xs
xsm
sm
md
lg

[คำต่อคำ] SONDHI TALK : “กราบ” สะเทือนแผ่นดิน-เด็กเหยื่อแฟรนไชส์การศึกษา-ความต่ำสถุนของทรัมป์

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“สนธิ”อธิบายปรากฏกาณ์ “กราบสะเทือนแผ่นดิน” เมื่อ “คุณหญิงพจมาน” เข้าเฝ้าฯ ในหลวงรัชกาลที่ ๑๐ เพื่อถวายรถรักษาผู้ป่วยอัมพาต เป็นการส่งสัญญาณเข้ามาล้างบางพรรคเพื่อไทย หลังจากคนเสื้อแดงมวลชนของพรรคไปร่วมกับม็อบเด็กที่จาบจ้วงสถาบัน ซึ่งคนในพรรคก็ต้องยอมให้คุณหญิงอ้อเพราะเป็นเจ้าของพรรคตัวจริง ขณะที่คุณหญิงอ้อเป็นห่วงอนาคตของลูกๆ ยิ่งกว่าเรื่องอื่นใด จึงมีความเป็นไปได้สูงที่พรรคไทยจะเข้าร่วมรัฐบาล โดยขณะนี้มีข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันแล้ว เช่น กรณีอัยการไม่อุทธรณ์คดี “โอ๊ค”ฟอกเงิน ขณะที่คนเพื่อไทยเองก็อดอยากปากแห้งมานาน ส่วนกรณีครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศฯ ทำร้ายเด็ก ปัญหาอยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ควบคุมดูแลให้เข้มงวด ปล่อยให้ทำธุรกิจการศึกษา จ้างผู้ช่วยครูราคาถูกเพื่อลดต้นทุน ทั้งที่การศึกษาในระดับปฐมวัยไม่ควรทำเป็นธุรกิจ ส่วนการโต้วาทีระหว่าง “ทรัมป์”กับ “ไบเดน” สะท้อนความถ่อยเถื่อนของทรัมป์ แต่ไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นประธนาธิบดีนโยบายของสหรัฐฯ ก็เหมือนเดิม คือพยายามปิดล้อมจีน ตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก ไทยเป็นประเทศที่อยู่ตรงกลางที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญมาก การสร้างสถานกงสุลสหรัฐฯ ที่เชียงใหม่ด้วยเงินกว่า 8 พันล้านบาทก็เพื่อสอดแนมจีน ซึ่งรัฐบาลไทยต้องระมัดระวังท่าที เพราะตอนนี้จีนไม่มีเอกอัคราชทูตในไทยมา 9 เดือนแล้ว มีเพียงอุปทูตทำหน้าที่แทน แสดงว่าจีนส่งสัญญาณลดความสัมพันธ์ลง เพราะฉะนั้นรัฐบาลไทยต้องวางตัวให้ดี เราอยู่ใกล้จีน จีนมีปัญหาก็จริง แต่จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยอยู่รอด

วันนี้ 2 ต.ค.63 เวลา 09.00 น. นายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้ไลฟ์สด “SONDHI TALK” ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ คุยทุกเรื่องกับสนธิ และช่องยูทูป Sondhitalk โดยวันนี้จะมาพูดถึงการเมือง แรงกราบของคุณหญิง พจมาน ณ ป้อมเพชร เข้ามาพรรคเพื่อไทย คนเก่าๆ ในพรรคจะทำอย่างไร และกรณีเด็กอนุบาลถูกครูที่ไม่ใช่ครูทำร้ายที่โรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์ เป็นภาพที่สะเทือนใจทุกคนมาก ควรจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้ รวมถึงการดีเบตของประธานาธิบดีสหรัฐฯ มา มีครั้งนี้ที่ต่ำเเละสถุนที่สุด เกิดอะไรขึ้น... ติดตามได้ใน SONDHITALK : ผู้เฒ่าเล่าเรื่อง Ep53 “กราบ” สะเทือนแผ่นดิน/เด็กเหยื่อแฟรนไชส์การศึกษา/ความต่ำสถุนของทรัมป์



คำต่อคำ SONDHI TALK [2 ต.ค. 63] : กราบสะเทือนแผ่นดิน


วันนี้ผมจะมาบอกให้ฟังว่าช่องทางการติดต่อของ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" หรือ SONDHI TALK ได้ทางไหนบ้าง ทางแรกคือทางเฟซบุ๊ก ให้กด Like หรือกด Follow แล้วกดติดตาม แล้วเลือก See First ไปเลยในเพจ "คุยทุกเรื่องกับสนธิ" เมื่อชมแล้วก็ช่วยกันแชร์ออกไปมากๆ เพื่อให้บางคนที่ยังไม่ได้อยู่ดูได้ความรู้กับสิ่งที่ผมพูด แล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไลฟ์สดผ่านยูทูปเช่นกัน ให้เข้าไปใน YouTube ค้นหาคำว่า SONDHI TALK กด Subscribe เอาไว้ เปรียบเสมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ รวบรวมทุกอย่างตั้งแต่รายการในอดีต "มองโลก มองเรา กับสนธิ" "บันทึกลับบ้านพระอาทิตย์" จนมาถึงรายการ "SONDHI TALK"


สำหรับแฟนรายการคนไหนอยากดูเนื้อหา ตลอดจนการถอดคำพูดเป็น text ก็ให้เข้าไปที่ www.sondhitalk.com เพราะจะรวมไว้ในเว็บไซต์โดยแยกเป็นแต่ละหมวดหมู่ครบทุกเรื่องทีเดียวครับ


สุดท้าย สำหรับท่านผู้ชมที่ไม่อยากเห็นหน้าผม แต่อยากฟังเสียงผม อยากฟังเรื่องราวที่ผมพูด ก็เข้ามาฟังที่ podcast ถ้าท่านที่ใช้ iPhone - iOS ก็เข้าไปที่แอปฯ podcast เมื่อกดเข้าไปแล้วก็ search คำว่า SONDHI TALK ก็จะมีให้ทุกรายการ ส่วนท่านผู้ชมที่ใช้โทรศัพท์ระบบ android ก็กดเข้าไปเหมือนกัน แต่จะมีคำว่า Podbean แล้วก็กดเข้าไป


สวัสดีครับท่านผู้ชม วันนี้เป็นวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2563 วันนี้เป็นวันที่สองของการเริ่มศักราชใหม่ของคนที่รับราชการ หรือคนที่จะต้องเข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ หลายๆ องค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการราชการ วันที่ 1 ตุลาคม คือวันเริ่มยุคใหม่ของผู้นำคนใหม่ของแต่ละองค์กรนั้น เมื่อวานนี้เป็นวันที่ 1 เมื่อวานนี้เป็นอีกวันที่หลายๆ คนคงได้พบเห็นสัจธรรมของชีวิตขึ้นมาอย่างมากมาย มันจะมีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทหนึ่ง คือคนที่เริ่มรู้ว่าสัจธรรมของชีวิตก็คือ หมดแล้วอำนาจ วาสนา บุญบารมี ที่เคยมีอยู่ในตำแหน่งแห่งที่ๆ มีอยู่ นี่ผมไม่ได้พูดถึงระดับข้าราชการทั่วๆ ไปนะครับ ผมกำลังพูดถึงคนระดับสูง อย่างเช่นระดับอธิบดี ระดับปลัดกระทรวง ระดับผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ

เมื่อวานนี้เป็นวันที่คนที่เคยดำรงตำแหน่งใหญ่ๆ พวกนั้น เริ่มรู้แล้วว่า ในที่สุดมันก็เป็นอนิจจังจริงๆ ก็คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป เป็นสัจธรรมที่ทุกคนรู้ แต่เวลามีอำนาจไม่เคยจำว่าสักวันอำนาจก็ต้องหมดไป ไม่มีเว้น แม้กระทั่งตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา


ถึงเวลาก็ต้องหาทางลงกัน แต่เผอิญเนื่องจากว่าพวกเขาเป็นพวกที่ไม่มีกำหนดในการลง ของเขาอาจจะลงโดยที่ไม่ได้คาดหมาย หรือลงโดยไม่เต็มใจต้องลง แต่ก็ต้องลง

แต่สำหรับข้าราชการแล้ว ชีวิตผมผ่านมาเยอะ อายุ 72 ย่าง 73 เห็นคนในวงการราชการที่เป็นรุ่นน้อง หรือรุ่นเดียวกัน ตอนนี้ก็แก่เฒ่าไปแล้ว วันนี้ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ก็กลายเป็นท่านรองราชเลขาธิการสำนักพระราชวังไปแล้ว หมดอำนาจ หมดวาสนาจากการเป็นผู้บัญชาการทหารบก เพราะฉะนั้นแล้ว วันนี้เราก็จะได้เห็นบทบาทใหม่ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์


แต่ที่ผมต้องการจะพูดในวันนี้ เพื่อเตือนสติคนที่กำลังขึ้นมาเมื่อวานนี้ คือวันที่ 1 ผมรู้ว่าคุณอาจจะฟัง แต่คุณอาจจะไม่เชื่อ หรือคุณอาจจะไม่จำ เพราะว่ามันเป็นสันดานมนุษย์ พอเวลามีอำนาจ อำนาจ วาสนา บารมี มันจะปิดบังสายตาแล้วทำให้คุณมองอะไรไม่เห็นชัดเจน หลายๆ คนที่เกษียณไปแล้วไม่ได้มาทำงาน เมื่อวานนี้เป็นวันแรกที่คนเคยลุกขึ้นมา ตื่นขึ้นมา มีความรู้สึกว่าวันนี้ใส่เสื้อนอก ผูกเนกไท เสร็จเรียบร้อยแล้วมีคนขับรถ มีนายเวร หรือมีคนปิดรถนั่งข้างหน้า แล้วก็นั่งรถมาที่กระทรวง ไปที่กองทัพ ไปโน่นไปนี่ ก็จะมีคนมายืนต้อนรับ ทุกคนยืนโค้งให้ แต่วันนี้เป็นคนแก่ๆ คนหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรทำ ตื่นขึ้นมาไม่รู้จะทำอะไร ในช่วง 6 เดือนแรกอาจจะไม่มีปัญหา แต่หลังจากนั้นไปแล้วอะไรจะเกิดขึ้น คุณก็คือคนแก่ๆ คนหนึ่งที่ถ้าคุณเคยทำคุณงามความดีมาในชีวิต และคุณมีข้อพิสูจน์ว่าสมัยที่คุณดำรงตำแหน่งอยู่นั้น คุณได้ทำอะไรไว้บ้าง แล้วประชาชนเขาจำได้ เขาเห็นหน้าคุณ เขาก็รีบยกมือไหว้ สวัสดีครับท่าน แหม ท่านทำอะไรให้ดีมาก ถนนเส้นนี้ ท่านครับ งานร้านของผมนี้ถ้าไม่ใช่เพราะนโยบายของท่านให้ความยุติธรรม ผมคงอยู่ไม่ได้ ขอบพระคุณท่านมากๆ นะครับ ขอบพระคุณจริงๆ


แต่ถ้าใครที่เลวระยำต่ำช้า ไม่เคยมองประชาชนอยู่ในสายตา เห็นแต่อำนาจ เห็นแต่วาสนา เห็นแต่บารมีของตัวเอง แล้วก็ใช้เวลานั้นตักตวง กอบโกยผลประโยชน์ทุกอย่างเข้าไป วันนี้ อีกไม่เกิน 1 ปี นับจากวันนี้ที่คุณไม่ได้ทำงาน คุณจะเหมือนสุนัขที่สูญเสียเจ้าของตัวหนึ่ง ซึ่งเดินไปเดินมา ไม่รู้จะทำอย่างไร เจอใครก็ไม่มีใครทัก ไม่สนใจอะไรคุณทั้งสิ้น คุณก็ต้องไปเข้าแถวเหมือนชาวบ้านเขา ไม่ได้ยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อน เพราะฉะนั้นแล้ว นี่คือสัจธรรมแห่งชีวิต เห็นมามากแล้ว และก็เคยพูดให้ฟัง ทุกคนจำได้ ทุกคนเข้าใจ แต่ทุกคนไม่ทำตาม นี่ผมไม่ได้พูดถึงทุกๆ คนะ ผมพูดถึงบางส่วนที่เกิดขึ้น แล้วคนพวกนี้ก็เป็นคนที่ไม่น่าสงสารเลยแม้แต่นิดเดียว คนพวกนี้เป็นคนที่น่าสมเพช น่าเวทนา แล้วก็ไม่รู้ว่าจากนี้ไปเขาจะใช้ชีวิตอะไร มีเงินมีทอง ตำแหน่งใหญ่หน่อย ก็ยังคงจะตีกอล์ฟได้ แต่ว่าบทบาทบารมีที่เคยมีตำแหน่งอยู่ คุณตีกับพ่อค้า ก่อนคุณเกษียณ พ่อค้าก็ครับท่านๆ เฮ้ยอันนี้ช่วยผมหน่อย ได้ครับท่าน วันนี้คุณไปตีแล้วจะไปขออะไรเขา เขาคงจะเฉยๆ เดี๋ยวผมดูให้ครับ จากการที่บอกว่า ครับท่าน เดี๋ยวผมจัดการให้ จะกลายเป็น ครับท่าน เดี๋ยวผมจะดูให้ คำว่าจะดูให้ ก็คือ กูไม่ให้มึง นี่คือสัจธรรมแห่งชีวิตครับท่านผู้ชม


