xs
xsm
sm
md
lg

DPU เปิดเวทีอบรมวิชาการระดับประเทศ ยกระดับ “ศักยภาพ” นักกายภาพบำบัดไทย ผสานองค์ความรู้ Neuro-Biomechanics ฟื้นฟูข้อเข่า–ข้อเท้า

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยคณะกายภาพบำบัด ร่วมกับคณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา เดินหน้าจัดโครงการอบรมเพื่อเสริมศักยภาพนักกายภาพบำบัดทั่วประเทศ ในหัวข้อ “ Neuro-Biomechanics in Rehabilitation: Exercise and Modality Integration for Knee and Ankle Disorders” ระหว่างวันที่ 5-6 มีนาคม พ.ศ. 2569 ณ คณะกายภาพบำบัด ชั้น 5 อาคาร 20 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

โดยโครงการอบรมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.รุ่งทิวา วัจฉละฐิติ ที่ปรึกษาสภากายภาพบำบัดและอาจารย์คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย ในหัวข้อ “ทิศทางของวิชาชีพกายภาพบำบัดประเทศไทยในอนาคตและเครือข่ายวิชาชีพกายภาพบำบัด” ทั้งนี้ยังได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.คมศักดิ์ สินสุรินทร์ อาจารย์คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กภ.จิตอนงค์ ก้าวกสิกรรม นักกายภาพบำบัดอิสระ ในฐานะอดีตอาจารย์ผู้สอนจากภาควิชากายภาพบำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย , กภ.ดุลยนิติ์ นามศักดิ์ นักกายภาพบำบัดจากแอสไพร์คลินิกกายภาพบำบัด และ อาจารย์ กภ.พงศ์ธนยศ กิรติสินธุ์ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมเป็นวิทยากรบรรยาย

ด้าน ดร.กภ.เบญจมาภรณ์ หาญเจริญกุล คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า โครงการอบรมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้และพัฒนาทักษะด้านการรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า โดยผู้เข้าร่วมอบรมจะได้เรียนรู้ทั้งหลักการทางทฤษฎีและเทคนิคการรักษาที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งยังได้รับการรับรองหน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องจากศูนย์การศึกษาต่อเนื่องสภากายภาพบำบัด (PTCEU) จำนวน 12 แต้ม


การอบรมในครั้งนี้มีนักกายภาพบำบัดจากทั่วประเทศเข้าร่วมจำนวนทั้งสิ้น 168 คน แบ่งเป็นผู้เข้าร่วมแบบ Onsite จำนวน 62 คน และ Online จำนวน 106 คน แสดงถึงความสนใจของบุคลากรในวิชาชีพที่ต้องการพัฒนาศักยภาพและอัปเดตองค์ความรู้ทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

คณบดีคณะกายภาพบำบัด ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ให้ความสำคัญกับการบริการวิชาการแก่สังคม ทั้งต่อภาครัฐ ภาคเอกชน และบุคลากรในวิชาชีพสุขภาพ โดยมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ทันสมัย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาทักษะวิชาชีพและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมและระบบสาธารณสุข

สำหรับเนื้อหาการอบรมในครั้งนี้มุ่งเน้นการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า รวมถึงการบาดเจ็บของรยางค์ขา โดยนำหลักการ Neuro-Biomechanics มาใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาการเคลื่อนไหวของร่างกาย ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางกายภาพบำบัด เช่น Electrical Stimulation และ Electromyography (EMG) เพื่อช่วยฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีการถ่ายทอดเทคนิคการออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบประสาท (Exercise to-induce neural change) รวมถึงการเสริมสร้างความแข็งแรงและสมรรถภาพทางกาย (Strength and Conditioning)

รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.รุ่งทิวา วัจฉละฐิติ ที่ปรึกษาสภากายภาพบำบัด และอาจารย์คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในการบรรยายว่า แนวโน้มการดูแลสุขภาพในวิชาชีพกายภาพบำบัดยุคใหม่ ไม่ควรมุ่งเน้นเพียงการรักษาอาการของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ควรมองภาพรวมของระบบสุขภาพและปัจจัยแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะของประชาชนด้วย เพื่อให้การดูแลรักษามีความครอบคลุมและเกิดประสิทธิภาพในระยะยาว

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรกายภาพบำบัดจำนวน 17 แห่ง ซึ่งแต่ละสถาบันมีจุดเด่นและแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการสร้างมุมมองของนักกายภาพบำบัดให้กว้างขึ้น ทั้งในด้านการรักษา การส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรค เพื่อให้สามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างรอบด้าน

รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.รุ่งทิวา กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสภากายภาพบำบัดได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพนักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการจัดหลักสูตรอบรมสำหรับบุคลากรในวิชาชีพ พร้อมเปิดโอกาสให้นักกายภาพบำบัดจากทั่วประเทศเข้าร่วมพัฒนาองค์ความรู้เพิ่มเติมควบคู่กับการทำงานในระบบบริการสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินโครงการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพในระดับชุมชน โดยมีนักกายภาพบำบัดจาก 13 เขตสุขภาพเข้าร่วม รวมทั้งมีผู้แทนจากโรงพยาบาลเอกชนและคลินิกเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการเปิดโอกาสให้นักศึกษากายภาพบำบัดจากทั้ง 17 สถาบันเข้าร่วมโครงการพัฒนาศักยภาพดังกล่าว โดยแต่ละสถาบันคัดเลือกนักศึกษาเข้าร่วมสถาบันละ 5 คน เพื่อเรียนรู้ผ่านหลักสูตรอบรมจำนวน 6 โมดูล ควบคู่กับการลงพื้นที่ทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพในบริบทของชุมชนจริง ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนได้เข้าใจปัญหาสุขภาพของประชาชนอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น


รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.รุ่งทิวา ยังกล่าวถึงแนวคิดด้าน Lifestyle Medicine ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพเพื่อลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยระบุว่า แนวคิดดังกล่าวกำลังได้รับความสำคัญมากขึ้นในระบบสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากการดูแลสุขภาพที่มีประสิทธิภาพไม่สามารถพึ่งพาการใช้ยาเพียงอย่างเดียว แต่จำเป็นต้องผสานการดูแลด้านพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้ป่วยควบคู่กันไป

“นักกายภาพบำบัดมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพราะสามารถช่วยปรับพฤติกรรมสุขภาพ ส่งเสริมการออกกำลังกาย และฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายได้อย่างต่อเนื่อง หากสามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้าน Lifestyle Medicine เข้ากับการรักษาทางกายภาพบำบัด จะช่วยให้ระบบสุขภาพของประเทศสามารถดูแลผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้อีกด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.รุ่งทิวา กล่าว

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.คมศักดิ์ สินสุรินทร์ อาจารย์คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงสาระสำคัญของการอบรมครั้งนี้ว่า การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านชีวกลศาสตร์ที่เชื่อมโยงกับการควบคุมระบบประสาทจะช่วยให้นักกายภาพบำบัดเข้าใจปัจจัยที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าและข้อเท้าได้อย่างลึกซึ้ง ทั้งในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไปและนักกีฬา เมื่อเข้าใจกลไกการบาดเจ็บและความบกพร่องของการควบคุมระบบประสาทแล้ว นักกายภาพบำบัดสามารถนำความรู้ดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในการดูแลรักษาและฟื้นฟูผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“องค์ความรู้ด้าน Neuro-Biomechanics จะช่วยเป็นแนวทางให้ผู้ปฏิบัติงานด้านกายภาพบำบัดสามารถวิเคราะห์ปัญหาและออกแบบการรักษาได้อย่างเหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงของการบาดเจ็บซ้ำ และสนับสนุนให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่ได้รับบาดเจ็บสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือกลับสู่การเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น” รองศาสตราจารย์ ดร.กภ.คมศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กภ.จิตอนงค์ ก้าวกสิกรรม นักกายภาพบำบัดอิสระ ในฐานะอดีตอาจารย์ผู้สอนจากภาควิชากายภาพบำบัด จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงเนื้อหาการบรรยายว่า หัวข้อสำคัญในการอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางกายภาพบำบัด โดยเฉพาะการรักษาด้วยการกระตุ้นไฟฟ้าและการใช้เครื่อง Electromyography (EMG) ในผู้ป่วยที่มีปัญหาการบาดเจ็บบริเวณข้อเข่าและข้อเท้า ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยทั้งในกลุ่มนักกีฬาและผู้ป่วยทั่วไป

โดยเนื้อหาการบรรยายเริ่มต้นจากการทำความเข้าใจหลักการพื้นฐานของการใช้ไฟฟ้าในทางกายภาพบำบัด รวมถึงผลทางสรีรวิทยาที่เกิดขึ้นต่อกล้ามเนื้อและระบบประสาท ก่อนจะต่อยอดไปสู่การเลือกใช้เครื่องมือและรูปแบบการกระตุ้นไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับการรักษา เช่น การลดอาการปวด การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ และการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่างกาย
นอกจากนี้ การอบรมยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านการฝึกปฏิบัติจริง โดยผู้เข้าอบรมจะได้วิเคราะห์ปัญหาของผู้ป่วยและทดลองเลือกเทคนิคการรักษาที่เหมาะสมด้วยตนเอง เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในงานทางคลินิกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กภ.จิตอนงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันการใช้เทคโนโลยีการกระตุ้นไฟฟ้าในการฟื้นฟูผู้ป่วยถือเป็นแนวโน้มใหม่ที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในวงการกายภาพบำบัด เนื่องจากสามารถช่วยเร่งกระบวนการฟื้นตัวของผู้ป่วยได้ โดยเฉพาะในช่วงแรกที่ผู้ป่วยยังมีอาการปวดและไม่สามารถออกกำลังกายได้เต็มที่

“การใช้เครื่องมือกระตุ้นไฟฟ้าร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม จะช่วยให้การฟื้นฟูผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดหรือมีอาการบาดเจ็บ หากได้รับการรักษาเพียงการพักหรือการออกกำลังกายอย่างเดียว อาจต้องใช้เวลาฟื้นตัวนานถึงหลายเดือน แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมด้วย จะช่วยลดอาการปวด กระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อ และส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กภ.จิตอนงค์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้บรรยายยังเน้นว่า การรักษาทางกายภาพบำบัดจำเป็นต้องพิจารณาปัญหาของผู้ป่วยเป็นรายบุคคล โดยการกระตุ้นไฟฟ้าเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเสริมการรักษา ซึ่งควรใช้ควบคู่กับการออกกำลังกายและเทคนิคการฟื้นฟูอื่น ๆ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับผลการรักษาที่ดีที่สุด