xs
xsm
sm
md
lg

DPU จับมือ XPENG (Thailand) พัฒนา “ศักยภาพ” กำลังคน–งานวิจัยยานยนต์ไฟฟ้า เชื่อมการศึกษา–อุตสาหกรรม EV สู่อนาคตเทคโนโลยีอัจฉริยะ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม โดยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า XPENG อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษา งานวิจัย และการสร้างกำลังคนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต จัดขึ้นเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ ห้องสุทธิเกตุ (7-1) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

พิธีลงนามความร่วมมือจัดขึ้นโดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ-สายงานวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายมหาวิทยาลัย และ นางสาวอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามในฐานะผู้แทนฝ่ายบริษัท โดยมี ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี , ผู้บริหารจากวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี , วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ เทคโนโลยี ตลอดจนคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน
 
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับเทคโนโลยีและประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาศักยภาพนักศึกษาและบุคลากรให้พร้อมรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับประเทศและระดับสากล

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ครอบคลุมความร่วมมือในหลายมิติ โดยมุ่งเน้นการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาที่มีผลการเรียนดี ความประพฤติดี หรือมีศักยภาพด้านเทคโนโลยี EV พร้อมเปิดโอกาสให้นักศึกษาเข้ารับการฝึกงาน สหกิจศึกษา และฝึกประสบการณ์วิชาชีพกับบริษัท เพื่อเรียนรู้การทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม ควบคู่กับการส่งเสริมโอกาสการจ้างงานหลังสำเร็จการศึกษา รวมถึงการจัดกิจกรรม Campus Recruitment และ Talent Program เพื่อคัดเลือกบุคลากรรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคธุรกิจ

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังร่วมกันดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาในด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า ระบบอัจฉริยะ แบตเตอรี่ ซอฟต์แวร์ ระบบชาร์จ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง โดยสนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ พร้อมผลักดันการตีพิมพ์ผลงานวิจัยและการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ทั้งในเชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์

พร้อมกันนี้ยังมีการร่วมพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับทิศทางของอุตสาหกรรม ผ่านการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคธุรกิจเข้าสู่ห้องเรียน การเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมมาแบ่งปันประสบการณ์จริง และการสนับสนุนอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อยกระดับการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีฯ DPU กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีใหม่ที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมอนาคตที่ประเทศไทยกำลังเร่งผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการผลิต การวิจัย และการพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้อง

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยได้เปิดการเรียนการสอนด้านยานยนต์ไฟฟ้าในระดับปริญญาตรีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งหลักสูตรสำหรับนักศึกษาต่างชาติ โดยเฉพาะนักศึกษาจีน และหลักสูตรสำหรับนักศึกษาไทย ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการเข้าสู่ปีที่สองแล้ว ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยยังได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษากลุ่มแรกที่ได้รับการสนับสนุนเพื่อสร้างกำลังคนสำหรับอุตสาหกรรม EV ของประเทศ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ กล่าวต่อว่า แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับโลกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีศักยภาพสูงทั้งในด้านตลาดและการผลิต ส่งผลให้ประเทศไทยมีโอกาสสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรม EV ให้เป็นหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกของภูมิภาค ภาครัฐจึงได้ออกมาตรการสนับสนุนทั้งด้านภาษี การลงทุน และการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง

“ความร่วมมือกับบริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างระบบนิเวศด้านยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการเชื่อมโยงการศึกษา งานวิจัย และภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรม และสามารถต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต” รองอธิการบดี DPU เปิดเผย

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีแผนพัฒนาหลักสูตรด้านยานยนต์ไฟฟ้าให้มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต โดยมีแนวคิดในการเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเติม เพื่อรองรับนักศึกษานานาชาติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในระดับสากล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พัทธนันท์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาบุคลากรด้าน EV ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเรียนรู้เกี่ยวกับตัวรถยนต์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบแบตเตอรี่ ระบบอัจฉริยะ ซอฟต์แวร์ และระบบสนับสนุนต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้ายุคใหม่ และเป็นพื้นที่สำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมในอนาคตของประเทศไทย


ด้าน ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยรองอธิการบดีด้านพัฒนาธุรกิจ สายงานวิชาการ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีพันธกิจสำคัญในการพัฒนากำลังคนให้มีทักษะความรู้ที่ตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งมุ่งสร้างองค์ความรู้ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ดร.พีระยุทธ กล่าวว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้สอดคล้องกับพันธกิจของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยการสร้างความร่วมมือกับธุรกิจชั้นนำที่มีบทบาทสำคัญในตลาด Smart EV ของประเทศไทย จะช่วยส่งเสริมทั้งการพัฒนาบุคลากร งานวิจัย และองค์ความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา

ขณะที่ นางสาวอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซ์ โมบิลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลกกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากยานยนต์พลังงานเชื้อเพลิงสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีอัจฉริยะและระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในระบบยานยนต์สมัยใหม่
XPENG ในฐานะผู้พัฒนาเทคโนโลยี Smart EV มองบทบาทของตนเองมากกว่าการเป็นเพียงผู้ผลิตหรือจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นบริษัทเทคโนโลยีที่มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านระบบอัจฉริยะ การขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคต ซึ่งครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีการขับขี่อัตโนมัติ ระบบซอฟต์แวร์อัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนายานยนต์รูปแบบใหม่ในอนาคต

นางสาวอภิวันท์ กล่าวว่า หัวใจสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่คือ “การพัฒนาบุคลากร” ที่มีทักษะด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ดังนั้นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างกำลังคนคุณภาพเพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

ภายใต้บันทึกความเข้าใจดังกล่าว ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันดำเนินความร่วมมือใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาบุคลากรผ่านโอกาสการฝึกงาน สหกิจศึกษา และการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาด้านวิชาการและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า เช่น ระบบอัจฉริยะ แบตเตอรี่ และซอฟต์แวร์ รวมถึงการเปิดโอกาสด้านการจ้างงานให้กับนักศึกษาที่มีศักยภาพหลังสำเร็จการศึกษา

“เรามองว่าความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ในครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้จากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม และจะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการพัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาคในอนาคต” นางสาวอภิวันท์ กล่าว

ทั้งนี้ นางสาวอภิวันท์ ยังได้กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์และคณะผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ และเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งเชื่อว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านวิชาการ ภาคธุรกิจ และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศในระยะยาวต่อไป