ทุกอย่าง มันเป็นของมันอย่างนี้ล่ะ ในอดีตมันก็เป็นของมันอย่างนี้ ในวันนี้มันก็เป็นของมันอย่างนี้ ในอนาคตข้างหน้าก็ยังคงจะต้องเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล้ว ชีวิตคนชีวิตหนึ่ง มีบุญ มีวาสนา ได้มารับราชการ แล้วมารับใช้ประชาชน ใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่ง ควรจะใช้อำนาจหน้าที่ให้ถูกต้อง ใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และใช้อำนาจหน้าที่ด้วยความยุติธรรม ไม่ใช่ว่าใครมาวิ่งเต้นก็ให้คนนั้นเอาไป หรือใครให้เงินให้ทองก็ให้ประโยชน์กับคนนั้น เพราะฉะนั้นแล้ว เขาเรียกว่า จะเกษียณหรือไม่เกษียณ เงยหน้าไม่อายฟ้า ก้มหน้าไม่อายดิน ใครมาเคาะประตูบ้านตอนกลางคืน ไม่ต้องตกใจหรือตื่นกลัว เพราะว่าตัวเองบริสุทธิ์ ยุติธรรม และที่สำคัญที่สุด ได้ทำเพื่อชาติบ้านเมืองและประชาชนจริงๆ

ตรงนี้ล่ะที่ผมอยากจะพูด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ผมจะพูดฝากบรรดาผู้มีอำนาจทั้งหลาย ซึ่งเพิ่งจะเข้ามารับตำแหน่งเป็นทางการเมื่อวานนี้ ก็คือวันที่ 1 ตุลาคม ส่วนคุณจะเกษียณเมื่อไร ผมไม่รู้ ผมรู้อยู่แต่ว่าถ้าคุณอยากมีชีวิตที่สงบสุข และถ้าคุณอยากจะมีชีวิตที่นอนหลับตอนกลางคืนได้สบาย และถ้าคุณอยากจะมีชีวิตที่คุณไปไหนมาไหน คุณมองตาคนได้ คุณไม่ต้องอับอายขายหน้าใครทั้งสิ้น ทำทุกอย่างเพื่อชาติ เพื่อบ้านเพื่อเมือง และเพื่อประชาชน เพราะฉะนั้นแล้ว วันที่ 1 เมื่อวานนี้เป็นวันสำคัญมาก เพราะเป็นวันเปลี่ยนชีวิตของคน 2 คน คนหนึ่งนั่งอยู่บนหอคอย เดินลงมา ถึงเวลาเขาไล่ลงแล้ว ถึงเวลาแล้ว คุณลงมาได้ ก็ค่อยๆ ปีนลงมา ไม่ค่อยจะเต็มใจเดินออกจากหอคอยอย่างนั้น แต่ไม่เดินไม่ได้ เพราะมันเป็นกติกา คุณต้องเดินออก ก็เดินออกไป เดินไปแล้วก็หันมามอง เสียดายเว้ย ส่วนคนมาใหม่ก็ปีนขึ้นไปบนหอคอย นั่งอยู่บนหอคอยนั้น อย่าลืมตัว สำหรับคนที่นั่งอยู่บนหอคอย ไม่ว่าจะเป็นอธิบดีกรมไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวงไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้บัญชาการอันใดก็ตาม บก เรือ อากาศ ตำรวจ ขอให้จำเอาไว้ เขาได้ให้โอกาสคุณ หรือว่าคุณไปวิ่งเต้นมาจนคุณได้ตำแหน่ง อย่ามัวคิดที่จะทำมาหารับประทานเพื่อเอาเงินคืนจากเงินที่จ่ายค่าตำแหน่งไป แต่ยึดประชาชนเป็นหลัก ยึดทุกอย่างเป็นใหญ่


ท่านผู้ชมครับ วันนี้ผมมีหลายเรื่องที่ผมจะคุยกับท่านผู้ชม จะเล่าเรื่องให้ฟัง เรื่องแรกผมให้ชื่อว่า "กราบสะเทือนแผ่นดิน" ของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เรื่องนี้มันมีผลกระทบทางด้านการเมืองอย่างช่วยไม่ได้ อย่างที่ท่านผู้ชมทราบว่าพรรคเพื่อไทยนั้นพอคุณหญิงท่านกราบรัชกาลที่ 10 ไปปั๊บ อาคารพรรคเพื่อไทยพังทลายหมดเลย คนกระโดดหนีกันเป็นแถว แต่เรื่องนี้มีหลายมิติที่จะต้องอธิบายให้เข้าใจ แต่ที่แน่ๆ ท่านผู้ชมจำไว้อย่างหนึ่ง การเมืองเมืองไทย หรือการเมืองที่ไหนก็ตาม ไม่มีมิตรแท้ หรือศัตรูถาวร

แต่การเมืองเมืองไทยจากนี้ไป ผมเชื่อว่าจะมีการค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบ อาจจะมาในรูปแบบของการค่อยๆ เปลี่ยนไป หรือให้เห็นภายใน 1-2 ปี หรืออาจจะเห็นผลกันภายในปีหน้า หรือว่าเร็วๆ นี้ก็ได้ เรื่องนี้ที่ผมจะต้องพูดให้ฟัง


เรื่องที่สอง อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่พูดไม่ได้เด็ดขาด และจริงๆ เป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับวันนี้ คือเรื่องของผู้ช่วยครูอนุบาลที่โรงเรียนสารสาส์นวิเทศฯ หรือหลักๆ ผมจะพูดเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ ตอนนี้สังคมไทยพากันก่นด่าทั้งผู้ช่วยครู และเจ้าของโรงเรียนที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่กำไร แต่ท่านผู้ชมครับ วันนี้ ผม ในฐานะผู้เฒ่าเล่าเรื่อง จะเล่าเรื่องที่มันเป็นภูเขาน้ำแข็งที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ ยังมีอีกเยอะ สะท้อนให้เห็นระบบการศึกษาที่ล้มเหลว ล้มเหลวแล้วล้มเหลวอีก สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นคนทำงานไม่เป็น และไม่ได้คิดอะไรเผื่อล่วงหน้า อาจจะเข้าข่ายถึงกับเลือดเย็น หรืออำมหิต ตลอดจนนักการเมืองที่บริหารชาติบ้านเมืองที่ไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องชีวิตของเด็กๆ และอนาคตของพวกเขาที่เจริญเติบโตต่อไป


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมันเป็นเรื่องรากฐาน ท่านผู้ชมเห็นเด็กอนุบาลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่มีเรื่องมีราวกัน นี่เฉพาะโรงเรียนที่พ่อแม่พอมีอันจะกิน ชนชั้นกลางขึ้นไป ลองหลับตาวาดภาพถึงลูกของคนยากคนจน อย่าว่าแต่เรียนเลย โอกาสที่จะเข้าโรงเรียนอนุบาลยังไม่มีเลย เลี้ยงไปตามมีตามเกิด นี่คือปัญหาใหญ่ของบ้านเรา ถ้าเราต้องการจะเดินหน้าต่อไป และต้องการให้สังคมมีความสุข เราต้องแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในเรื่องการศึกษา ตั้งแต่เด็กอนุบาล ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย นี่คือเรื่องที่สองที่ผมจะพูด


แล้วเรื่องที่สามที่ผมจะพูด ไม่พูดไม่ได้เด็ดขาดขาดเลย เพราะเป็นการโต้วาทีกันระหว่างนายโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในยุคสมัยนายบารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี และในขณะนี้เป็นผู้สมัครพรรคเดโมแครต เพื่อชิงตำแหน่งประธานาธิบดี กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคาร คืนวันอังคารที่ 29 เวลาในสหรัฐอเมริกา ถ้าเป็นเวลาในเมืองไทยก็คือ เช้าวันพุธที่ 30 คือเมื่อวานซืนนี้


การโต้วาทีครั้งนี้มีข้อสังเกตหลายประการที่ผมอยากจะเล่าสู่กันฟัง เช่น หนึ่ง เป็นการยืนยันความถ่อย ความสถุลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งตั้งแต่ตั้งประเทศอเมริกาขึ้นมา ไม่เคยมีใครถ่อยและสถุล บ้าคลั่ง โกหกเก่งที่สุดแบบซึ่งๆ หน้า โกหกอย่างไม่อับอายประชาชนชาวอเมริกา และประชาชนชาวโลก จริงๆ แล้วที่น่าสังเกตข้อหนึ่ง คนอเมริกันบางคน และบางส่วนในประเทศไทย ซึ่งทั้่งหมดนี้ที่น่าสนใจก็คือว่า ถึงจะถ่อย สถุล บ้า โกหกหน้าด้านๆ แต่ก็ยังมีคนอเมริกันบางส่วน และคนไทยบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นคนผิวขาว รังเกียจผิว ยังคงชมชอบนายทรัมป์อยู่ หรือนายโจชัว หว่อง หรือพวกบรรดานักศึกษาประเภทที่บ้าคลั่ง ซึ่งแสดงความถ่อยและความสถุลเหมือนนายทรัมป์ ก็ยังเทิดทูนอเมริกาเป็นบิดาอยู่


แต่ทั้งนายทรัมป์ และนายไบเดน ท่านผู้ชมครับ นี่คือประเด็นที่ผมจะพูดวันนี้ คือ เป็นผลผลิตของลัทธิจักรวรรดินิยม ที่ไม่ว่าใครก็ตามชนะ จักรวรรดินิยมอเมริกาก็ยังดำเนินนโยบายกดขี่ ครอบงำ แทรกแซง ตลอดจนข่มขู่ประเทศต่างๆ ในโลกนี้ เพียงเพื่อให้ตัวเองยิ่งใหญ่เหมือนเดิม และให้ทุกคนต้องฟังและเชื่อฟังอเมริกาเช่นเดิม

ซึ่งเมื่อพูดจบเรื่องนี้แล้ว ต้องโยงเข้าสู่การสร้างกงสุลอเมริกาในจังหวัดเชียงใหม่ ที่ผมได้พูดไปอาทิตย์ที่แล้ว ถึงจะเป็นคนละเรื่อง แต่ตอนจบเป็นเรื่องเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งรวมไปจนถึงการปิดล้อมจีน และการสร้างสถานการณ์ที่โอกาสจะเกิดสงครามโลกได้ทุกเมื่อ และเชียงใหม่ในขณะนี้กำลังกลายเป็นศูนย์กลาง 1 ศูนย์กลางของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ ด้านหนึ่งซึ่งมีจีน มีรัสเซีย มีอิหร่าน เป็นพวกหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คืออเมริกา ทางตะวันตก ออสเตรเลีย อังกฤษ และญี่ปุ่น หรือที่เขาเรียกกันว่า QUAD ตามผมมานะครับ เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องต่างๆ เหล่านี้


ท่านผู้ชมครับ เรื่องของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นั้น การเข้าไปได้เข้าเฝ้าฯ และถวายรถพยาบาลพิเศษให้กับพระองค์ท่านนั้น ดูเผินๆ แล้วก็เป็นการที่จะให้บุคคลต่างๆ สามารถจะเข้าเฝ้าฯ เพื่อที่จะถวายปัจจัย หรือวัสดุสิ่งของเครื่องใช้ที่พระองค์ท่านสามารถจะเอาไปจับจ่ายใช้สอยหรือเพื่อประโยชน์ของสังคม ตลอดจนสิ่งของต่างๆ ที่จะเอาไปมอบให้ อย่างเช่นโรงพยาบาลนั้น แต่นัยของการเข้าเฝ้าฯ นั้นค่อนข้างจะพิเศษ ท่านผู้ชมตามผมมาจะรู้ว่าเป็นเวลาตั้งไม่รู้กี่ปีแล้ว ตั้งแต่ ... เอาเฉพาะรัชกาลที่ 10 ก็พอ ตั้งแต่พระองค์ท่านได้ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ เป็นระยะเวลา 3 ปีกว่า มีคนเข้าเฝ้าฯ อยู่หลายคน ไม่ว่าจะเป็นคุณธนินท์ เจียรวนนท์ หรือคุณอัยวัฒน์ ลูกชายของเจ้าของคิงพาวเวอร์ วิชัย รักศรีอักษร หรือแม้กระทั่งนักธุรกิจใหญ่ๆ หรือคนที่เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่าน แต่ว่าไม่เคยมีฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ต้องถือว่าเป็นคนที่อยู่ฝ่ายการเมือง นี่เป็นครั้งแรกที่พระองค์ท่านได้เปิดโอกาสให้คุณหญิงอ้อเข้ามา ก็เลยมีการตีความออกไปกันเยอะแยะไปหมดเลยว่า ตอนนี้เป็นไปได้ไหมว่าจะเริ่มมีกระบวนการปรองดองกันแล้วจริงๆ จากพลพรรคฝ่ายเสื้อแดง และในขณะเดียวกัน ก็เป็นการปรองดองกันโดยที่ไม่ต้องมาทะเลาะกัน แล้วมาช่วยกันทำงานเพื่อชาติ เพื่อบ้านเพื่อเมือง


