คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “แง่คิดเกี่ยวกับปรัชญา วิธีการ และทฤษฎีในการวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์” โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ถ่ายทอดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การบริหารแก่นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม 5-2 อาคารสำนักงานอธิการบดี เพื่อวางรากฐานทางความคิดให้นักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ รุ่นที่ 1 และนักศึกษาระดับปริญญาโท ให้เติบโตเป็นนักบริหารระดับสูงที่เข้าใจทั้งบริบทโลกและความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง พร้อมสร้างงานวิจัยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมสู่มาตรฐานสากล
โดย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ เริ่มต้นการบรรยายด้วยการจุดประกายความคิดให้นักบริหารมองข้ามกรอบตำราหรือโมเดลวิจัยแบบเดิม พร้อมย้ำว่าหัวใจสำคัญของผู้นำระดับสูงคือ "ความรู้รอบตัวที่ลึกซึ้ง" โดยเฉพาะด้านประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์โลก ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นบนเวทีเจรจาระดับสากล เหมือนกับประสบการณ์ตรงที่ได้ใช้ความรู้เรื่องอารยธรรมและราชวงศ์โมกุล มาสร้างมิตรภาพจนทำให้การเจรจาระดับรัฐมนตรีกับประเทศอินเดียเป็นไปอย่างลื่นไหลและได้รับการยอมรับ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่างานด้านรัฐประศาสนศาสตร์ต้องก้าวพ้นขอบเขตเดิมเพื่อก้าวไปสู่ระดับสากล
จากบทเรียนบนเวทีโลก ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ยังได้ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และช่วงเวลาลี้ภัยในป่า จนพบความจริงว่ายุทธศาสตร์ที่ฉลาดคือทฤษฎีที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น การที่รัฐไทยในอดีตเลือกใช้ "ความพริ้ว" และการให้อภัยแทนการใช้ความรุนแรง ซึ่งเป็นทฤษฎี Implicit Theory ที่ซ่อนอยู่ในภูมิปัญญาการบริหารแบบไทย นักวิจัยรุ่นใหม่จึงต้องถอดรหัสปัญญาเหล่านี้ออกมาเป็นตำรามาตรฐาน เพื่อสร้างเอกราชทางความคิดและไม่ต้องตกเป็นทาสทางทฤษฎีของตะวันตกเพียงอย่างเดียว
ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ได้เน้นย้ำว่า Mindset ของนักรัฐประศาสนศาสตร์ คือ ประโยชน์สุขของประชาราษฎร์ ชาติ เอกชน พระมหากษัตริย์ ประโยชน์ของตนเองมาทีหลัง ขณะที่มิติการบริหาร ดร.เอนก เน้นย้ำถึง เสน่ห์ของความเป็นไทยที่ผสมผสานทางโลกและทางธรรมได้อย่างลงตัว พร้อมปลูกฝัง Mindset นักยุทธศาสตร์ที่มุ่งชัยชนะแม้ในสภาวะที่ไม่พร้อม โดยแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จจากการใช้เงินรัฐ 20,000 ล้านบาท ดึงเงินลงทุนวิจัยจากเอกชนได้สูงถึง 200,000 ล้านบาท การพลิกวิกฤตโควิดให้เป็นโอกาสผ่านบทบาท "พระรองที่ทรงพลัง" ของกระทรวง อว. และโครงการยานอวกาศไทยไปดวงจันทร์เพื่อเขย่า Mindset ให้คนในชาติเชื่อมั่นในศักยภาพตนเอง
นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ "การเลื่อนชั้นทางสังคม" ที่เปิดโอกาสให้คนทุกระดับเข้าถึงจุดสูงสุดได้ผ่านการศึกษา ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการสร้างชาติมากกว่าการมัวกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ พร้อมกันนี้ ยังแนะให้นักบริหารรุ่นใหม่ก้าวทัน AI โดยใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับปัญญาและความสัมพันธ์เชิงมนุษย์ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพาประเทศไทยสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2580
ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และผู้อำนวยการหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตฯ กล่าวแสดงความเชื่อมั่นว่าศิลปะการถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบ Storytelling ของ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ในครั้งนี้ จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจสำคัญให้นักศึกษาในการพัฒนาผลงานวิจัยที่ลุ่มลึกและสร้างสรรค์
“เชื่อว่าทุกท่านที่ได้รับฟัง ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ในวันนี้ จะเห็นถึงพลังของการถ่ายทอดในรูปแบบ Story Narrative และ Dialogue ที่สร้างแรงบันดาลใจได้อย่างมหาศาล และเป็นแง่มุมที่นักศึกษาหลายท่านอาจคาดไม่ถึง ในฐานะลูกศิษย์คนหนึ่งที่มีโอกาสรับฟังการบรรยายของอาจารย์มาหลายครั้งมาก แต่ทุกครั้งยังคงมีแง่มุมใหม่ที่ลุ่มลึกและมีคุณค่า จนต้องจดบันทึกไว้เพื่อนำมาตกผลึก และส่งต่อเป็นองค์ความรู้ในการพัฒนางานวิจัยระดับดุษฎีบัณฑิตให้มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล”
เพื่อเป็นทิศทางแก่นักบริหารรุ่นใหม่ ช่วงท้ายของการบรรยาย ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ยังได้ฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึง “หัวใจสำคัญ” ของนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่พร้อมนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จว่า “นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่สำคัญต้องรู้เรื่องรอบตัวให้มาก อย่าไปรู้แต่เรื่องโมเดลทางรัฐประศาสนศาสตร์อย่างเดียว เพราะทฤษฎีที่ฉลาดคือทฤษฎีที่ต้องนำไปสู่การปฏิบัติที่ได้ผลจริง และหลักที่ผมใช้มากคือ งานต้องสำเร็จและคนทำงานก็ต้องสำเร็จด้วย ชีวิตของคนทำงานก็ต้องดีและมีความสุขไปพร้อมกัน” รวมทั้งความสำเร็จยังขึ้นกับผู้นำจะนำพาองค์กรด้วย หลังจากนั้นมีการตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนกับนักศึกษาทั้งสองหลักสูตร
สำหรับการเรียนการสอนของนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 1 ภายหลังจบการบรรยายได้มีการดำเนินกิจกรรมวิชาการและการสะท้อนความเห็น เพื่อร่วมกันวิเคราะห์หัวข้อดุษฎีนิพนธ์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดร.เอนก ยังได้มอบหนังสือทรงคุณค่าจำนวน 3 เล่ม ได้แก่ “3 ปีในหน้าที่รัฐมนตรี”, “อนุสรณ์งานศพคุณแม่” (เนื้อหาด้านภูมิรัฐประศาสนศาสตร์) และ “พระมหากษัตริย์กับความเป็นไทย” ให้แก่ผู้รับฟัง เพื่อใช้เป็นแหล่งข้อมูลได้ในบางส่วนในการค้นคว้าวิจัยระดับดุษฎีบัณฑิตที่มีคุณภาพ เพื่อพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป


