4 เพื่อให้นักเรียนมีเวลาค่อย ๆ สำรวจตัวเองและพัฒนาความพร้อมในการตัดสินใจอย่างต่อเนื่อง
นายภัฏ ยังชี้ว่า ความชัดเจนในเป้าหมายชีวิตและอาชีพมีความเชื่อมโยงกับผลการเรียนโดยตรง นักเรียนที่รู้ว่าตนเองอยากเรียนอะไรหรืออยากเป็นอะไร มักมีแรงจูงใจในการเรียนสูงกว่า มีความมุ่งมั่นมากกว่า และมีแนวโน้มทำผลการเรียนได้ดีกว่านักเรียนที่ยังไม่ค้นพบเป้าหมายของตนเอง ดังนั้น การช่วยให้เด็กค้นพบความฝันและทิศทางชีวิตตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงไม่ใช่เพียงการช่วยเลือกคณะหรือเลือกมหาวิทยาลัย แต่เป็นการสร้างแรงขับภายในที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้และการเติบโตในอนาคตด้วย
เพื่อรองรับเรื่องดังกล่าว DPU ได้พัฒนาโครงการเสริมทักษะการตัดสินใจเลือกอาชีพในรูปแบบ e-Learning ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมศาสตร์ จิตวิทยา และเทคโนโลยี AI โดยเปิดให้โรงเรียนสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หลักสูตรนี้มุ่งช่วยให้นักเรียนเรียนรู้การใช้ AI ในการค้นหาข้อมูลอาชีพ ทำความเข้าใจแนวโน้มอาชีพใหม่ ๆ และฝึกทักษะการตัดสินใจด้วยเครื่องมือทางจิตวิทยาและพฤติกรรมศาสตร์ที่ผ่านการประยุกต์จากแนวคิดของมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ
ผลการทดลองใช้หลักสูตรดังกล่าวพบว่า นักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้ในระบบ e-Learning มีคะแนนวุฒิภาวะด้านการตัดสินใจอาชีพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนว่าการพัฒนาทักษะด้านนี้สามารถทำได้จริง หากมีเครื่องมือที่เหมาะสมและออกแบบให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้เรียนยุคใหม่
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังได้ปรับเครื่องมือแนะแนวให้เหมาะกับนักเรียนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเฉพาะการออกแบบแบบทดสอบให้สั้น กระชับ และใช้งานง่าย เนื่องจากพบว่าแบบประเมินแนะแนวแบบดั้งเดิมที่มีคำถามจำนวนมากมักทำให้นักเรียนทำไม่จบ DPU จึงพัฒนาแบบทดสอบเบื้องต้นที่ใช้คำถามจำนวนน้อยลง แต่ยังคงความแม่นยำในการวิเคราะห์ความสนใจและกลุ่มอาชีพที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้นักเรียนเริ่มต้นทำความเข้าใจตนเองและสำรวจเส้นทางการเรียนต่อได้ง่ายขึ้น
ในอีกมิติหนึ่ง นายภัฏ ยังกล่าวถึงการจัดตั้ง Potentialigence Center หรือศูนย์พัฒนาศักยภาพของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญในการทำให้คำว่า “ศักยภาพ” กลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้และพัฒนาได้อย่างเป็นระบบ โดยมหาวิทยาลัยมองว่าในโลกการทำงานอนาคต องค์กรจะไม่พิจารณาผู้สมัครจากความรู้ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญกับทั้งประสบการณ์ทำงานจริงและการประเมินศักยภาพเชิงจิตวิทยามากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงเดินหน้าปรับรูปแบบการศึกษาให้ผู้เรียนมีทั้งประสบการณ์จริงและมีเครื่องมือสะท้อนศักยภาพของตนเอง โดยในด้านประสบการณ์ทำงาน แต่ละคณะได้พัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคธุรกิจและองค์กรชั้นนำ เพื่อนำโจทย์จริงจากโลกการทำงานมาใช้ในห้องเรียน และเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สะสมประสบการณ์ตั้งแต่ยังเรียนอยู่ เพื่อให้เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถนำเสนอประสบการณ์เหล่านั้นต่อผู้ประกอบการได้อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกัน ในด้านการพัฒนาศักยภาพ มหาวิทยาลัยได้นำแนวคิดด้านจิตวิทยาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์มาผสานกัน โดยใช้กรอบ CQ, EQ และ DQ เป็นฐานในการทำความเข้าใจศักยภาพภายในของผู้เรียน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้ Lominger Competencies Model เพื่อแปลงศักยภาพดังกล่าวออกมาเป็นสมรรถนะที่สามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และประเมินผลได้จริงตลอดระยะเวลา 4 ปีของการศึกษา
นายภัฏ อธิบายว่า แนวทางดังกล่าวนำไปสู่การออกแบบกระบวนการพัฒนาผู้เรียนเป็นลำดับ ตั้งแต่การค้นพบตนเอง การทำงานร่วมกับผู้อื่น ไปจนถึงการเติบโตสู่เป้าหมายอาชีพในอนาคต เพื่อให้การศึกษาไม่ได้จบเพียงแค่การมอบปริญญา แต่เป็นการเตรียมผู้เรียนให้พร้อมสำหรับชีวิตการทำงานอย่างแท้จริง
ผลลัพธ์ของแนวทางนี้คือ นักศึกษาของ DPU จะได้รับ DPU Passport Profile ซึ่งเป็นเครื่องมือสะท้อนทั้งประสบการณ์และศักยภาพของผู้เรียนในรูปแบบที่ภาคธุรกิจสามารถมองเห็นและนำไปใช้ประกอบการพิจารณาได้ โดยมหาวิทยาลัยได้หารือร่วมกับบริษัทชั้นนำจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าแนวทางการพัฒนาศักยภาพดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการของโลกการทำงานยุคใหม่อย่างแท้จริง