ทั้งหมดนี้ ก่อนที่จะสรุปว่าเอฟเฟกต์ หรือผลของการเข้าเฝ้าฯ ครั้งนี้ มันสะเทือนทางการเมืองอย่างไร เราต้องเล่าที่มาที่ไปก่อน ท่านผู้ชมจำได้ใช่ไหมครับ อาทิตย์ที่แล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน ผมเป็นคนที่พูดในรายการ พูดว่าสถาบันกษัตริย์นั้นสามารถจะเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยทุกฝ่ายได้เลย ถ้าจะมองในนัยทางการเมืองก็คือว่า พระองค์ท่านได้เดินก้าวแรกที่จะให้มีการพูดคุยกัน และสามารถที่จะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน เพราะว่า ... ท่านผู้ชมครับ ด้วยความสัตย์จริง และด้วยความไม่เข้าข้างใคร นโยบายปรองดองของ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งแต่สมัย คสช. มาจนถึงปัจจุบันนั้น ไม่สำเร็จ ล้มเหลวมาตลอด มีแต่ความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น


เพราะฉะนั้นแล้ว การก้าวเข้ามาครั้งนี้ หรือการที่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นมา มันก็เลยทำให้เราอดคิดไม่ได้ ว่าหรือการเมืองจะเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว วันนี้คงต้องเลิกคิดไปได้แล้วว่าการรัฐประหารอีกครั้งหนึ่งจะเกิดขึ้นหรือเปล่า ทั้งๆ ที่เมื่อวันที่ 10 สิบกว่าๆ 18-19 กันยายน ที่ผ่านมานี้ มีโอกาสที่จะเกิดรัฐประหาร 2-3 ครั้ง ในขณะนั้น นี่เป็นข้อเท็จจริงเลย และสิ่งที่ผมเคยออกรายการว่ากลิ่นรัฐประหารโชยมา จริงๆ เตรียมพร้อมกันเรียบร้อยแล้ว แต่รู้สึกว่าจะถูกสั่้งห้ามเอาไว้ ส่วนจะถูกสั่งห้ามอย่างไร ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่ายุติเพราะว่าการรัฐประหารนั้นไม่ใช่ทางออกของปัญหา ทางออกของปัญหาก็คือว่า ใครก็ตามที่คิดว่าตัวเองนั้นไม่มีสติปัญญาที่จะบริหารชาติบ้านเมืองได้ หรือว่าบริหารชาติบ้านเมืองมานานจนเกินไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องลาออก แล้วก็หาทางที่จะแก้รัฐธรรมนูญให้มันเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่านี้ขึ้นมาอีกเยอะ

ท่านผู้ชมครับ ก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ เราต้องเล่าที่มาที่ไปของพรรคเพื่อไทย และที่มาที่ไปของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร และทักษิณ ชินวัตร ตลอดจนเครือญาติ ไม่ว่าจะเป็นคุณแดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอีกหลายๆ พวก ข้อเท็จจริงข้อแรกที่ทุกคนต้องรู้ และทุกคนต้องยอมรับมันไป แล้วก็ไม่ต้องมานั่งปฏิเสธกันนะครับ ผมรำคาญที่จะต้องมานั่งอธิบายแล้วเอาหลักฐานให้ดู


พรรคเพื่อไทยยังเป็นของเครือชินวัตรอยู่ ยังเป็นของทักษิณ ชินวัตร ส่วนคุณหญิงอ้อนั้น คุณหญิงพจมาน ชินวัตร คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ในขณะนี้ จะถือว่าเป็นหุ้นส่วนในพรรคเพื่อไทยก็ย่อมได้ พรรคเพื่อไทยในอดีตนั้น เนื่องจากว่าในสมัยยุคที่คุณทักษิณยังรุ่งเรืองอยู่ และโด่งดังเหมือนพลุที่อยู่บนฟ้า ยังไม่ตกลงมา 


ช่วงนั้นก็จะมีเป็นพรรคเป็นพวก ทักษิณ ชินวัตร ก็มีน้องสาว ชื่อเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เยาวเรศ ชินวัตร มียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นที่รู้กันว่าสายของคุณเยาวภา หรือสายของทางครอบครัวคุณทักษิณนั้น ศรศิลป์ไม่ค่อยกินเส้นกับสายของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร


เพราะว่าคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร นั้นได้จับมือทำงานร่วมกับทักษิณ ชินวัตร มาตั้งแต่เริ่มแต่งงานใหม่ๆ กัดก้อนเกลือมา ดิ้นรนกัน ทำคอมพิวเตอร์ ทักษิณ ชินวัตร เอาคอมพิวเตอร์ไปประมูลกับตำรวจ คุณพจมานก็ให้กำลังใจอยู่ข้างหลัง ช่วยเป็นหลังบ้าน ช่วยจัดการโน่นจัดการนี่ จนกระทั่งมีการวิ่งเต้นขึ้นมา แล้วก็ไปได้สัมปทานในการทำโทรศัพท์มือถือ ที่กลายเป็นเอไอเอสทุกวันนี้ คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทักษิณ ชินวัตร ผมกล้าพูดได้ว่าทุกๆ เรื่อง แม้ว่าในเรื่องทางการเมือง


ข้อแตกต่างระหว่างของทักษิณ กับคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ก็คือว่า ในขณะซึ่งคุณทักษิณจะเป็นคนที่ไม่เด็ดขาด โลเล ซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เกรงอกเกรงใจคนนี้ คือวางแผนเยอะแยะไปหมด แต่คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร เป็นคนที่ธรรมดาสามัญมาก และมองอะไร มองแบบไม่ซับซ้อน เอาก็เอา ไม่เอาก็ไม่เอา ลักษณะของพจมานก็จะเป็นเช่นนี้


ตัวละครอีกตัวหนึ่งซึ่งก้าวเข้ามาอยู่ในบทบาทของความสัมพันธ์ของคนต่างๆ เหล่านี้ ก็คือคุณหญิงหน่อย หรือคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์


คุณหญิงหน่อย นั้นเดิมทีอยู่พรรคอื่นมาก่อน จนกระทั่งในที่สุดก็ได้เข้ามามีบทบาทในพรรคเพื่อไทย ตั้งแต่สมัยยังวเป็นพรรคไทยรักไทย ก็ต้องยอมรับว่าคุณหญิงหน่อยนั้นมีความสามารถเป็นพิเศษอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการพูดการจา หรือการแสดงออกต่อหน้าสาธารณชน ก็เรียกว่ามีคนชมชอบคุณหญิงหน่อยมากพอสมควร แล้วคุณหญิงหน่อยก็เป็นคนที่สามารถจะบริหารจัดการงานการต่างๆ บวกผสมกับการสร้างภาพพจน์ให้ตัวเอง ก็เลยทำให้ชื่อเสียงของคุณหญิงหน่อยดังขึ้นมา


แต่ก็เป็นที่รู้กันในวงในว่า คุณหญิงหน่อย หรือคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นั้น ก็ไม่ใช่กลุ่ม และก็ไม่ถูกกับกลุ่มของคุณแดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ และขณะเดียวกัน ก็ค่อนข้างจะไม่ถูกกับคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร เช่นกัน ท่านผู้ชมนึกออกใช่ไหม คุณทักษิณ คุณเยาวภา อยู่ตรงนี้ ครอบครัวคุณทักษิณอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ คุณเยาวเรศ ชินวัตร คุณพายัพ ชินวัตร ทุกคนก็พึ่งบุญบารมีของทักษิณ ชินวัตร ในการที่จะเข้ามาเล่นการเมือง แล้วก็สัมผัสโน่นสัมผัสนี่ ส่วนจะมีผลประโยชน์หรือไม่นั้น ก็ไปคิดกันเอาเองก็แล้วกัน

อีกด้านหนึ่งคือภรรยา คือคุณพจมาน ชินวัตร แล้วคุณพจมาน ชินวัตร สร้างกิจการพร้อมกับทักษิณ ชินวัตร ด้วยการทำเอสไอเอส ด้วยการทำเอสซี แอสเสท


แล้วเหตุผลหนึ่งที่เอสซี แอสเสท ช่วงนั้นมีคุณยิ่งลักษณ์ เข้าไปเป็นกรรมการผู้จัดการ ก็เพราะว่าในบรรดาตระกูลชินวัตรด้วยกัน คนที่คุณหญิงอ้อ หรือคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ยอมรับมากที่สุด ก็คือคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็คือคุณปูเป็นคนที่ลันล้า ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใคร แล้วคุณพจมานก็คิดว่า ไหนๆ คุณทักษิณก็มีหุ้นอยู่ในเอสซี แอสเสท ครอบครัวเดียวกัน ก็เลยต้องเอาเข้ามาร่วมด้วย ไม่เสียหาย ในบรรดาญาติพี่น้องทั้งหมด มีคุณยิ่งลักษณ์ที่เข้ามาได้ ทำไมคุณพายัพไม่เข้ามา ทำไมคุณเยาวเรศไม่เข้ามา กลับกลายเป็นคุณยิ่งลักษณ์ ก็เพราะด้วยคุณสมบัติที่ผมเรียนให้ท่านผู้ชมทราบอยู่ตรงนี้

ทีนี้ ในระหว่างที่ทำพรรคไทยรักไทย และไล่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่คุณทักษิณจะต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ และไม่ได้กลับมา


จนวันนี้ เป็นระยะเวลาประมาณสิบกว่าปีแล้ว ช่วงนั้น ในช่วงต้นๆ คนที่คอยดูแลกลุ่มของพรรคไทยรักไทย ซึ่งกลายพันธุ์มาเป็นพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคโน่นพรรคนี่ คนที่เข้ามาดูแลพรรคจริงๆ ก็จะดูแลผ่านนอมินีหลายคน แต่จริงๆ แล้วคนที่รับผิดชอบในเรื่องค่าใช้จ่ายของพรรค หรือ ส.ส.ต่างๆ นั้น กลับกลายเป็นคุณหญิงอ้อ ก็คือคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ซึ่งก็เป็นที่รู้กันในบรรดา ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อีสาน หรือไม่ว่าจะเป็น ส.ส. กรุงเทพมหานคร หรือว่าจะเป็นคนโน้นคนนี้ คนนั้น ว่าเวลาขาดเงินในช่วงนั้น ก็ไปเอากับคุณพจมาน แม้กระทั่งตึก อาคารที่อยู่กันทุกวันนี้ ก็เป็นทรัพย์สมบัติของคุณหญิงอ้อ ที่พรรคเพื่อไทยอยู่ ด้วยเหตุนี้ ภาพพจน์ ตลอดจนอิทธิพลของคุณพจมาน ชินวัตร นั้น อยู่ในนี้ และไม่เป็นที่ปฏิเสธกันเลยแม้แต่นิดเดียว


ตอนที่ คสช. เข้ามา แล้วเข้ามายึดอำนาจ จะสังเกตอย่างหนึ่ง คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร จะเป็นคนที่เงียบ โลว์โปรไฟล์มาก ไม่พบใคร ไม่ให้สัมภาษณ์ใคร ไม่พูดกับใคร ทำอะไรก็ทำเงียบๆ หรือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าใช้ภาษานักเลงเขาเรียกว่าเป็นคนพูดน้อยต่อยหนัก ไม่ค่อยพูด แต่ถ้าเอาก็เอา ชัวะเลย ไม่ต้องพูดมาก คือเป็นคนใจถึง เป็นผู้หญิงที่ใจถึงมากๆ แล้วก็ใจถึงจนกระทั่งผู้ชายเองยังกลัว แม้กระทั่งคุณทักษิณ ก็ยังใจสู้คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ไม่ได้เลย ท่านผู้ชมต้องจำตรงนี้ไว้ดีๆ นะครับ คุณหญิงอ้อเป็นคนที่ใจถึงมากๆ


เอาล่ะ เรามาดูวิวัฒนาการของทางการเมืองกันสักนิดหนึ่ง ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องราวของการกราบสะเทือนแผ่นดิน ต้องเข้าใจที่มาที่ไปก่อน

พอต่อมาภายหลัง พอคุณทักษิณไม่อยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยก็เริ่มจะเละแล้ว เละไปทีละนิดๆๆ ที่ยังคงจะเอาอยู่ได้ก็จะเป็นคนอยู่ไม่กี่กลุ่ม


กลุ่มของคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็คือกลุ่มกรุงเทพมหานคร มีคุณการุณ โหสกุล (เก่ง) ซึ่งเป็น ส.ส.เขตดอนเมือง มีกลุ่มพวกบรรดา น.อ.อนุดิษฐ์


แล้วหลายๆ คนที่เป็นกลุ่มกรุงเทพมหานคร ซึ่งคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นคนที่จับกลุ่มนี้อย่างแน่นหนา แล้ว ส.ส.กรุงเทพมหานคร ในอดีตที่พรรคเพื่อไทยเคยได้มาจำนวนมาก ก็มาจากผลการบริหารการจัดการของคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และพรรคพวกของคุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

