xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 1-7 พ.ย.2563

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


บรรยากาศเฝ้ารับเสด็จในหลวง-พระราชินี เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2563
1.ประชาชนเฝ้ารับเสด็จล้นหลาม “ในหลวง” รับสั่ง “เรารักประชาชน” ขอทุกคน “รักษาบ้านเมือง-รักพี่น้องร่วมชาติ”!

เมื่อวันที่ 1 พ.ย. เวลา 17.54 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยรถยนต์พระที่นั่งไปยังพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เป็นเครื่องทรงสำหรับฤดูหนาว ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ท่ามกลางประชาชนจากทั่วประเทศที่พร้อมใจกันใส่เสื้อสีเหลืองมารอเฝ้ารับเสด็จจำนวนมาก

ซึ่งก่อนหน้านี้ นายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นักแสดงและผู้กำกับชื่อดัง ได้โพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้ประชาชนใส่เสื้อสีเหลืองและสีชมพูไปแสดงพลังปกป้องสถาบันที่วัดพระแก้วในวันที่ 1 พ.ย.

ทั้งนี้ หลังเสร็จสิ้นพิธีการในการเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และน้ำพระพุทธมนต์ ที่ทรงได้มาจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พิธีเปลี่ยนเครื่องทรงพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรทั้งสามฤดู และพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธรูปสำคัญต่างๆ ที่ประกอบพิธี ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนมหาศาสดาราม แก่ประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จ เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิตจำนวน 10,000 ขวด

รวมทั้งให้หน่วยราชการในพระองค์เชิญอาหารพระราชทานและสิ่งของพระราชทาน ได้แก่ อาหาร ของว่าง น้ำดื่ม เสื้อกันฝน สมุดไดอารี่ ไปมอบแก่ประชาชนที่มารอเฝ้าฯ ภายในวัดพระศรีรัตนมหาศาสดาราม ด้านหน้าพระบรมมหาราชวังตลอดเส้นทางถนนหน้าพระลานไปจนถึงถนนราชดำเนินใน ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

โอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงพระดำเนินจากหน้าศาลาสหทัยสมาคม เพื่อทรงทักทายประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิดไปถึงด้านหน้าพระบรมมหาราชวัง เลี้ยวขวาไปถึงหน้าศาลหลักเมือง ไปจนถึงแยกพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยมีประชาชนเฝ้าฯ รับเสด็จตลอดเส้นทาง พร้อมเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จและเปล่งเสียงถวายพระพร “เรารักในหลวง” ด้วยน้ำตาคลอเบ้า ซึ่งพระองค์ได้ตรัสกลับไปว่า “เราก็รักประชาชน” และตรัสความตอนหนึ่งว่า “ต้องช่วยกันรักษาบ้านเมือง”

ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระอักษรบนพระบรมฉายาลักษณ์ที่พสกนิกรนำมาแสดงความจงรักภักดี ขณะเฝ้าฯ รับเสด็จ ถนนหน้าพระลาน หน้าพระบรมมหาราชวัง ความว่า “ช่วยกันรักประเทศไทย และพี่น้องประชาชน รักบ้านเรา รักพี่น้องร่วมชาติ ด้วยความเมตตาและร่วมสามัคคีทำความดี”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินทักทายประชาชนที่มาเฝ้าฯ รับเสด็จอย่างใกล้ชิด ได้มีนักเรียนชายคนหนึ่ง ทราบภายหลังว่า เรียนอยู่ชั้น ม.4 โรงเรียนวัดราชบพิธ ได้กล่าวถวายพระพรและขอถ่ายภาพเซลฟี่กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาต

ซึ่งในเวลาต่อมา เพจเฟซบุ๊ก "อัศวิน สมโภชน์ วัดราชบพิธร้อยห้าสิบปี" ของเด็กนักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนวัดราชบพิธ ได้โพสต์ข้อความบอกเล่าวินาทีแห่งความปลื้มปีติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทรงฉายพระบรมฉายาลักษณ์ร่วมกับประชาชนที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จในการพระราชพิธีทรงเปลี่ยนเครื่องทรงฤดูฝนพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร เพื่อทรงเครื่องสำหรับฤดูหนาว พร้อมทั้งทรงพระดำเนินเยี่ยมราษฏรด้วยความไม่ทรงถือพระองค์ สนิทสนมและทรงเป็นกันเอง โดยมีประชาชนรอรับเสด็จอย่างล้นหลาม

โดยเยาวชนรายนี้กล่าวว่า เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จิตใจของกระผมไร้ข้อกังขา จิตใจของผมตอนนั้นปลาบปลื้มมากๆ ครับ เพราะพระองค์ทรงรักพสกนิกรเเละทรงเข้าหาเเละใกล้ชิดกับประชาชน ทรงรับฟังสิ่งที่กระผมทูลขอเเละทรงพระกรุณา นี่คือสิ่งที่เเสดงว่าในหลวงทรงรักเเละรับฟังเยาวชนเสมอครับ ในหลวงทรงรักคนไทย ขอบคุณครับ

กระผมบอกกับพระองค์ท่านว่า กระหม่อมเป็นเยาวชนพ่ะย่ะค่ะ มาถวายพระพรพระองค์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน ในหลวงต้องสู้นะพ่ะยะค่ะ อย่ายอมเเพ้นะพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ก็ตรัสว่า “ขอบใจ” เเล้วผมก็บอกพระองค์ท่านว่า ในหลวงกระหม่อมเรียนอยู่วัดราชบพิธพ่ะย่ะค่ะ ท่านก็ตรัสถามว่า “อยู่ชั้นไหน” ผมก็ตอบท่านว่า ม.4 พ่ะย่ะคะ ท่านก็ตรัสว่า “ออ” เเล้วผมก็ขอในหลวงว่า ในหลวงกระหม่อมขอเซลฟี่ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ ท่านตรัสว่า “เอ้า ได้” พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยพระเมตตา

ด้านนายบิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ นักแสดงและผู้กำกับชื่อดัง ให้สัมภาษณ์หลังเฝ้าฯ รับเสด็จว่า เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัส กราบพระบาทพระองค์ท่าน ที่ทำมาทั้งชีวิตหายเหนื่อยเลย รู้สึกปลื้มปีติที่ได้มาเข้าเฝ้า ได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่าน โดยในหลวงได้ตรัสกับพวกเราว่า “ขอบใจที่ออกมา เราต้องรักสามัคคีกัน ขอบใจมากที่ช่วยเหลือประชาชน ทำเพื่อแผ่นดินไทย” ถือว่าเป็นบุญสูงสุดในชีวิต โดยในวันที่ 5 ธ.ค. จะมารับเสด็จพระองค์อีกครั้ง

ทั้งนี้ นายบิณฑ์ ได้กล่าวก่อนหน้านี้ด้วยว่า “ถึงเวลาที่คนไทยทุกคนจะต้องออกมาร่วมกันแสดงจุดยืน เพราะสถาบันกำลังถูกย่ำยี จาบจ้วง การออกมาในวันนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่า คนไทยยังต้องการสถาบัน ผมออกมาแสดงจุดยืนด้วยดวงใจอันบริสุทธิ์ในการปกป้องสถาบัน ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และจริงๆ ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมือง”

เป็นที่น่าสังเกตว่า ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงพระดำเนินทักทายประชาชน นายโจนาทาน มิลเลอร์ นักข่าว CNN และ channel 4 ได้ทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ในหลวงครับ ประชาชนกลุ่มนี้รักท่าน แต่ท่านอยากจะบอกอะไรต่อผู้ชุมนุมที่ปักหลักอยู่บนถนน และต้องการปฏิรูป?” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งตอบเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความเห็น เรารักเขาทุกคนเหมือนกัน”

