วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับดีซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทย จัดกิจกรรมออกหน่วยบริการนวดไทยเพื่อสุขภาพ ระหว่างวันที่ 5–20 มีนาคม 2569 บริเวณ อาคาร 14 ชั้น 1 โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาแพทย์แผนไทยชั้นปีที่ 4 ได้ฝึกปฏิบัติงานทางวิชาชีพด้านการนวดรักษาโรคกับผู้รับบริการจริง ภายใต้การดูแลของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมเปิดให้บุคลากรเข้ารับบริการตรวจสุขภาพและนวดรักษาฟรีตามศาสตร์แพทย์แผนไทย เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพ การรักษาโรคและเสริมสร้างทักษะวิชาชีพของนักศึกษาในการเตรียมความพร้อมก่อนออกไปฝึกงานในสถานพยาบาลภายนอก
•คลินิกฝึกจริง ปั้นแพทย์แผนไทยรุ่นใหม่ เรียนรู้ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยถึงการรักษา
ดร.พท.คณิศร์ณิชา ชาญภา รองคณบดี วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ฝ่ายการแพทย์แผนไทย และผู้อำนวยการดี ซักเซส คลินิกแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ดีซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทยทำหน้าที่เป็นศูนย์ฝึกปฏิบัติวิชาชีพสำหรับนักศึกษาแพทย์แผนไทยของมหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกชั้นปีได้เรียนรู้และฝึกประสบการณ์จริงในการดูแลผู้ป่วยตามศาสตร์การแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ที่ได้ฝึกปฏิบัติทางวิชาชีพ เช่น เวชกรรมไทยและการนวดไทย เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่การทำงานจริง โดยมุ่งให้นักศึกษานำความรู้มาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยจริง ตั้งแต่การประเมินอาการ การวินิจฉัย และการรักษาด้วยศาสตร์การนวดไทยซึ่งมีพื้นฐานจากการนวดตามแนวเส้นประธานสิบที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ใช้แรงกดไม่มากและเห็นผลได้ในเวลาอันรวดเร็ว หลักการนวดชนิดนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการนวดแบบราชสำนัก และการนวดแบบเชลยศักดิ์
“ในการฝึกปฏิบัติของนักศึกษา จะมีแพทย์แผนไทยประจำคลินิกและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญคอยทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินผลการรักษาด้วย โดยนักศึกษาจะต้องฝึกเก็บเคสผู้ป่วยอย่างน้อยวันละ 5 เคส และมีการประเมินอาการก่อนและหลังการรักษา เช่น การประเมินระดับความปวดก่อนการรักษา และเปรียบเทียบผลหลังการนวดรักษา เพื่อวัดประสิทธิภาพของการรักษา หากพบว่าผลการรักษาไม่เป็นไปตามที่ควร จะมีแพทย์แผนไทยพี่เลี้ยงจะเข้ามาช่วยวิเคราะห์และปรับเทคนิคการรักษาให้เหมาะสมทันที” รองคณบดี วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส ฝ่ายการแพทย์แผนไทย DPU กล่าว
จากการติดตามผลการฝึกปฏิบัติ พบว่าผู้ที่เข้ารับบริการมีความพึงพอใจต่อผลการรักษาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดจากการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาการปวดคอ บ่า ไหล่ ปวดหลัง หรืออาการปวดร้าวลงแขนลงขา ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงานยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ทางคลินิกยังมีการติดตามอาการของผู้ป่วยหลังการรักษา เพื่อประเมินผลลัพธ์อย่างต่อเนื่อง และหากผู้ป่วยต้องการรักษาต่อเนื่อง ทางคลินิกก็สามารถรับช่วงการดูแลต่อจากนักศึกษาฝึกงานได้ทันที
ดร.พท.คณิศร์ณิชา กล่าวเพิ่มเติมว่า การฝึกประสบการณ์จริงกับผู้ป่วยจะช่วยให้นักศึกษาเข้าใจทั้งสาเหตุของการเกิดโรคและวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและทักษะของนักศึกษาให้สามารถนำองค์ความรู้จากห้องเรียนมาประยุกต์ใช้ได้จริง ทั้งยังช่วยเสริมความมั่นใจในการวินิจฉัยและการรักษาผู้ป่วยก่อนที่จะก้าวสู่การประกอบวิชาชีพในอนาคต โดยดีซักเซส คลินิกการแพทย์แผนไทยเป็นสถานที่ให้บริการด้านสุขภาพและสร้างประสบการณ์วิชาชีพให้กับนักศึกษา เพื่อให้สามารถตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยได้จริงตามมาตรฐานวิชาชีพแพทย์แผนไทย และเตรียมความพร้อมสู่การเป็นบุคลากรด้านสุขภาพที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป
• จากตำราสู่เคสผู้ป่วยจริง ฝึกคิด วิเคราะห์ วางแผนการรักษา
ด้าน อาจารย์ พท.เกศชฎา โชติพูล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การออกหน่วยให้บริการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา “ฝึกประสบการณ์วิชาชีพการนวดไทย” ซึ่งเป็นรายวิชาฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพของนักศึกษาแพทย์แผนไทย โดยหลักสูตรกำหนดให้นักศึกษาต้องฝึกประสบการณ์ในทั้ง 4 สาขา ได้แก่ เวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์ไทย และการนวดไทย เพื่อให้นักศึกษามีความรู้และทักษะรอบด้านตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งนี้นักศึกษาจะได้นำองค์ความรู้ด้านการนวดไทยที่เรียนมาตลอดหลักสูตรตั้งแต่ชั้นปีที่ 1–4 มาประยุกต์ใช้กับผู้รับบริการจริง ครอบคลุมทั้งการนวดรักษา การนวดส่งเสริมสุขภาพ และการนวดฟื้นฟูสุขภาพ พร้อมฝึกกระบวนการดูแลผู้ป่วยที่เข้ารับบริการอย่างเป็นขั้นตอน