ส่วนทางคุณแดง เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ความที่พื้นฐานตัวเอง ป้อมปราการของตัวเองอยู่ทางภาคเหนือ คุณเยาวภาก็เลยคุมทางสายภาคเหนือเอาไว้ ก็จะแบ่งเป็นก๊กแล้ว ก๊กภาคเหนือก๊กหนึ่ง ภาคเหนือตอนหลังขยายจากวังบัวบาน มาลงจนถึงวังน้ำยม วังน้ำยมคือใคร ? ก็คือกลุ่มคุณสมศักดิ์ เทพสุทิน


เพราะฉะนั้นแล้ว ภาคเหนือตอนกลาง กับภาคเหนือตอนบน อยู่ในเงื้อมมือของคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ไม่เว้นแม้กระทั่งท่าน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ซึ่งสมัยก่อนก็เคยอยู่พรรคเพื่อไทย

ทีนี้ พอมาดูอีกกลุ่มหนึ่ง ที่เห็นชัดๆ คือกลุ่มกรุงเทพมหานครนั้นก็เป็นกลุ่มที่มีความแตกแยกพอสมควร กลุ่มทางกรุงเทพฯ ก็ส่วนหนึ่ง ส่วนกลุ่มบางบอน หรือฝั่งธนฯ นั้น คุณเฉลิม อยู่บำรุง ก็ไม่ยอมให้คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เข้ามาจุ้นจ้านหรือมายุ่งในเขตของฝั่งธนฯ


เพราะว่าคุณเฉลิมก็ถือว่าเขาเป็นเจ้าพ่อฝั่งธนฯ เขากำหนดตัวคนได้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า การจัด ส.ส.ที่จะลงเพื่อเลือกตั้งนั้น ฝั่งธนฯ จะไม่มีใครแย่ง คำพูดของเฉลิม อยู่บำรุง จะเป็นประกาศิต ว่าเขตนี้ในฝั่งธนฯ จะเอาใครลงๆๆ นั่นคือที่มาว่าทำไมนายวัน อยู่บำรุง ถึงได้รับเลือกเป็น ส.ส. งวดนี้ ท่านผู้ชมเริ่มเห็นภาพแล้วใช่ไหมครับ กรุงเทพฯ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ฝั่งธนฯ เฉลิม อยู่บำรุง ถึงจะมี ส.ส. ไม่กี่คนก็ตาม ส่วนข้างบนนั้น เหนือ วังบัวบาน มาถึงวังน้ำยม คือสายของคุณเยาวภา วงศ์สวัสดิ์

ส่วนทางสายอีสานนั้น ก็เป็น ส.ส.ทางอีสาน ซึ่งจับกลุ่มกันเป็นคนหลายๆ คน ครั้งหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้ คุณวิรัช รัตนเศรษฐ ก็เป็นหนึ่งในขุนพลของ ส.ส.ฝ่ายอีสาน รวมไปจนถึงคุณสันติ พร้อมพัฒน์


และอีกหลายๆ คนที่ขณะนี้รวมตัวอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ หรือพอจะพูดได้ว่า ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐ ต้องมี 30 หรือ 40 เปอร์เซ็นต์ ที่ลี้ภัย หรือผ่องถ่ายมาจากพรรคเพื่อไทย เพราะฉะนั้นจะพูดว่าเป็นดีเอ็นเอเดียวกัน ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ บางส่วนนั้น ก็ย่อมไม่ผิด เมื่อภาพมันเป็นอย่างนี้แล้ว ปัญหาใหญ่ก็คือว่า ตั้งแต่ คสช.เข้ามา ตั้งแต่ปี 2557 ห้าปีกว่าก่อนจะมีรัฐบาล หรือแม้กระทั่งมีรัฐบาลแล้ว หกปีเต็มๆ ปรากฏว่า ส.ส.สายของพรรคเพื่อไทย อดอยากปากแห้ง นี่คือความจริงที่เราต้องยอมรับกัน ใครก็ตามที่เป็นฝ่ายค้านและไม่ได้เป็นฝ่ายรัฐบาล ก็จะอดอยากปากแห้งหมด เพราะว่าไม่มีงาน ตัวเองไม่ได้เป็นรัฐมนตรี หรือพรรคพวกตัวเองไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ที่จะมาขอแบ่งปันน้ำแกงกินสักช้อนหนึ่ง ก็ไม่ได้ ไม่มี อย่าว่าแต่แบ่งปันน้ำแกงเลยนะ แม้กระทั่งเศษน้ำแกงที่เหลือก้นชาม ก็ยังไม่ได้กิน เพราะฉะนั้นแล้ว ส.ส. ถ้าไม่มีเงิน ก็อยู่ไม่ได้


ท่านผู้ชมครับ ผม ประสบการณ์ในชีวิตที่เจอพวกนี้ ผมเจอมาเยอะ คุณบรรหาร ศิลปอาชา ก่อนจะสิ้นชีวิต สมัยที่ยังเล่นการเมืองอยู่ เคยคุยกับผม สนธิ สนธิเชื่อพี่สิ เป็น ส.ส. เป็นพรรคการเมืองนี่ต้องเป็นรัฐบาลอย่างเดียว ถ้าไม่เป็นรัฐบาลแล้วจน อดอยากปากแห้ง นี่ก็คือคำตอบ คำตอบว่าทำไมทุกครั้งที่มีการเมือง คนอย่างคุณบรรหาร ศิลปอาชา ซึ่งแต่ก่อนอยู่พรรคชาติไทย แล้วกลายเป็นพรรคชาติไทยพัฒนา หรือคนอย่างคุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือแม้กระทั่งคนอย่างคุณอนุทิน ชาญวีรกูล


ทุกคนไม่ต้องการเป็นฝ่ายค้าน ทุกคนพร้อมจะเฮไปเป็นรัฐบาล เพื่ออะไร ? เพื่อจะได้มีตำแหน่งแห่งที่ในรัฐบาล เพราะว่ายิ่งในยุคโควิด-19 ที่เศรษฐกิจมันตกต่ำมาก ทำมาหากินอะไรแทบจะไม่ได้เลย มีการเป็นรัฐบาลอยู่ฝ่ายเดียวที่สามารถจะใช้งบรัฐบาลมา แล้วก็จัดสรรปันส่วน แบ่งปันน้ำแกงถ้วยหนึ่งมาให้ฉันกินบ้าง ก็คือถ้างบรัฐบาลเป็นเหมือนกับน้ำแกงหม้อหนึ่ง ก็สามารถจะแบ่งมาใส่ถ้วยชามสักชามหนึ่ง แล้วมานั่งกินกัน ความหมายก็คือ ผลประโยชน์ในรูปของเงินทอง ไม่ว่าจะเป็นการประมูล ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างถนน ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งเต้นติดต่อ


พักหนึ่งสมัยหนึ่ง ตั้งแต่สมัยคุณมนตรี พงษ์พานิช ยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ท่านผู้ชมครับ คุณมนตรีเป็นคนที่เริ่มพฤติกรรมแบบนี้ คือใครก็ตามที่ต้องการเป็นอธิบดีในกระทรวงคมนาคม เอาเงินมากองเอาไว้ ใครกองเยอะที่สุด เอาไป แล้วนิสัยนี้ก็เริ่มแพร่กระจายไปจนถึงกระทรวงเกษตรฯ และหลายๆ กระทรวงที่มีผลประโยชน์อยู่ ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่ง ทำไมกรมวิชาการเกษตรถึงต้องใช้เงินเยอะ ที่จะขึ้นมาเป็นอธิบดี ซึ่งผมไม่รู้ว่าอธิบดีคนปัจจุบันเป็นอย่างนี้หรือเปล่า แต่ว่าผมคิดว่าในอดีตเคยมีการกระทำเช่นนี้ ก็คือพูดง่ายๆ ว่า สมมุติว่าบริษัทต่างๆ ที่ทำมาค้าขายกับกรมวิชาการเกษตร สำคัญตรงไหนกรมวิชาการเกษตร ? กรมวิชาการเกษตรก็คือหน่วยงานที่สามารถที่จะรับสินค้ามาแล้วบอกว่าอันนี้กรมวิชาการเกษตรรับรอง แล้วก็ทำเป็นนโยบายเพื่อให้เกษตรกรซื้อสินค้าต่างๆ เหล่านี้ไปใช้ เพราะฉะนั้นแล้ว คนพวกนี้ก็จะเต๊ยเงินกัน ก็คือเอาเงินมาลงขันกันหลายๆ เจ้า 30 ล้านบ้าง 50 ล้านบ้าง 25 ล้านบ้าง แล้วก็เอาไปให้รัฐมนตรีบางคน รัฐมนตรีก็จะตั้งคนนี้ขึ้นมาเป็นอธิบดี ถึงเวลาอธิบดีก็เลยตอบแทนผลประโยชน์ให้กับบรรดานักลงทุนทั้งหลาย พ่อค้าทั้งหลายที่มาลง


นี่ผมยกตัวอย่างว่าลักษณะของหน่วยงานราชการมันเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีสามารถที่จะดำเนินการและมีผลประโยชน์ได้อย่างง่ายที่สุด ปานประหนึ่งการดีดนิ้ว เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ อย่าไปเชื่อ ผมอยู่ในแวดวงการเมืองมานาน อายุผม 72 ปี ผมเห็นมาหมดแล้ว ใครก็ตามมาพูด โกหก ตอหลดตอแหลว่าไม่มีจริง ไม่มี ไม่ใช่ จริงหมด แล้วผมจะพูดให้ท่านผู้ชมทราบ ไม่เว้นแม้กระทั่งทหาร เมื่อทหารเป็นรัฐมนตรี ก็เช่นกัน ก็อย่างนี้เช่นกัน เป็นเพียงแต่ว่าบางครั้งทหารตั้งราคาไม่เป็น ราคาอาจจะถูกกว่านักการเมือง สมมุตินักการเมืองบอกว่างานนี้ต้อง 50 ล้าน ผมถึงจะอนุมัติ แต่ทหารอาจจะบอกว่าขี้เกรงใจ คิดเงินไม่เป็น เอาแค่ 10 ล้านก็พอ แต่นั่นมันคือหลายปีมาแล้วนะ แต่ตอนนี้ทหารบางคนเก่งกว่านั้นอีก แรงกว่านั้น นักการเมืองบางคนสู้ทหารบางคนไม่ได้


ท่านผู้ชมสังเกตไหมว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยหอการค้าฯ ได้มีการทำวิจัยในเรื่องการคอร์รัปชัน เขาบอกชัดเจนว่ายุค คสช. ที่มีทหารบริหารชาติบ้านเมือง เป็นยุคที่คอร์รัปชันมากที่สุด ผมเพียงแต่เอาตัวเลข เอาข้อมูลข้อเท็จจริงที่เขาพูดเอามาพูดให้ฟัง


เอาล่ะ ตอนนี้ท่านผู้ชมเข้าใจหลักการแล้วใช่ไหมว่า ถ้าไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วอดอยากปากแห้ง ทีนี้พอ ส.ส.อดอยากปากแห้ง ส.ส.มันมีค่าใช้จ่าย มันมีเรื่องของงานบุญ งานบวช งานแต่งงาน วัดนี้ในเขตของตัวเอง ในพื้นที่ของตัวเอง ต้องการจะสร้างอุโบสถ ก็มาขอให้ ส.ส.ช่วยเรี่ยไรบริจาค ชาวบ้านลำบาก ไม่มีถนน ถ้า ส.ส.อยู่กับรัฐบาล ส.ส.ก็สามารถที่จะไปคุยกับฝ่ายรัฐบาลได้ว่า ช่วยแบ่งงบประมาณก้อนหนึ่ง ออกงบประมาณมาสร้างถนนเส้นนี้ให้อำเภอผมหน่อยได้ไหม ให้หมู่บ้าน ให้ตำบลผมหน่อยได้ไหม แต่ถ้า ส.ส. ไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล จะไปขอก็ไม่ได้ แต่บางครั้งรัฐบาลก็จะใช้ประเด็นนี้เป็นตัวดึง ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามมา อย่างเช่น คุณบอกอยากได้ถนนเส้นนี้ เดี๋ยวผมจะจัดการให้ ช่วยจัดงบประมาณให้ แต่คุณต้องคืนหนี้ให้ผมนะ คืนอย่างไร ? คือเวลาผมต้องการเสียงฝ่ายค้าน คุณยกมือให้ผมได้ไหม ? ก็คือข้อตกลงกัน ก็คือว่าแลกเปลี่ยนกัน


ท่านผู้ชมครับ การเมืองเมืองไทยและการเมืองทั่วไปในโลก ไม่มีมิตรแท้และไม่มีศัตรูถาวร ทุกอย่างตกลงกันด้วยผลประโยชน์ เงินอยู่ที่ไหน ความเป็นมิตรเกิดขึ้น เงินไม่อยู่ที่ไหน หรือมีเงินอยู่ แต่ยังไม่มีใครเป็นเจ้าของ แล้วมาแย่งกัน ความเป็นศัตรูก็เกิดขึ้น

