มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้ายุทธศาสตร์สร้าง "บัณฑิตพร้อมใช้" ผ่านโครงการ DPU CAPSTONE PROJECT ผนึกความร่วมมือกับ มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารีรัตนราชกัญญา เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาชั้นปีที่ 3 เรียนรู้ผ่านโจทย์จริง (Problem-based Learning) มุ่งเป้าปั้นนวัตกรที่มีทักษะการทำงานร่วมกับองค์กรระดับประเทศเพื่อความยั่งยืน
โดยมี นางสาวเกล็ดทราย อินทรพล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดพันธมิตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยในการเปิดงาน พร้อมเปิดเผยว่า “เราให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือพันธมิตรไปสู่การเป็น ‘หุ้นส่วนทางความคิด’ ที่มาร่วมกันออกแบบแนวทางการเรียนรู้ใหม่ๆ โดยมุ่งหวังให้ทุกโปรเจกต์สร้างคุณค่าสูงสุดให้กับนักศึกษา ในการเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานจริง ขณะเดียวกันก็เป็นพื้นที่ให้นักศึกษาได้นำนวัตกรรมมาช่วยขับเคลื่อนภารกิจขององค์กรพันธมิตรให้ก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน”
ภายในกิจกรรมได้รับเกียรติจาก นาวาโทสวพัศ สถิตเสถียร กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย, ศ.สพ.ญ.ดร. นันทริกา ชันซื่อ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประธานอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริมมูลนิธิฯ และ นายสรรเพ็ชญ ศรีสวัสดิ์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ร่วมถ่ายทอดมุมมองและสะท้อนภาพการต่อยอดทรัพยากรทางทะเลสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลให้แก่คนรุ่นใหม่อย่างยั่งยืน
ชี้โจทย์การอนุรักษ์ต้องสื่อสารให้ทันยุคเปิดพื้นที่คนรุ่นใหม่ออกแบบวิธีคิดใหม่ พยุง–ฟื้นฟูทะเลไทย
นาวาโท สวพัศ สถิตเสถียร กรรมการมูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังฯ ระบุว่า ยุทธศาสตร์สำคัญของความร่วมมือนี้คือการให้นักศึกษาใช้ทักษะนวัตกรรมการสื่อสาร เข้ามาช่วยแก้โจทย์การอนุรักษ์ที่ทันยุคสมัย โดยมูลนิธิฯ พร้อมสนับสนุนให้นักศึกษาได้นำผลงานไปใช้งานจริงในภารกิจขององค์กร เช่น กิจกรรมโรดโชว์จังหวัดชายทะเล เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์การอนุรักษ์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่และกลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลก เมื่อถูกถามถึงบทบาทของคนรุ่นใหม่ต่อการอนุรักษ์ นาวาโท สวพัศ มองว่า การอนุรักษ์กลายเป็น “เมกะเทรนด์” ของโลกในยุคปัจจุบัน และสังเกตได้จากแนวโน้มการตลาดที่ให้ความสำคัญกับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทั้งในภาคท่องเที่ยว โรงแรม หรือสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้แนวคิด “กรีน” เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างคุณค่าและฐานลูกค้าทั่วโลก โดยเชื่อว่าคนรุ่นใหม่มีทัศนคติที่เปลี่ยนไปไม่ใช้ทรัพยากรแบบ “ล้างผลาญ” แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ในสังคม
มอง CAPSTONE คือการลงทุนระยะแรกปลูกเมล็ดพันธุ์จิตสำนึกสิ่งแวดล้อม เห็นผลใน 5–10 ปี
ด้าน ศ.สพ.ญ.ดร. นันทริกา ชันซื่อ ประธานอนุกรรมการฝ่ายวิชาการและส่งเสริม มูลนิธิฯ กล่าวเสริมว่า การนำปัญหาสิ่งแวดล้อมจริงมาเป็นโจทย์คือการลงทุนปลูกจิตสำนึกสิ่งแวดล้อมที่จะเห็นผลชัดเจนใน 5-10 ปีข้างหน้า เมื่อนักศึกษาเติบโตเป็นผู้บริหารหรือเจ้าของกิจการ การได้ทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และภาครัฐในโครงการนี้ จะทำให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคมไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ
เมื่อกล่าวถึงมุมมองต่อการนำ “ปัญหาสิ่งแวดล้อมจริง” มาใช้เป็นโจทย์การเรียนรู้ในรายวิชา ศ.สพ.ญ.ดร. นันทริกา เห็นว่าเป็นประโยชน์ในหลายมิติ โดยมิติแรกคือการสร้าง “เยาวชนของชาติ”ให้มีความรับผิดชอบต่อประเทศ ต่อโลก และต่อสังคม ผ่านการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม มิติที่สองคือการทำให้มหาวิทยาลัยและองค์กรต่าง ๆ เกิดความสัมพันธ์และการเชื่อมโยงเพื่อทำงานร่วมกัน โดยดึงบุคลากรและองค์ความรู้ที่มีอยู่มาประสานพลังในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ขณะที่มิติที่สามคือการก่อให้เกิด “เครือข่าย” ที่สามารถขยายต่อไปได้ทั้งในภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ ภาคเอกชน และหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งนับเป็นจุดตั้งต้นของความร่วมมือที่จะต่อยอดได้ในอนาคต”
ทั้งนี้ สิ่งที่มูลนิธิฯ คาดหวังเป็นอันดับแรก คืออยากให้นักศึกษา “เกิดความรัก” ต่อการทำงานด้านสิ่งแวดล้อม และไม่ว่าพวกเขาจะเลือกประกอบอาชีพหรือทำธุรกิจด้านใดในอนาคต ก็อยากให้มีแนวคิดฝังอยู่ในใจว่า “งานทุกอย่าง กิจการทุกชนิด และธุรกิจทุกรูปแบบ จำเป็นต้องดูแลสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติควบคู่กัน” เพราะความยั่งยืนไม่ใช่ประเด็นเสริม แต่เป็นเงื่อนไขหลักของการพัฒนาที่ต้องรับผิดชอบต่อโลก
สะท้อนบทเรียนจากพื้นที่จริง เปลี่ยนความคิดเป็นการลงมือทำเชื่อมเศรษฐกิจและการอนุรักษ์ ตั้ง KPI วัดผล
ขณะที่ นายสรรเพ็ชญ ศรีสวัสดิ์ อดีตประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ย้ำว่าทักษะสำคัญที่นักศึกษาจะได้รับคือการเปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำที่วัดผลได้ (KPI) โดยเฉพาะการเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศทางทะเลและเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ซึ่งภาคีเครือข่ายในพื้นที่จริงพร้อมให้การสนับสนุนโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการฟื้นฟูทรัพยากรไทยอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับการบรรยายในครั้งนี้ ได้มีการตั้งโจทย์ให้นักศึกษาพัฒนาโครงการด้านการอนุรักษ์โดยต้องสามารถกำหนดตัวชี้วัดผลลัพธ์ (KPI) ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ลงมือทำนั้นก่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในทางปฏิบัติ เนื่องจากความรักและความห่วงใยต่อธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า การเลือกใช้พลังงานสะอาด การลดการใช้พลาสติก หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการอนุรักษ์ทั้งสิ้น จึงทำให้การดูแลทรัพยากรทางทะเลไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องที่สามารถเริ่มต้นได้จากการลงมือทำอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
ทั้งนี้ แนวคิดและโครงการด้านการอนุรักษ์ที่นักศึกษานำไปพัฒนา ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่จังหวัดกระบี่เท่านั้น แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่ชายฝั่งหรือจังหวัดอื่น ๆ ได้ โดยปรับให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ความผูกพัน และความสนใจของแต่ละคน พร้อมยืนยันว่าหากโครงการมีความเหมาะสมและสามารถนำไปใช้ได้จริง ภาคีในจังหวัดกระบี่ รวมถึงสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคเอกชน ยินดีให้ความร่วมมือ สนับสนุน และอำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ อย่างเต็มที่ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างพันธมิตรเพื่อความยั่งยืน โดย DPU และมูลนิธิฯ มุ่งหวังว่าการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรผู้เชี่ยวชาญ จะช่วยยกระดับศักยภาพของนักศึกษาไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกอนาคตได้อย่างแข็งแกร่ง