นักข่าวคนดังกล่าวยังทูลถามอีกเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยว่า “จะมีพื้นที่สำหรับการประนีประนอมไหมครับท่าน” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั้งตอบเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยว่า “ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งการประนีประนอม”

ในเวลาต่อมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระดำเนินมาหานายโจนาทาน และรับสั่งเป็นภาษาอังกฤษ แปลเป็นไทยว่า “เรารักคนไทย ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยเป็นประเทศที่สงบสุข เรารักประเทศไทย เรามีความสุขมาก นี่คือรักที่แท้จริง อย่างที่คุณสามารถเห็นได้”


2.กลุ่มราษฎรนัดชุมนุม 8 พ.ย. พร้อมชวนมวลชนเขียน จ.ม.ยื่นถึงกษัตริย์ ด้าน ศปปส.เตรียมไปสังเกตการณ์ หวั่นจาบจ้วงสถาบัน!


ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการชุมนุมสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการชุมนุมบ้างประปรายของม็อบกลุ่มราษฎร และแนวร่วม ขณะเดียวกันก็มีประชาชนในจังหวัดต่างๆ รวมตัวแสดงพลังปกป้องสถาบันเช่นกัน ส่วนข้อเสนอที่ออกมาจากสภาว่าน่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยมีตัวแทนจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกเรื่องม็อบ ซึ่งบางคนเรียกว่า คณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์นั้น เมื่อวันที่ 4 พ.ย. กลุ่มราษฎรและแนวร่วม ได้แถลงที่ท้องสนามหลวง ยืนยัน ไม่ยอมรับคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์ โดยอ้างว่า ไม่ใช่ทางแก้ปัญหา 

ทั้งนี้ ทางกลุ่มราษฎร ระบุว่า “พวกเราเห็นว่า การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวมิอาจนำมาซึ่งหนทางแก้ปัญหาใดๆ ดังที่กล่าวอ้างได้ ...การจัดตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเป็นเพียงการแสดงละครทางการเมืองของฝ่ายรัฐบาล เพื่อซื้อเวลาให้ พล.อ.ประยุทธ์ เพียงเท่านั้น”

แถลงการณ์ของกลุ่มราษฎร ยังย้ำด้วยว่า “พวกเราขอประกาศจุดยืนว่าจะไม่ยอมรับ และจะไม่สังฆกรรมกับคณะกรรมการที่ฝ่ายรัฐบาลจะจัดตั้งขึ้น และขอยืนยันว่า ปัญหาทั้งปวงของประเทศชาติจะเริ่มต้นมิได้เลย หาก พล.อ.ประยุทธ์ ยังไม่ลาออก พวกเราขอยืนยันข้อเรียกร้องทั้ง 3 ข้อ 1.พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2.ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 3.ต้องมีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ”

วันต่อมา (5 พ.ย.) เฟซบุ๊กแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม-United Front of Thammasat and Demonstration ซึ่งเป็นเพจหลักของกลุ่มราษฎร 63 ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพชวนให้แนวร่วมออกมาชุมนุมในวันที่ 8 พ.ย. รวมทั้งเขียนจดหมายเพื่อยื่นถึงกษัตริย์อีกด้วย โดยระบุตอนหนึ่งว่า "8 พฤศจิกายนนี้! เวลา 16.00 น. ออกมาร่วมกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยก่อนเตรียมเดินขบวน เขียนจดหมายของทุกคน เพื่อเตรียมยื่นถึงกษัตริย์ของเรา ขอทุกคนจงออกมาร่วมกันยืนยันว่า ประเทศนี้ดีกว่านี้ได้ ร่วมกันยืนยันใน 3 ข้อเรียกร้อง 1.ประยุทธ์และองคาพยพต้องออกไป! เนื่องจากมีที่มาอย่างไม่ถูกต้อง และเพื่อเปิดทางให้ประเทศไทยกลับไปสู่ครรลองของระบอบประชาธิปไตยที่กษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่จากประชาชน เพื่อนำพากติกาที่เป็นธรรม และไม่บิดเบี้ยว เป็นกติกาที่เขียนเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เพื่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ที่มีความหมายว่า ทำให้ดีขึ้นและให้กลับมาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญเพื่อให้สามารถดำรงอยู่ในประเทศไทยได้อย่างสง่างาม นี่ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศหลุดพ้นวิกฤตนี้ได้!"