สำหรับขั้นตอนการรักษา เริ่มจากนักศึกษาซักประวัติผู้ป่วยอย่างละเอียด ทั้งอาการเจ็บป่วยปัจจุบัน ประวัติการเจ็บป่วยในอดีต และพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การนั่งทำงานเป็นเวลานาน การยืนทำงานต่อเนื่อง หรือการใช้ร่างกายบางส่วนซ้ำ ๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญต่อการวินิจฉัยโรคได้ถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจร่างกายตามหลักการแพทย์แผนไทย โดยนักศึกษาต้องสามารถแยกอาการที่เกี่ยวข้องกับโรคตามแนวคิดแพทย์แผนไทยออกจากโรคทางแพทย์แผนปัจจุบันได้ เช่น กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะกระดูกคอเสื่อมและกระดูกกดทับเส้นประสาท นักศึกษาจะต้องประเมินอาการอย่างรอบคอบ พร้อมวางแผนการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทั้งการนวดเพื่อคลายกล้ามเนื้อและพังผืด การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และการแนะนำท่ากายบริหารเพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น
อาจารย์ พท. เกศชฎา อธิบายต่อว่า ศาสตร์ของการนวดไทยมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการนวดการนวดรักษา ส่งเสริมสุขภาพ การนวดฟื้นฟูสมรรพภาพ เช่น ผู้ป่วยอัมพฤกษ์หรืออัมพาต การนวดดูแลคุณแม่หลังคลอด รวมถึงการนวดกดจุดตามแนวเส้นประธานสิบ นักศึกษาจะต้องเรียนรู้และเลือกใช้เทคนิคที่เหมาะสมกับอาการของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อให้การรักษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
หลังจากผ่านการฝึกปฏิบัติในกิจกรรมนี้แล้ว นักศึกษาจะต้องออกไปฝึกงานในแหล่งฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย เช่น โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลศูนย์ เพื่อดูแลผู้ป่วยทั้งในแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) รวมถึง การร่วมกับทีมสหวิชาชีพลงพื้นที่เยี่ยมบ้านผู้ป่วยในชุมชน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากผู้ป่วยจริงที่มีความหลากหลาย ทั้งผู้ป่วยที่ต้องการการฟื้นฟูจากภาวะพึ่งพิง ผู้ป่วยที่มีปัญหากล้ามเนื้อและพังผืด ตลอดจนการดูแลมารดาหลังคลอดที่มีปัญหาเรื่องน้ำนมน้อย ซึ่งแพทย์แผนไทยสามารถเข้าไปช่วยดูแลปัญหาสุขภาพเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
• เรียนรู้ศาสตร์นวดไทยหลากเทคนิค ต่อยอดสู่สายอาชีพสุขภาพ
ขณะที่ นศ.พท.ธาราทิพย์ จ๋ายเจริญ หรือ “มิ้งค์” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวถึงประสบการณ์จากการได้ออกหน่วยให้บริการนวดและดูแลสุขภาพแก่ประชาชนว่า การได้ลงมือปฏิบัติกับผู้รับบริการจริงถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้สามารถนำความรู้และทักษะการนวดไทยที่เรียนมาไปใช้ในสถานการณ์จริง อีกทั้งการออกหน่วยบริการแพทย์แผนไทยนอกจากการนวดรักษา ยังมีการทำหัตถการอื่นร่วมด้วย เช่น การพอกตา การประคบลูกประคบ หรือการพอกเข่า ซึ่งช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกใช้ความรู้ในมิติที่หลากหลาย และเข้าใจการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมซึ่งเป็นจุดแข็งของแพทย์แผนไทยมากยิ่งขึ้น
“สำหรับในการให้บริการ นักศึกษาจะต้องพิจารณาอาการของผู้รับบริการเป็นรายบุคคลและเลือกใช้ศาสตร์การรักษาให้เหมาะสม เช่น ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมักมีอาการปวดตึงบริเวณคอ บ่า และไหล่ จะใช้เทคนิคการนวดหลายรูปแบบร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการนวดแบบราชสำนัก การนวดไทย หรือการตอกเส้น พร้อมกับการประคบร้อน การใช้ลูกประคบสมุนไพร หรือการอบสมุนไพร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการของผู้รับบริการ” นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยเฮลท์ แอนด์ เวลเนส DPU กล่าว
ศาสตร์การนวดไทยสามารถช่วยดูแลปัญหาสุขภาพได้อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มอาการเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ เช่น อาการปวดเมื่อย ปวดตึง หรืออาการจากการทำงานซ้ำ ๆ ซึ่งการนวดช่วยคลายกล้ามเนื้อ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดลม และช่วยให้ร่างกายกลับมาสมดุล นอกจากนี้ยังมีหัตถการอื่น ๆ ที่ช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น การพอกตาเพื่อลดความดันโลหิต การสุมยาเพื่อบรรเทาอาการหวัดหรือภูมิแพ้ และการเผายาเพื่อลดลมในช่องท้อง โดยในอนาคตตนตั้งใจนำองค์ความรู้ด้านการแพทย์แผนไทยไปต่อยอดในการเป็นแพทย์แผนไทยในสถานพยาบาล ผู้ประกอบการด้านเวลเนสและสปา หรือเป็นครูและวิทยากรถ่ายทอดศาสตร์การนวดไทยต่อไป