หลังกลุ่มราษฎรนัดชุมนุมในวันที่ 8 พ.ย. พร้อมระบุจะมีการเขียนจดหมายถึงกษัตริย์ ปรากฏว่า วันต่อมา 6 พ.ย. เฟซบุ๊ก ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน หรือ ศปปส. ได้โพสต์ข้อความพร้อมรูปภาพว่า จะไปสังเกตการณ์การจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันของม็อบกลุ่มราษฎรในวันที่ 8 พ.ย. โดยระบุว่า "วันอาทิตย์ที่ 8 พ.ย.นี้!!! เวลา 14.00 น. ศปปส.จะไปเฝ้าสังเกตการณ์เฝ้าระวังการจาบจ้วงก้าวล่วงสถาบันของม็อบราษฎร 63 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย!!! ย้ำว่าไปเฝ้าสังเกตการณ์ ณ ฝั่งศรแดง(ถ.ดินสอ) !!! #ศปปส_ปกป้องสถาบัน"

ล่าสุด วันนี้ (7 พ.ย.) เฟซบุ๊ก เยาวชนปลดแอก-Free YOUTH ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพชวนให้แนวร่วมออกมาชุมนุมวันที่ 8 พ.ย.เช่นกัน โดยระบุข้อความว่า “#มันจบแล้วชนชั้นนำ ! ยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงมาถึงแล้ว! การต่อสู้ของประชาชนเท่านั้นที่จะนำพาประเทศนี้หลุดพ้นจากการถอยหลังลงคลองได้! ไม่ว่ารัฐบาลจะหน้าด้านเพียงใด แต่เวลานี้ นักเรียน เยาวชน ประชาชน หลายล้านคนตื่นแล้ว เขาไม่อาจฝืนกาลเวลาได้อีกนานนัก เพราะเมื่อตื่นแล้ว เราตื่นเลย ไม่มีทางย้อนกลับ! 8 พฤศจิกายนนี้ “เดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่” รวมตัวกัน 16.00 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย, กรุงเทพมหานคร แล้วพบกัน!”

ด้านนายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ม็อบกลุ่มราษฎรนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 8 พ.ย.ว่า ในส่วนการเตรียมรับมือของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มีการกำชับหรือสั่งการอะไรเป็นพิเสษ แต่สิ่งที่นายกฯ กังวลคือ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และอยากให้เข้าใจถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อย และไม่ให้เกิดการเผชิญหน้ากัน โดยดูเรื่องความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก

3.ศาลนนทบุรี พิพากษาจำคุก "ครูจุ๋ม" คดีทำร้ายเด็กอนุบาล รร.สารสาสน์ฯ 7 คดี รวม 195 วัน ไม่รอลงอาญา!


น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือจุ๋ม อดีตครูพี่เลี้ยงโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. ศาลแขวงนนทบุรี ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการศาลแขวงนนทบุรี เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือจุ๋ม อดีตครูพี่เลี้ยงโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เป็นจำเลยในข้อหาทำร้ายร่างกาย เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่ร่างกายและจิตใจ และข้อหากระทำหรือละเว้นการกระทำ ที่ก่อให้เกิดการทารุณต่อเด็ก กรณีทำร้ายเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ซึ่งปรากฏเป็นข่าวดังช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

โดยคดีมีทั้งหมด 7 คดี ประกอบด้วย 1.คดีหมายเลขดำ 4091/2563 ศาลพิพากษาจำคุก 15 วัน 2.คดีหมายเลขดำ 4092/2563 จำคุกกระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทง คงจำคุก 30 วัน ให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ 4091/2563 3.คดีดำหมายเลขดำ 4093/2563 จำคุก 15 วัน ให้นับโทษต่อจากคดีหมายเลขดำ 4091-4092/2563 4.คดีหมายเลขดำ 4094/2563 จำคุกกระทงละ 15 วัน รวม 2 กระทงจำคุก 30 วัน ให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขดำ 4091-4093/2563

5.คดีหมายเลขดำ 4095/2563 จำคุก 15 วัน ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ 4091-4094 /2563 6.คดีหมายเลขดำ 4096/2563 จำคุก 15 วัน ให้นับโทษต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำ 4091-4095/2563 7.คดีหมายเลขดำ 4097/2563 จำคุกกระทงละ 15 วัน 5 กระทง รวมจำคุก 75 วัน ให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีหมายเลขดำ 4091-4096/2563

ทั้งนี้ ศาลได้อ่านคำพิพากษารวม 7 สำนวน ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพทั้งหมด ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกกระทงละ 15 วัน ทุกคดี เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยทุกคดีแล้ว รวมทั้งสิ้น 195 วัน โดยไม่รอลงอาญา

ส่วนคำร้องเรื่องขอสินไหมทดแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 ที่ผู้เสียหายทั้ง 7 คดี ได้ยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้เงินแต่ละคดีไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาทนั้น ศาลกำหนดนัดสืบพยานส่วนแพ่ง วันที่ 23 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

ต่อมา น.ส.อรอุมา จำเลย ได้ใช้หลักทรัพย์เดิมเป็นเงินสดยื่นขอประกันตัว ด้านศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดย 7 คดี ศาลตีราคาประกันแตกต่างกัน บางคดีตีราคาประกัน 8,000 บาท บางคดีตีราคาประกัน 10,000 บาท และบางคดีตีราคาประกัน 21,000 บาท

4.ตำรวจเลื่อนส่งสำนวนคดีรุกป่าให้อัยการ หลัง "ปารีณา" ขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง เลื่อนพบ ตร.-ขอสอบพยานเพิ่ม!


น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ
เมื่อวันที่ 2 พ.ย. พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.) ได้ประชุมคณะพนักงานสอบสวน บก.ปทส. และคณะทำงาน เพื่อตรวจสำนวนคดีพร้อมสรุปสำนวนคดี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กรณีครอบครองที่ดินใน ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี

หลังประชุม พล.ต.ต.พิทักษ์ กล่าวว่า พนักงานสอบสวน บก.ปทส.ได้ตรวจรายละเอียดสำนวนคดีดังกล่าว โดยเบื้องต้น ทาง บก.ปทส มีความเห็นสั่งฟ้องตามความเห็นของคณะพนักงานสอบสวน โดยอยู่ระหว่างการเตรียมส่งสำนวนคดีดังกล่าวให้พนักงานอัยการ จ.ราชบุรี สั่งฟ้องคดี ซึ่งสำนวนมีทั้งหมด 6 แฟ้ม จำนวนกว่า 2,408 หน้า และได้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมตามที่ น.ส.ปารีณา ร้องขอ 3 ปาก ซึ่งเป็นพยานที่ดินข้างเคียง

มีรายงานว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานพบว่า น.ส.ปารีณา เข้าข่ายการกระทำความผิดใน 4 ข้อหา ประกอบด้วย ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 และ 31 ร่วมกันยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถาง เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเบ็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนชาติ โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต, ความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 ร่วมกันก่อสร้าง แผ้วถางหรือเผาป่า หรือกระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการทำลายป่าหรือเข้ายึดถือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ความผิดตามประมวลกฎหมายที่ดิน ร่วมกันเข้าไปยึดถือ ครอบครอง รวมถึงการก่อสร้างหรือเผาป่า กระทำด้วยประการใด ให้เป็นการทำลาย หรือทำให้เสื่อมสภาพที่ดิน ที่หิน ที่กรวด หรือที่ทราย ในบริเวณที่รัฐมนตรีประกาศหวงห้ามในราชกิจานุเบกษา หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดิน โดยได้กระทำเป็นเนื้อที่เกินกว่า 50 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต และความผิดตาม พ.ร.บ.น้ำบาดาล พ.ศ. 2520 ร่วมกันประกอบกิจการน้ำบาดาล ในเขตน้ำบาดาลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินในเขตน้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดจำคุก 4-20 ปี ปรับ 200,000-2,000,000 บาท ซึ่งในส่วนของ น.ส.ปารีณาจะถูกดำเนินคดีฐานบุคคลและนิติบุคคลด้วย

สำหรับคดีนี้ มีผู้กล่าวหา 5 ราย ประกอบด้วย นายวีระ สมความคิด, นายพัฒนะ ศิริมัย นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการสำนักป่าไม้จังหวัดราชบุรี, นายสุรเชษฐ์ ศรีแดงรักษา นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ผู้อำนวยการป่าไม้จังหวัดราชบุรี, นายวัชระ ละอออ่อน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 และนายสมชาย เลขาวิวัฒน์ ผอ.สำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดราชบุรี ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์ จำกัด โดยมี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ในฐานะนิติบุคคลและส่วนตัว หลังพบว่า บุกรุกที่เขาสนฟาร์ม หมู่ที่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จำนวน 711 ไร่ 2 งาน 93 ตารางวา

มีรายงานว่า นอกจากการเอาผิด น.ส.ปารีณาแล้ว ทาง บก.ปทส.ได้เรียกนายทวี ไกรคุปต์ บิดาของ น.ส.ปารีณา มารับทราบข้อกล่าวหาซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับ น.ส.ปารีณา ในวันที่ 23 พ.ย.นี้ หลังถูกร้องเรียนว่าบุกรุกที่ดินรัฐกว่า 1,000 ไร่ บริเวณหมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ทั้งนี้ ตอนแรกตำรวจมีการนัดหมายเพื่อส่งตัว น.ส.ปารีณา พร้อมสำนวนคดีให้พนักงานอัยการ จ.ราชบุรี ในวันที่ 5 พ.ย. แต่เมื่อถึงกำหนด ปรากฏว่า ยังไม่มีการดำเนินการดังกล่าว โดย พล.ต.ต.พิทักษ์ อุทัยธรรม ผบก.ปทส. เผยว่า น.ส.ปารีณา ได้ส่งหนังสือขอใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง โดยอ้างว่า มีภารกิจประชุมสภาสมัยสามัญ จึงไม่สามารถมาพบพนักงานสอบสวนที่สำนักงานอัยการ จ.ราชบุรี ตามนัดได้ จนกว่าจะมีการปิดสมัยประชุม

นอกจากกนี้ น.ส.ปารีณา ยังได้ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมให้คณะพนักงานสอบสวน บก.ปทส. สอบปากคำพยาน ประกอบด้วย ชาวบ้านในพื้นที่ และเจ้าหน้าที่รัฐเพิ่มเติมอีก 10 ปาก โดยพนักงานสอบสวนจะสอบพยานตามที่ร้องขอมา เมื่อเสร็จสิ้นแล้วจะรวบรวมเข้าสำนวนและนัดหมายให้ น.ส.ปารีณา มาพบ เพื่อส่งฟ้องต่ออัยการต่อไป หลังปิดสมัยประชุมสภาสมัยสามัญ

5.ศาลพิพากษาจำคุก "ปุ๊กกี้" อดีตนักร้องดังและสามี คดียาเสพติด-ฟอกเงิน 38 ปี 9 เดือน พร้อมปรับ 1.8 ล้าน!


น.ส.ปริศนา หรือพริสซิลลา พรายแสง หรือปุ๊กกี้ จิวเมลลี่ หรือปุ๊กกี้ ชาลาล่า  อดีตนักร้องชื่อดัง
เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ศาลอาญา ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีค้ายาเสพติด ที่พนักงานอัยการคดียาเสพติด 10 เป็นโจทก์ฟ้องนายหง เจิ้ง อี้ อายุ 29 ปี ชาวไต้หวัน, นายชลวิทย์ หรือไก่ คีตะตระกูล อายุ 51 ปี ชาว กทม. สามีของปุ๊กกี้ อดีตนักร้องดังยุค 90 และ น.ส.ปริศนา หรือพริสซิลลา พรายแสง หรือปุ๊กกี้ จิวเมลลี่ หรือปุ๊กกี้ ชาลาล่า อายุ 41 ปี ชาว กทม. อดีตนักร้องชื่อดัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานสมคบฯ เกี่ยวกับยาเสพติดฯ, สมคบฯ ความผิดฐานฟอกเงินฯและร่วมกันฟอกเงิน, ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายฯ, ร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขายฯ, มี JWH-018, ฟีโนบาร์บิตาลไว้ในครอบครองฯ, เสพเมทแอมเฟตามีน

ทั้งนี้ ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้งสามจากเรือนจำมาฟังคำพิพากษา โดยศาลพิเคราะห์แล้วมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสามกระทำผิดตามฟ้องจริงหรือไม่ โดยโจทก์ได้เบิกพยานเป็นตำรวจให้การตรงกันว่า จำเลยทั้งสามทำผิดตามฟ้อง และมีหลักฐานแน่นหนามีน้ำหนักรับฟ้องได้ รวมทั้งไม่มีเหตุให้ต้องกลั่นแกล้งจำเลย จึงเชื่อว่าพยานเบิกความตามจริง

ส่วนที่จำเลยที่ 2-3 เบิกความว่า ไปซื้อยาเสพติดมาจากนายศักดิ์ชัย มหรสุขเจริญ จนมีการสืบสวนขยายผลไปจับกุมจำเลยที่ 4 และนายศักดิ์ชัย ซึ่งโจทก์ได้ฟ้องนายศักดิ์ชัยต่อศาลนี้จนกระทั่งพิพากษาแล้ว ตามคดีอาญา ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 2-3 ให้รายละเอียดในคดีเท่านั้น การที่เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 4 และนายศักดิ์ชัย มีข้อเท็จจริงที่ตำรวจสืบทราบและวางแผนจับกุมไว้อยู่แล้ว กรณีนี้จึงไม่ถือว่า จำเลยที่ 2-3 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์

ศาลพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม โดยให้ลงโทษฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย ซึ่งเป็นโทษหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 1-3 คนละ 20 ปี ปรับคนละ 2,000,000 บาท ฐานมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 5 ปี ปรับ 500,000บาท ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีน, เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน เฮโรอีนผสมรวมกับฟีโนบาร์บิตาลไทรฟลูออโรเมทิล ฟีนีลพิเพอราซีนเมฟีโดรน และเมทิลีนไดออกซีไพโรวาเลนโรนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกจำเลยที่ 2-3 ตลอดชีวิต และปรับคนละ 1,000,000 บาท

ฐานร่วมกันมีคีตามีนไว้ในครอบครองเพื่อขาย จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ฐานร่วมกันมี JWH-018 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกจำเลยที่ 2-3 คนละ 1 ปี ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน แต่จำเลยทั้งสามให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงเหลือจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 12 ปี 6 เดือน และปรับ 1,250,000 บาท และลดโทษจำเลยที่ 2-3 คงเหลือจำคุก 38 ปี 9 เดือน และปรับอีก 1,800,000 บาท พร้อมริบของกลาง


กำลังโหลดความคิดเห็น...