ทีนี้ท่านผู้ชมคิดดูสิ หกปีเต็มๆ จนกระทั่งมีรัฐบาล พอมีรัฐบาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว พรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นฝ่ายค้านต่อ เพราะฉะนั้นไม่มีกินมาเป็นเวลากว่า 4 ปี 5 ปี แล้วอีกปีหนึ่งที่รัฐบาลนี้อยู่ พรรคเพื่อไทยก็ไม่มี เพียงแต่ว่าพรรคเพื่อไทยบางคนทำมาหากินกับฝ่ายรัฐบาล อย่างเช่น การที่อภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจจะยกเว้นคนบางคนเอาไว้ แล้วหาทางที่จะประกาศว่ายกเว้นคนนี้ ไม่เอามาอภิปรายด้วย ก็เป็นไปได้ว่าไปรับเงินเขามาเรียบร้อยแล้ว 20 ล้านบ้าง 30 ล้านบ้าง นี่คือวิธีทำมาหากิน แต่ไม่ใช่ทุกคนจะทำมาหากินได้อย่างคนที่ผมยกตัวอย่างให้ฟัง ท่านผู้ชมไปอ่านข่าวดูก็คงจะรู้ว่าที่ผมพูดนี้หมายถึงใคร ก็ไปคิดดูแล้วกันถ้าท่านผู้ชมเป็นคนที่ตามข่าวตลอดเวลา


เพราะฉะนั้นแล้ว เมื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทย อดอยากปากแห้ง แล้วก็ในการตั้งหัวหน้าพรรคนั้น คุณสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ มีความหวังมากในตอนแรกที่จะเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่เผอิญวังบัวบาน คุยกับคุณทักษิณ ชินวัตร แล้วคุณทักษิณอาจจะเกรงใจ เพราะว่าคุณสุดารัตน์ อย่าลืมนะ ไม่ถูกกับวังบัวบาน แล้วก็ไม่กินเส้นกับคุณพจมาน ด้วยเหตุนี้ทางออกคือตัวเลือกที่เป็นตัวประนีประนอมก็คือคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าท่านผู้ชมถามว่าทำไมคุณสุดารัตน์ถึงต้องลาออก แล้วทำไมคุณสุดารัตน์ถึงพูดในทำนองว่า พร้อมที่จะช่วยแต่ไม่ขอดำรงตำแหน่งอะไร เพราะว่าคุณสุดารัตน์กินใจมาตั้งแต่สมัยตั้งหัวหน้าพรรคแล้วว่าตัวเองควรจะได้ ตัวเองก็เลยได้รางวัลที่สอง ก็คือเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค


จริงๆ แล้วตำแหน่งประธานยุทธศาสตร์พรรคมันเป็นตำแหน่งที่มีอิทธิพลมากพอสมควร รองมาจากหัวหน้าพรรค สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ต่างๆ สมมุติว่าจะมีการเลือกตั้ง ก็กำหนดยุทธศาสตร์ว่า กทม. จะกำหนดยุทธศาสตร์อย่างไรในการเลือกตั้ง จะจัดใครบ้างเอามาลงที่นั่น แต่เนื่องจากว่าพรรคเพื่อไทยมันมีหลายก๊ก หลายกลุ่มมากมาย จนกระทั่งคุณสุดารัตน์ไม่สามารถจะมีเอกภาพในการทำงาน คุณสุดารัตน์ก็เลยต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ ในที่สุดคุณสุดารัตน์ทนไม่ได้ อาจจะได้ข่าวมาว่าหลังจากที่มีการเข้าไปกราบรัชกาลที่ 10 คุณสุดารัตน์รู้ว่าจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณสุดารัตน์ก็เลยลาออกทั้งยวง แล้วสังเกตว่าที่ตามคุณสุดารัตน์มานั้นก็คือ ส.ส.ที่สังกัดอยู่ใน กทม.ทั้งสิ้น


คุณสุดารัตน์ เดิมทีคิดที่จะไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ แต่ตอนนี้น่าจะเปลี่ยนใจ เพราะว่าอยู่ต่อไปจะดีกว่า ลองดูเหตุการณ์ต่อ

ท่านผู้ชมครับ ถามดูว่า แล้วทำไมคุณหญิงอ้อถึงเข้ามา ? ท่านผู้ชมอย่าเอาตัวเองวัดในฐานะที่เป็นคนสนใจการเมือง เอาความเป็นแม่ แก้วตาดวงใจของทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ก็เหมือนกับแก้วตาดวงใจของพวกเราทุกคน คือลูกๆ เขามีเอม เขามีอุ๊งอิ๊ง และเขามีโอ๊ค 3 คน สามคนนี้ก็คือแก้วตาดวงใจ เขาจะไม่ให้อะไรเกิดขึ้นกับอุ๊งอิ๊ง เอม หรือโอ๊ค


ในการที่โอ๊คโดนฟ้องกรณีฟอกเงิน ข้อหาที่รับสินบนมาจากกฤษดามหานคร แล้วศาลชั้นต้นยกฟ้อง ยกฟ้องว่าไม่ผิด โดยที่ความเห็นของผู้พิพากษาสองคนขัดแย้งกัน แต่ในหลักการแล้ว เมื่อความเห็นของผู้พิพากษาสองคนขัดแย้งกัน อัยการจำเป็นจะต้องอุทธรณ์ แต่อัยการคดีโอ๊คไม่อุทธรณ์ ก็เพราะว่ามีการพบกันระหว่างผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชารัฐ โดยเจรจากันให้รู้เรื่องว่าถ้าสั่งไม่ฟ้องโอ๊ค ก็คือถ้าอัยการสั่งไม่ฟ้องโอ๊ค แล้วทิ้งไว้สัก 1 เดือน คดีก็จบไป ถือว่าจบสิ้นแล้ว โอ๊คก็พ้นผิด


สิ่งที่ต้องแลกไปก็คือว่า เขาพร้อมจะยกพรรคเพื่อไทยให้กับผู้ใหญ่คนนั้น ผมขอพรรคเพื่อไทยได้ไหม คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ระหว่างพรรคเพื่อไทย กับความสุข ชีวิตของลูก อะไรไม่สำคัญเท่ากับลูก ต้องปกป้องลูกเอาไว้ก่อน เมื่อปกป้องลูกเอาไว้แล้ว พรรคเพื่อไทยจะเอาไปทั้งพรรคก็ได้ ไม่เป็นไร ขอให้ลูกปลอดภัย เพราะวันนี้ทรัพย์สมบัติที่คุณหญิงมี หรือกิจการที่คุณหญิงทำอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเอสซี แอสเสท ทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าเอสซี แอสเสท เพราะว่าเอสซี แอสเสท เป็นบริษัทที่มีที่ดินมหึมา มหาศาล ทั่วกรุงเทพฯ และทั่วประเทศไทย เอสซี แอสเสท สะสมที่ดินต่างๆ เหล่านี้มาตั้งแต่สมัยไหน ? มาตั้งแต่สมัยที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และคุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม


และในช่วงนั้นเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยในปี 2540 ล่มสลาย แล้วหลังจากนั้นทรัพย์สินต่างๆ ของคนที่มีทรัพย์สินต่างๆ แล้วถูกแบงก์ยึด ก็ถูกขายทอดตลาด แล้วไปอยู่ที่กรมบังคับคดี


ท่านอธิบดีกรมบังคับคดีในยุคนั้น ปัจจุบันเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารกรุงเทพ แล้วกรมบังคับคดีขึ้นอยู่กับกระทรวงยุติธรรม เพราะฉะนั้นแล้ว เอสซี แอสเสท ก็เลยใช้ช่องทางสายสัมพันธ์ต่างๆ เหล่านี้ไปกว้านซื้อที่ดินในราคาถูกเข้ามาเก็บเอาไว้ใน port folio ของตัวเอง เพราะฉะนั้นแล้วท่านผู้ชมจะรู้ว่า ทฤษฎีทุกอย่างที่เกี่ยวกับผลประโยชน์นั้น มันผูกพันไปทางการเมืองหมดทุกเรื่อง ด้วยเหตุนี้ท่านผู้ชมจะเห็นได้ว่า ส่วนหนึ่งเพราะต้องการที่จะให้ลูกปลอดภัย คือโอ๊ค พานทองแท้ เพราะตอนนั้นถ้าอัยการอุทธรณ์ต่อ ไม่รู้ว่าผลอุทธรณ์จะออกมาอย่างไร ผิดหรือไม่ แล้วถ้าฎีกาออกไป ก็เสี่ยง เพราะฉะนั้น ทักษิณ ชินวัตร และคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ไม่มีวันที่จะให้ลูกชายคนเดียวของตัวเอง จะต้องเข้ามาเสี่ยง นั่นก็คือที่มาของการคุยกันระหว่างสายคุณพจมาน ณ ป้อมเพชร และผู้ใหญ่คนหนึ่ง เจ้าของเครือข่ายใหญ่ที่พรรคพลังประชารัฐ เพื่อแลกกัน เพราะฉะนั้นแล้ว ต้องรู้ไว้ว่า อัยการ บางครั้งก็ทำตามใบสั่งเช่นกัน บอส วรยุทธ อยู่วิทยา ชัดเจน กรณีของโอ๊ค พานทองแท้ ชัดเจน


เพราะฉะนั้นเรื่องของโอ๊ค พานทองแท้ จบไปแล้ว สิ่งที่คุณหญิงอ้อ พจมาน ณ ป้อมเพชร กำลังกังวล ก็คือเรื่องของเพื่อไทย และเสื้อแดง เพราะเพื่อไทย กับเสื้อแดงนั้น ผูกอยู่กับกัน เพราะว่าเสื้อแดง คือพวก นปช.นั้น เป็นกองกำลังของเพื่อไทย


แล้ววันที่มีปัญหา แล้วทำให้คุณหญิงอาจจะต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ก็คือวันที่ชุมนุมกันวันที่ 19 กันยายน ที่มีพลพรรคเพื่อไทยเข้ามาเป็นหมื่นคนเลย แล้วทำให้กำลังของนักศึกษา หรือนายเพนกวิน กับรุ้งนั้น เป็นกำลังส่วนย่อยไป ซึ่งพิสูจน์ชัดเจนว่านักศึกษาไม่มีกำลัง


แต่คุณพจมาน ณ ป้อมเพชร ก็ต้องกังวลแน่นอนว่า จะถูกมองไปว่าเพื่อไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการล้มพระมหากษัตริย์ด้วยหรือเปล่า เพราะว่าพลเพื่อไทยมาแล้วนี่ มากันหมดเลย เพราะฉะนั้นแล้ว แต่ละสายในขณะนั้นเข้าใจว่าการชุมนุมครั้งนั้นคงจะยิ่งใหญ่ คงจะมีคนเป็นแสน เพราะฉะนั้นจะสามารถล้มรัฐบาลได้ แต่สำหรับคุณหญิงอ้อ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องการล้มรัฐบาล ปัญหากลายเป็นว่าคุณหญิงอ้อ จะอย่างไรก็ตาม มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทยแน่นอน จะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร คุณสันติ พร้อมพัฒน์ ก็เป็นคนของพรรคเพื่อไทย เป็นคนของคุณหญิงอ้อเช่นกัน เพราะฉะนั้นหนีไม่พ้นที่พรรคเพื่อไทยจะจ้องถูกโยงเข้าไปว่า สนับสนุนขบวนการล้มเจ้า และนั่นคือที่มาของการล้างบางของพรรคเพื่อไทย

ง่ายๆ ท่านผู้ชม ยังอยากได้ท่อน้ำเลี้ยงใช่ไหม ? ถ้าอยากได้ท่อน้ำเลี้ยง ทำตามที่ฉันพูด เพราะว่าพรรคนี้ คนที่เป็นเจ้าของชัดเจน มีตัวตนเป็นเจ้าของ คุณทักษิณเป็นเจ้าของ ตัวละครที่อยู่เบื้องหลังทักษิณ ก็มีอยู่สองคน คนหนึ่งก็คือเยาวภา วงศ์สวัสดิ์


อีกคนหนึ่งก็อาจจะเป็นบางคนก็ได้ แต่ว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็คือคุณหญิงอ้อ แล้วสมาชิกพรรคเพื่อไทย พอใจที่จะฟังคุณหญิงอ้อมากกว่า เพราะคุณหญิงอ้อ ถ้าพูดรู้เรื่อง ใจถึง แล้วคุณหญิงอ้อ ไม่ต้องผ่านนอมินีคนไหนก็ตาม เขาเรียกว่า เงินถึง คำพูดถึง ถ้าคำพูดรับปากกันอย่างนี้ปั๊บ เอาเงินไป ผมถึงบอกว่าคุณหญิงอ้อเป็นคนที่ใจเด็ดมาก สังเกตไหมครับว่า จากนี้ไปท่านผู้ชมจะเริ่มเห็นแล้วว่า กระบวนการพรรคเพื่อไทยที่เกิดขึ้นใหม่นั้น จะอ่อนน้อมถ่อมตน และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับพวกกรณีของนักศึกษาที่ต้องการจะล้มเจ้า จะตัดขาดกันเลย แล้วตรงนี้ก็เลยจะทำให้เกิดการโดดเดี่ยวพรรคก้าวไกล


จนวันนี้คุณธนาธร คุณปิยบุตร คุณช่อ ยังไปไม่เป็นเลยว่าจะเดินอย่างไร ตอนนี้ เพราะว่าถ้าในสภาฯ พรรคเพื่อไทยไม่เล่นด้วยกับพรรคก้าวไกล ก็เท่ากับว่า ถึงแม้พรรคเพื่อไทยประกาศออกมาแล้วว่าถึงไม่ใช่ฝ่ายค้าน ก็ไม่เข้ากับใคร อยู่เฉยๆ ก็คือว่า ใครจะกระโดดโลดเต้น ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม ก็ให้พรรคก้าวไกลกระโดดโลดเต้นต่อ

แล้วผมก็เชื่อว่าพรรคก้าวไกลก็จะถูกโดดเดี่ยว เด็ก เพนกวิน รุ้ง ก็จะถูกโดดเดี่ยว ไม่ถูกโดดเดี่ยวได้อย่างไรท่านผู้ชม เพราะว่ากำลังไม่มี จะเอาใครเข้ามาก็เข้าไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้ว ด้วยเหตุนี้หมากเกมนี้ก็คือการสลายเสื้อแดงออก ไม่ให้ไปเป็นกำลังของพวกล้มเจ้า ก็คือพูดง่ายๆ ว่าจะโค่นเด็ก


ซึ่งวันนี้ผมก็ยังไม่รู้ว่าคุณเพนกวิน กับคุณรุ้ง รู้หรือเปล่าว่าพวกคุณ ความก้าวร้าวของพวกคุณทั้งหลายมันทำให้ทุกอย่างพลิกผันไปทันทีเลย วันนี้โลกแห่งความเป็นจริงยังไม่ใช่พวกคุณอยู่ โลกแห่งความเป็นจริงก็คือยังเป็นประชาชนเสื้อแดงที่อยู่ตามต่างจังหวัด ที่สามารถจะถูกระดมเข้ามาช่วยคุณได้ แล้วถ้าคนพวกนี้ไปแล้ว ไม่อยู่ แล้วพวกนักศึกษาที่เป็นกลางๆ แล้วเขาไม่เห็นด้วยกับวิธีการก้าวร้าวของพวกคุณ คุณจะชุมนุมอีกกี่ครั้ง จะไม่มีใครมา เท่ากับว่ากลุ่มคุณเริ่มสลายแล้ว วันนี้ปรากฏว่าคนที่มีความสุขที่สุดคือ โปรดทราบ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ คุณช่อ และคุณปิยบุตร คนที่มีความสุขที่สุดก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั่งเฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ส้มหล่นมาเป็นลูกๆ เขาเรียกส้มหล่นใส่ตีน ตีนของคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา บวมไปหมดแล้ว เพราะว่านั่งเฉยๆ ได้ผลประโยชน์นี้่มา


ผมมีการสำรวจอะไรอย่างหนึ่ง เพื่อเอามาสนับสนุนข้อที่ผมพูด คือ ซูเปอร์โพลเขาทำ ตัวอย่างระบุจุดยืนทางการเมืองคือกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มพลังเงียบ ก็คือในช่วงก่อนการชุมนุมวันที่ 19 กันยายน กลุ่มที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล คือเส้นสีแดง สูงสุดก็คือ 57.3 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 เปอร์เซ็นต์ 57.3 เปอร์เซ็นต์ ไม่สนับสนุนรัฐบาล แต่พอ 19 กันยายน ผ่านไป มีการก้าวร้าว มีการพูดจาหยาบคาย แล้วก็บทบาทของนายเพนกวิน และบทบาทของคนหลายคนที่อยู่ในที่ชุมนุม แล้วเด็กที่ยะโสโอหังมมังการ ก็ทำให้เปอร์เซ็นต์ของคนที่เคยสนับสนุนฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล 57.3 เปอร์เซ็นต์ ตกลงมาเหลือ 29.7 เปอร์เซ็นต์ ตกลงมาเกือบครึ่ง


ในขณะเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาล คือเส้นสีน้ำเงิน ก็กระโดดขึ้นจาก 13.5 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็นชนะฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล เป็น 33 เปอร์เซ็นต์ ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง ตรงนี้มั้งที่ทำให้หลายคนที่เป็นนักยุทธศาสตร์ หรือแม้กระทั่งคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เห็นแล้วว่าไปไม่รอดแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้ว กลับลำ มานั่งคุยกัน โอกาสจะประนีประนอมกัน หรือโอกาสที่จะเข้ามาร่วมรัฐบาล มีได้เสมอ ผมไม่เชื่อคำพูดท่านนายกฯ ว่าไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ท่านผู้ชมอย่าลืมนะครับว่าพรรคเพื่อไทยก็มีจำนวน ส.ส.ร่วมร้อยคน เพราะฉะนั้นแล้ว การที่มีพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วม มันก็หมายถึงการสามารถที่จะให้รัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สามารถจัดสมการทางการเมืองได้ ไม่พอใจพรรคประชาธิปัตย์ เอาพรรคประชาธิปัตย์ออกไป พรรคภูมิใจไทยไม่ออกหรอกครับ ตีให้ตายก็ไม่ออก ขออยู่ต่อ เพราะกำลังมีความสนุกสนานกับกระทรวงคมนาคมหลายอย่าง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ชัด แต่คำถามจะมีอย่างนี้ครับท่านผู้ชม


5-6 ปีที่ผ่านมานี้ รัฐบาลชุด คสช.ตามล้างตามเช็ดกลุ่มต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย ตามล้างตามเช็ดแม้กระทั่งโอ๊ค พานทองแท้ แต่ก็ต้องถือว่าเป็นกลุ่มพรรคเพื่อไทย เพราะอยู่ฝั่งเดียวกัน เขาเรียกว่าเช็ดทุกเม็ด มีคดีฟ้อง มีคดีฟ้อง ต่อสู้กัน เล่นกันหนัก คนที่รับใช้รัฐบาลแล้วดำเนินคดีฟ้อง มาวันนี้ไปไม่เป็นแล้ว จู่ๆ มีความเป็นไปได้ว่าทั้งสองฝ่ายจะจับมือกัน คำถามคือว่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะเอาอย่างไรเรื่องนี้ ? คุณณัฏฐพล ทีปสุวรรณ จะเอาอย่างไร ? พวกนี้พวก กปปส.และหลายคนซึ่งเป็นมือทำงานของรัฐบาล ในการตามบี้ ตามล้างตามเช็ดฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเพื่อไทย จะคิดอย่างไร ว่า 4-5 ปีที่แล้ว สั่งให้ผมเอาให้ตาย โน่นนี่นั่น ผมก็ดำเนินการ ผมดำเนินคดีให้ ผมเช็กข้อมูลมา ผมเอาขึ้นศาล แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น เจ้านาย ฉันไม่รู้ ฉันงงเป็นไก่ตาแตกแล้ว ไปไม่ถูก เพราะฉะนั้นแล้วนี่คือปัญหาใหญ่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแก้ หลายคนบอกว่าเรื่องกำลังอุตลุต เรื่องไม่อุตลุตหรอกครับ เรื่องมันชัดเจนแล้ว ภาพมันชัดเจน แล้วก็ไม่มีประโยชน์ที่ทางฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 3 ป. เขาจะไม่เล่นกับเพื่อไทย การเมืองไม่มีมิตรแท้ และไม่มีศัตรูถาวร แต่ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นตามที่ผมบอก

เพราะฉะนั้นแล้ว บทบาทของเพื่อไทยจากนี้ไป เป็นบทบาทที่่จะต้องจับตาดูให้ชัดเจน ผมไม่คิดว่าการร่วมระหว่างพรรคเพื่อไทย กับพรรคพลังประชารัฐนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ท่านผู้ชม การเมืองเป็นเรื่องที่เป็นไปได้เสมอ และเมื่อใดที่พรรคเพื่อไทยมา พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องถึงเวลาออกไป สมใจนึกเสียที ผมก็เลยอธิบายให้ฟังเช่นนี้ ถ้าท่านผู้ชมฟังผมอธิบายตั้งแต่ต้นแล้วเข้าใจว่าทำไมมันต้องเดินมาอย่างนี้ คุณหญิงอ้อต้องการเซฟลูก และมีความรู้สึกว่าตัวเองทำมาหากินมายี่สิบกว่าปี มีทรัพย์สินมาแบบนี้ ทำไมจะต้องไปเสี่ยง เพราะฉะนั้นแล้วใครมีอำนาจ ก็เข้าร่วมด้วยก็แล้วกัน หรือว่าไม่เข้าร่วมด้วย ก็เป็นพวกกันก็แล้วกัน ไม่ต้องมาทะเลาะกัน ส่วนท่อน้ำเลี้ยงที่เคยตัน จากนี้ไปน้ำก็จะเริ่มไหลแล้ว แล้วการแต่งตั้งหัวหน้าพรรคคนใหม่ ก็คือคุณสมพงษ์ อมรวิวัฒน์


และเลขาธิการพรรค คือคุณประเสริฐ ซึ่งเป็น ส.ส.อีสาน ก็เท่ากับประสานทางเหนือกับทางอีสานเข้าด้วยกัน เห็นหรือยังครับ กรุงเทพมหานครไม่สนใจแล้วครับ กรุงเทพมหานครต้องดูทีท่าของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ว่าจะยังเล่นอยู่ต่ออีกหรือเปล่า

เรื่องราวของเด็กนักเรียนอนุบาลที่โรงเรียนสารสาส์นวิเทศราชพฤกษ์นั้น เป็นเรื่องที่ผมแทบจะไม่ต้องพูดในเรื่องรายละเอียด แต่ผมจะมีข้อสังเกตอะไรบางอย่างที่ผมอยากจะร่วมแสดงความคิดเห็นกับท่านผู้ชม ไม่ทราบว่าท่านเห็นด้วยกับผมหรือเปล่า เอาเป็นสั้นๆ ก็แล้วกันนะ ผมก็ไม่เคยคิดส่วนตัวว่ามันจะเลวทรามถึงขนาดนั้น มีการผลักเด็ก จับหัว ดึงผม ใช้ไม้กวาดตีเด็ก โขกหัวเด็ก แล้วที่สำคัญ ครูคนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ไม่มีใครห้าม คนเขาสะเทือนใจกันหมด


ประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับทราบทนไม่ไหว ที่สำคัญคือ เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับเด็กประถม เด็กอนุบาลนะท่านผู้ชม ก็คือเด็กที่ต้องเรียนอนุบาล 1 อนุบาล 2 ปูพื้นฐานเพื่อขึ้นชั้นประถม เพราะฉะนั้นแล้ว หลายๆ คนที่เป็นพ่อแม่ ที่ผมรู้จัก เขาพูดเลย แม้กระทั่งคุณพ่อซึ่งเด็กถูกครูจุ๋ม (ผมอยากเรียกอีจุ๋มมากกว่า) ไม่อยากเรียกครูจุ๋ม อีห่าจุ๋ม (ขอโทษนะครับต้องใช้คำพูดหยาบนิดหนึ่ง) ถ้าคุณจะฟ้องหมิ่นประมาท ผมยินดีเป็นจำเลย เพราะคุณนี่แย่กว่าอีห่าอีก


เขาพูดเลยว่า ลูกของเขาถูกครูเอาดินสอจิ้มเท้า กระทืบที่ต้นขา ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือขังไว้ในห้องน้ำอย่างโดดเดี่ยว ท่านผู้ชม ผมจะเตือนอย่างหนึ่ง คนที่เคยอยู่กับผม แอน จินดารัตน์ เขาพูดกับผมเลย ท่านผู้ชมจำแอน จินดารัตน์ ได้ใช่ไหม ? ปัจจุบันนี้เป็นที่ปรึกษาด้านฝ่ายประชาสัมพันธ์ของท่านผู้ว่าฯ อัศวิน ขวัญเมือง


คุณแอนบอกว่า คุณสนธิคะ ลูกสาวแอนคนเล็ก ชื่อไอยา เคยเรียนที่สารสาส์น ปรากฏว่าบอกให้ไปโรงเรียน ไม่ยอมไป ไม่ยอมพูด ต้องซัก ก็ไม่ยอมพูด จนกระทั่งไปสืบเอา ก็ปรากฏว่าโดนครูบังคับ ท่านผู้ชมครับ เด็กอนุบาล โดยหลักการแล้วต้องรู้ว่า เด็กอนุบาลคุณจะบังคับไม่ให้เขาเข้าห้องน้ำไม่ได้ เหตุผลที่เขาบังคับ ก็เพราะว่าเด็กถ้าเข้าห้องน้ำคนหนึ่ง มันฉี่ มันอึ ก็ต้องล้างส้วม หรือล้างก้นให้ เช็ดเรียบร้อย จับแต่งตัว คือเสียเวลาคนที่เป็นครู หรือครูผู้ช่วย ซึ่งก็แสดงว่าในชั้นหนึ่งจะต้องมีครูผู้ช่วยมากกว่า 1 คน หรือ 2 คน อาจจะต้องมีถึง 5 คน ทำไมต้องมีเยอะขนาดนั้น ก็เพราะว่าเป็นเด็ก ท่านผู้ชมเข้าใจหรือเปล่า มันเป็นเด็ก แล้วค่าเล่าเรียนที่โรงเรียนสารสาส์นฯ คิด มันไม่ได้ถูก มันเป็นแสน แล้วคุณไปจ้างคนราคาถูกๆ มา จบแค่ ม.6


วันนั้นผมไปทานอาหารเที่ยงที่ร้านอาหารติ่มซำ ชื่ออายัต ก็มีเด็กคนหนึ่งมาเสิร์ฟ ผมเห็นว่าเป็นเด็ก ผมก็บอกว่า ลูกมาจากไหน ? มาจากเชียงใหม่ค่ะ ที่ไหน ? ฝางค่ะ หนูเรียนจบที่ไหน ? หนูจบ ม.6 ผมก็นึกในใจว่า อ๋อ นี่ไง ลักษณะเด็กที่จบ ม.6 มาจากต่างจังหวัด มาทำงาน มาเป็นครูผู้ช่วย คนพวกนี้จะไม่มีวันเข้าใจเด็ก เพราะว่าเด็กพวกนี้อยู่ในวัยที่เขาเรียกว่าปฐมวัย

ปฐมวัยคือ อาจจะช่วยตัวเองได้บ้าง ช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ที่สำคัญ เด็กปฐมวัยคือเด็กที่ซน เมื่อเด็กซนแล้ว เราต้องปล่อยให้เด็กซน คุณจะไปบังคับให้เด็กนั่งนิ่งๆ เงียบๆ ท่านผู้ชมสังเกตไหมว่ามันจะมีรูปบางรูปที่มีเด็กนั่งเฉย ที่นั่งเฉยนั่นไม่ใช่ว่าเรียบร้อยนะ มันกลัว กลัวว่าพอกลับไปแล้ว ครูห่าพวกนี้จะตบหัวกะโหลกเด็ก บอกว่าไม่ให้ซนๆ ไง เด็กก็เลยกลัว มันก็เลยเกิดอาการปมด้อยขึ้นมา ถ้าโรงเรียนดี ครูดี เด็กไปโรงเรียนแล้วสนุกสนาน เด็กจะกลับมาเอ็นจอย บรรยากาศของอารมณ์ ลูก วันนี้เล่นอะไรบ้าง ? วันนี้หนูเล่นโน่นเล่นนี่ เช้าๆ เด็กจะรีบตื่นแล้วบอกอยากไปโรงเรียน แต่เด็กที่อยู่โรงเรียน เสร็จแล้วเช้าๆ มันเบี้ยว มันไม่อยากจะไปโรงเรียน


ไอยา ลูกของคุณแอน จินดารัตน์ เขาเล่าให้ฟังเลยเมื่อเขาโตแล้ว เขาบอกว่า โรงเรียนสารสาส์นฯ ที่ดูแลเด็กอนุบาลนี้ แม้กระทั่งตอนเที่ยงของเล่นมันเอาโซ่ล่ามเอาไว้ มึงจะบ้าหรือเปล่า เอาโซ่ล่ามของเล่นไว้เพียงจะไม่ให้เด็กเล่นตอนเที่ยง ผมว่าไอ้นี่ใช้ไม่ได้ งานนี้ ท่านผู้ชมต้องรู้นะ เด็กพวกนี้จะมีปมด้อย แล้วอนุบาลมันเป็นจุดเริ่มต้นปฐมวัยที่จะขึ้นไปสู่ประถม 1 แล้วถ้าจิตใจมันหดหู่ หัวสมองมันไม่เดิน มันโดนบังคับ มันโดนตบ มันโดนตี มันโดนเขกกบาล โดนไม้กวาดตี มันโดนสั่งจับนั่งในห้องน้ำ แล้วเด็กมันขึ้นประถม 1 แล้ว พฤติกรรมของมันเวลาเข้าไปเรียนประถม 1 ไม่ว่าจะโรงเรียนไหนก็ตาม มันจะย้อนรอยไปถึงความเคยชินที่ยังอยู่ช่วงปฐมวัย คืออนุบาล 1 อนุบาล 2 ผมถึงไม่ประหลาดใจไงว่าพ่อแม่พอรู้เรื่องนี้เกิดขึ้น น้ำตาไหลกันทุกคน หลายคนก็พูดชัดเจนว่าอยากได้ลูกคนเดิมกลับคืนมา ลูกนอนผวาทั้งคืน แล้วสิ่งที่พ่อแม่เจ็บปวดที่สุด คือเห็นลูกสุดที่รักเปลี่ยนไป หลังจากนี้พ่อแม่ไม่รู้ว่าจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะได้ลูกคนที่ร่าเริงกลับคืนมา เพราะฉะนั้นแล้ว มันใช้ไม่ได้จริงๆ


แล้วอีกอย่างหนึ่ง เรื่องบางเรื่องที่โรงเรียนควรจะทำ จะต้องรอให้เกิดเหตุ แล้วคนที่เสียหาย คนที่เรือหาย ก็คือเด็ก คนที่ชอกช้ำที่สุดก็คือเด็ก คนที่รับผลกระทบก็คือเด็ก คนที่บาดเจ็บ บอบช้ำทางด้านจิตใจ ก็คือเด็ก ถ้าเด็กพวกนี้เป็นลูกเรา เป็นหลานเรา เราจะรู้สึกอย่างไร เราคงอยากจะฉีกอีห่าจุ๋มเป็นชิ้นๆ แต่ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่จุ๋ม ประเด็นอยู่ที่เจ้าของโรงเรียน เดี๋ยวผมจะพูดเรื่องเจ้าของโรงเรียนให้ฟัง

สิ่งที่เจ้าของโรงเรียนทำ นึกว่าทำแล้วจบ มันไม่จบ เขาบอกว่าเขาสั่งให้ น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือครูจุ๋ม พ้นสภาพบุคลากรทันทีจากการทำร้ายเด็กในห้องเรียน นอกจากนั้นแล้วยังตรวจสอบพบว่าครูจุ๋มจบเพียงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู เพิ่งมารู้ตอนนี้เหรอ ? แสดงว่ารู้มาตั้งแต่ต้นแล้วไม่ใช่หรือ ? รู้มาตั้งแต่ต้นแล้วว่าคนนี้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่ปัญหาอยู่ที่ใคร ? กระทรวงศึกษาฯ วันนี้เราไม่พูดถึงกระทรวงศึกษาฯ เลย


เราเห็นรัฐมนตรีช่วยฯ กระทรวงศึกษาธิการออกมาอาละวาด ด่าผู้อำนยการ จนกระทั่งเราลืมนึกไปว่าผู้ช่วยครูที่ไม่มีใบประกอบ มันเป็นกระทรวงศึกษาฯ อนุญาตให้ทำได้ แล้วค่อยไปสอบใบประกอบครูเอามาให้ทีหลังภายใน 2 ปี ต้นเหตุมันมาจากกระทรวงศึกษาฯ ท่านผู้ชม ไม่ได้มาจากที่ไหน เพราะฉะนั้นแล้วเรื่องราวต่างๆ ที่เขาลิสต์ออกมา ผมอ่านแล้วผมยังอึ้ง

1. ไม่ให้เด็กกินน้ำ 2. ห้ามเด็กเข้าห้องน้ำ เพราะว่าจะเสียเวลาครูผู้ช่วยต้องเข้าไปดูแล เพราะว่าถ้าอย่างนั้นครูผู้ช่วย 1 คน ดูแลเด็ก 4 คน หรือ 5 คนสูงสุด ถ้าชั้นเรียนนั้นมีอยู่ 15 คน คุณต้องมีครูผู้ช่วยอย่างน้อย 3 คน ประหยัดเงินไง 3. จิกหัวเด็ก 4. กระชากผมเด็ก 5. ดึง-หยิกหูเด็ก 6. ผลักเด็กจนล้ม 7. กระทืบที่ขา 8. เอาดินสอทิ่มขา 9. ทุบหลัง ซนนัก พัวะ 10. ลากเด็กขังในห้องน้ำ 11. จับเด็กกระแทกโต๊ะ 12. เอายาดมน้ำป้ายตาให้เด็กแสบตา 13. บังคับให้เด็กทานข้าวในเวลา 5-7 นาที เด็กอนุบาลมันจะกินได้อย่างไร 5-7 นาที


ท่านผู้ชมที่มีหลานจำได้ไหม หลานของเราถ้าอยู่อนุบาล 1 อนุบาล 2 อย่าว่าแต่อยู่อนุบาล 1 อนุบาล 2 เลย ประถม 1 ประถม 2 เวลานั่งกินข้าวกันยังใช้เวลา กว่าจะตักแต่ละช้อนเข้าปาก ลูกทานหน่อยนะ อ้าปาก อ้ำ ที่สำคัญก็คือว่า ครูหลายคนใช้ความรุนแรงต่อเด็ก ครูท่านอื่นๆ เพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น ผู้บริหารโรงเรียนเพิกเฉยต่อความรุนแรงที่เกิดขึ้น


ท่านผู้ชมครับ มีอยู่หลายอย่างที่ผมเห็นแล้วผมแทบไม่อยากจะอ่านให้ฟัง เอาเป็นว่ามันชั่วร้าย เลวทรามต่ำช้าที่สุด มาทำร้ายเด็กแบบนี้ เด็กอนุบาล 1 อนุบาล 2 น่ารักจะตาย ผมไม่เห็นว่าจะซนตรงไหนเลย หรืออาจจะเป็นเพราะผมมันแก่แล้ว แต่ผมจะแก่หรือไม่แก่มันไม่สำคัญเท่ากับว่า เด็กมันเป็นวัยที่บริสุทธิ์ ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครเลย ถ้ามันจะซนก็เพราะว่ามันเป็นเด็ก ถ้ามันจะกินข้าวช้าก็เพราะว่ามันเป็นเด็ก ถ้ามันจะพูดจาก็เพราะว่ามันเป็นเด็ก

ท่านผู้ชม เวลาเขาถ่ายให้ดูเด็กที่อยู่ในห้องเรียนมันนั่งกันเรียบร้อย ท่านผู้ชมอย่าไปดีใจนะว่าเป็นระเบียบ ไม่ใช่ เพราะว่าเด็กปฐมวัยมันต้อะเอะอะ ห้องมันต้องไม่เงียบ มันต้องวิ่ง แย่งข้าวแย่งของกัน นั่นคือปรากฏการณ์ธรรมชาติของเด็กซึ่งมันต้องเป็นเช่นนั้น เมื่อใดท่านไปเห็นภาพโรงเรียน เด็กปฐมวัย แล้วเอาภาพวิดีโอออกมาให้ดูว่าเด็กนั่งกันเรียบร้อย ท่านผู้ชม ถุยน้ำลายใส่โรงเรียนนั้นแล้วก็เดินออกไปเลย อย่าเอาลูกเข้าไปอยู่ที่นั่น


ท่านผู้ชมลอกนึกดูก็แล้วกัน โรงเรียนแบบนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน เจ้าของโรงเรียน ไม่เคยแสดงความรับผิดชอบ เพิ่งจะมาแสดงความรับผิดชอบเร็วๆ นี้ว่าจะมีการเยียวยากัน ว่าจะมีการคืนค่าเทอมให้ เด็กอนุบาล 1 จะไม่คิดเงินเลย ท่านผู้ชมครับ โรงเรียนอย่างนี้มันต้องปิดลูกเดียวใช่ไหม ? แต่ปิดแล้วเด็กก็ลำบาก ต้องปรับ ผู้ปกครองทั้งหลายที่ลูกโดนรังแกแบบนี้ มีหลักฐาน รวมตัวกันฟ้องศาลแพ่ง เรียกค่าเสียหายคนละสิบล้านๆๆ เจอเข้าไปสัก 20-30 คน สามร้อยล้าน มันไม่สนุกหรอกท่านผู้ชม ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหาย ใครก็ตามถ้ามีญาติพี่น้อง มีลูกอยู่สารสาส์น แล้วโดนรังแกแบบนี้ โดนทำแบบนี้ นอกจากข้อหาเยียวยาที่มันจะให้เงินเยียวยามา ท่านผู้ชมต้องทำจดหมาย ให้ทนายความทำเป็นทางการ ว่าขอเรียกร้องค่าเสียหายสภาพจิตใจของลูก โน่นนี่นั่น เพราะฉะนั้นแล้วเพื่อจะเรียกค่าเสียหาย ขอเรียกสิบล้านบาท ส่วนคุณเยียวยามา 1-2 แสนบาท รับเอาไว้เป็นเงินมัดจำ แต่ยังสงวนสิทธิ์ในการเรียกค่าเสียหาย แล้วให้เวลา 7 วัน 14 วัน ถ้าไม่จ่ายมา ยื่นฟ้องศาลแพ่ง ยื่นฟ้องเป็นคดีเดียวกันหมดเลย เขาจะได้รวมคดี เมื่อรวมคดีแล้ว น้ำหนักของพวกคุณจะหนักแน่น


ทำไมจะต้องให้ฟ้อง เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง เจ้าของโรงเรียนมันคิดว่าโรงเรียนสารสาส์นฯ เป็นเซเว่น-อีเลฟเว่น มันเปิดสาขาได้อย่างไรตั้ง 46-49 สาขา ท่านผู้ชมจำได้ไหม ร้านอาหารต่างๆ ร้านที่อร่อยที่สุดก็คือร้านแรก ภาพยนตร์ก็เหมือนกัน ภาพยนตร์ที่มีแฟรนไชส์ ภาพยนตร์สนุกที่สุดก็คือภาพยนตร์ตอนแรก ท่านผู้ชมเคยดูหนัง Fast and Furious ใช่ไหม ตอนแรกเป็นตอนที่สนุกที่สุด ร้านอาหารเหมือนกัน ร้านก๋วยเตี๋ยวร้านนี้่อร่อยที่สุด แต่พออร่อยแล้วขายดิบขายดีก็ขยายไป มี 5-7 สาขา ปรากฏว่าอาหารสุนัขไม่รับประทานเลย สู้สาขาแรกไม่ได้ แปลว่าอะไร แปลว่ามันมีธุรกิจบางธุรกิจที่ทำแฟรนไชส์ไม่ได้ หรือขยายสาขาไม่ได้ อย่างเช่น สวนกุหลาบฯ นนท์ สวนกุหลาบฯ กรุงเทพ ยกเว้นถ้าคุณมีกำลังคนเพียงพอ คุณจะขยายได้ อย่างเช่นอัสสัมชัญ อัสสัมชัญธนบุรี อัสสัมชัญโคราช อัสสัมชัญลำปาง แต่เนื่องจากว่าคณะผู้บริหารบาทหลวงของเครือเซนต์คาเบรียล เขามีพวกบาทหลวงหลายคน ซึ่งเรียนมาทางด้านการศึกษาโดยเฉพาะ เขาสามารถจัดคนไป แล้วไปประจำแต่ละที่ แล้วที่สำคัญคนที่ไปประจำนั้นเขาจริงจังกับวิชาชีพของเขา เพราะว่าโดยวิชาชีพเขานั้น เขาเป็นบาทหลวง เมื่อเขาเป็นบาทหลวงแล้ว เขาก็ต้องรักษาสถานภาพ เขาไม่มีวันที่จะรังแกเด็ก เขาจะไม่มีวันที่จะให้ครูคนไหนเข้ามารังแกเด็กได้เลยแม้แต่นิดเดียว


ท่านผู้ชม EP Programme : Englishi Programme วันนี้เราอยากให้เด็กเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เหมือนกับมหาวิทยาลัยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเอแบค ไม่ว่าจะเป็น BUIC : Bangkok University International College หรือ MUIC : Mahidol University International College หรือโรงเรียนที่สอนสองภาษา ท่านผู้ชมรู้ไหม แรกๆ ก็ดี มีฝรั่งมาสอน แต่หลังๆ กลายเป็นอะไรรู้ไหมท่านผู้ชม ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา พม่า อินเดีย มาสอน Englishi Programme ท่านผู้ชมให้ลูกไปเรียนภาษาอังกฤษจากคนที่มาจากอินเดีย ท่านผู้ชมตายแน่ๆ เลย นี่คือ EP : Englishi Programme ท่านผู้ชมครับแม้กระทั่งฝรั่งที่เอามา ท่านผู้ชมรู้ไหมเขาเอามาจากไหน พวก Back pack พวกที่มาท่องเที่ยวเมืองไทย สะพายเป้มาใบหนึ่ง มาทำมาหากินชั่วคราวเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย ขอให้มันเป็นฝรั่งหัวทอง ท่านผู้ชมครับ เรานี่โดนหลอกลวงมาตลอด และนี่คือหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ต้องลงไปตรวจดู


ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ทำไมผมถึงพูดว่ากระทรวงศึกษาธิการผิด เมื่อผมเห็นเรื่องราวเกิดขึ้นมาแล้ว ผมถามว่า ขนาดสารสาส์นฯ นี่นะ พ่อแม่เป็นผู้มีอันจะกิน ยังโดนขนาดนี้ แล้วลูกชาวบ้านธรรมดาที่ส่งสารสาส์นฯ ไม่ไหว ไปโรงเรียน หรือเนิร์สเซอรี หรือสถานรับเลี้ยงเด็กอ่อน อนุบาล 1 อนุบาล 2 ประเภทไม่มีการควบคุมเลย วันดีคืนดีเด็กที่ถูกจ้างมาวันละ 200 บาท ให้มาดูแลเด็ก 20 คน วันละ 200 บาท เด็กซนขึ้นมาก็พัวะ บอกว่าไม่ให้ซนไง ยังซนอีก พัวะ! จังหวะดี/ไม่ดี ยกตีนถีบอีก ตูม มันเกิดขึ้นตลอดเวลา


ช่วงหลังเด็กปฐมวัย กระเพาะปัสสาวะอักเสบมากเหลือเกิน เพราะทำไม ? เพราะถูกอั้นฉี่ ไม่ให้ไปเข้าห้องน้ำ ครูขาหนูขอเข้าห้องน้ำ ไม่ได้ นั่ง ยังไม่ถึงเวลาเข้าห้องน้ำ อั้นฉี่ๆๆ แล้วกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แล้วจะไม่เรื้อรังไปถึงตอนเป็นเด็กโตหรือไง แล้วยังท้องผูกอีก ทานน้ำน้อย เพราะทำไม ถ้าทานน้ำจะเกิดอะไรขึ้น ที่จะเกิดคือต้องฉี่ ต้องฉี่บ่อย ก็เลยบังคับไม่ให้ต้องทานน้ำ ท่านผู้ชม ถ้าส่งลูกไปเรียนอย่างนี้ เท่ากับว่าท่านผู้ชมส่งลูกเข้าค่ายกักกันนะ ค่ายกักกันผู้ลี้ภัยนะท่านผู้ชม


ทีนี้ กระทรวงศึกษาฯ น่าจะรู้เรื่องนี้มานานแล้ว น่าจะควบคุมคุณภาพ กระทรวงศึกษาฯ ต้องตรวจสอบ ไม่ใช่ว่าพอมีเรื่องที ก็มาโชว์พาว แล้วก็มาด่าผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อที่จะแสดงออกว่าตัวเองแคร์ เพื่อจะได้คะแนนเสียง ไม่ใช่ ขอโทษนะครับ เรื่องนี้ผมมีอารมณ์มาก พวกคุณทำห่าอะไรกัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาฯ ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ แต่ไหนแต่ไรก็เป็นอย่างนี้ แล้วข้าราชการประจำล่ะ ที่ดูแลพวกนี้ คุณดูแลอะไรได้บ้าง คุณไม่ได้ดูแลเลย ท่านผู้ชมเห็นหรือยัง


ทีนี้เรามาดูโรงเรียนบ้านี่ ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าโรงเรียนนี้มันมีอยู่ประมาณ ... เยอะเลย โรงเรียนในเครือสารสาส์นฯ ได้กำไรมากที่สุดของประเทศไทย ท่านผู้ชมรู้ไหมว่าธุรกิจอะไรก็ตามมีแค่กำไรหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ นี่ต้องถือว่าเก่งมากๆ และดีมากๆ สารสาส์นฯ มีอยู่บางช่วง เฉลี่ยแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ ต่อมาตอนหลัง ประมาณปี 59 ปี 60 กำไร 40 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ สารสาส์นฯ ตั้งแต่ปี 56-57-58-59-60-61 หกปี รายได้เฉลี่ยประมาณ 1,000-1,100 ล้าน ประมาณนั้น เฉลี่ยเลยนะ ตายตัว แต่กำไรสุทธิเริ่มที่ 200 ล้าน ตั้งแต่ปี 56 ปี 57 กำไร 243 ล้าน ปี 58 จาก 1,100 ล้าน เป็นกำไร 425 ล้าน กำไร 40 เปอร์เซ็นต์ แสดงว่าอะไร ? ปี 59 รายได้ 1,152 ล้าน กำไร 439 ล้าน 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ แสดงว่าโรงเรียนมันลดต้นทุน


ต้องเป็นกติกาชัดเจน เด็กที่เรียนจบครู ตกงานกันเป็นแถว ที่บ้านนอก ทำไมคุณไม่จ้างเขามาล่ะ คุณไม่จ้างเข้ามา ให้เงินเดือนเขาตามที่เขาควรจะได้ ถ้าคุณกำไรตั้ง 400 กว่าล้านบาท คุณเสียเงินเพิ่มอีกปีละไม่ถึง 100 ล้านบาท คุณเพิ่มเงินเดือนครู เอาครูที่มีคุณภาพ เอาครูที่เขาเรียนในหลักสูตรปฐมวัยมา ครูผู้ช่วยจ้างมาน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ แต่เอาครูที่เรียนจบปฐมวัยมาให้มากขึ้น เงินเดือนก็ประมาณ 15,000 บาท เริ่มต้น แล้วทำไมเขาถึงจ้างพวกครูผู้ช่วยที่ไม่มีใบอนุญาต เหตุผลก็เพราะว่าเมื่อจ้างครูผู้ช่วยที่ไม่มีใบอนุญาตแล้ว แต่เนื่องจากกระทรวงเปิดช่องว่างให้เข้ามาสอนได้ ให้เข้ามาเป็นครูผู้ช่วยได้ โดยที่ยังไม่มีอนุญาต แต่หลังจากนั้น 2 ปี ต้องเอาใบอนุญาตมา พอครบสองปีก็ไล่พวกนี้ออก ก็เอาคนใหม่เข้า นี่คือการลดต้นทุน


ท่านผู้ชมครับ ธุรกิจการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของเด็กระดับปฐมวัยนั้น การศึกษาระดับปฐมวัย ไม่ควรทำเป็นธุรกิจ ไม่ควรทำเป็นธุรกิจเลย เพราะถ้าคุณทำเป็นธุรกิจเมื่อไรก็ตาม คนที่จะบอบช้ำ ที่จะรับผลการกระทำนี้ก็คือเด็ก เด็กจะซวยไปหมด และกระทรวงศึกษาฯ หรือแม้กระทั่งกรุงเทพมหานคร ต้องมานั่งปุจฉา วิสัชชนาแล้ว ว่าเราควรจะมีที่เลี้ยงเด็กระดับปฐมวัย อนุบาล 1 อนุบาล 2 เพิ่มขึ้นไหม โดยที่รัฐต้องเอาเงินลงไปก้อนหนึ่ง แล้วจ้างครูที่มีคุณภาพ แล้วโปร่งใส ตรวจสอบได้ สมัยก่อน ก่อนที่จะมีเรื่องนี้ มีกล้องวงจรปิด แต่ไม่ยอมให้ดู ตอนนี้ถึงจะยอมรับว่าต้องใช้กล้องวงจรปิดที่เป็นเรียลไทม์ เรียลไทม์เป็นอย่างไร ? ก็คือถ้าท่านผู้ชมมีลูก กล้องวงจรปิดมันฉายอยู่ ท่านสามารถจะใช้โทรศัพท์มือถือเข้าไปดูได้ทันทีเลยว่าลูกเป็นอย่างไร แต่มันปิด มันไม่ให้ดูกัน เพราะทำไม ? เพราะมันตบลูกเดียว ตบ เข่า แล้วถีบลูกเดียว เอาหัวลูกเราหลานเราเขกบนโต๊ะ ท่านผู้ชม ประเทศไทยมันมาถึงระดับขนาดนี้ได้อย่างไร


ท่านผู้ชมครับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี้ เวลาตอนค่ำๆ เวลาในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเวลาในประเทศไทยประมาณวันพุธเช้า ได้มีการโต้วาทีกันเป็นครั้งแรกระหว่างนายโจ ไบเดน ผู้สมัครพรรคเดโมแครต เข้าไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดี กับนายโดนัลด์ ทรัมป์ นายโจ ไบเดน อดีตเป็นรองประธานาธิบดีสมัยที่นายบารัก โอบามา เป็นประธานาธิบดี ตามกติกาหรือประเพณีของการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ก็จะมีการโต้วาทีกัน 3 ครั้ง เป็นธรรมเนียมปฏิบัติกัน


ในการโต้วาที ในการขึ้นเวที แต่ละคนก็จะงัดเอานโยบายของตัวเองขึ้นมา หรืออาจจะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของฝ่ายตรงกันข้าม แต่ก็เป็นอยู่ในกรอบของการสาระแห่งนโยบายว่า ถ้าเขาขึ้นมา เขาจะทำอะไรบ้าง และที่เขาต้องทำอย่างนี้เพราะว่าคนที่เป็นประธานาธิบดีอยู่ในปัจจุบันนี้ ทำงานไม่เป็น ทำงานผิดพลาด ก็คือพูดง่ายๆ ว่าตำหนิติเตียนฝ่ายตรงกันข้าม และขณะเดียวกัน เสนอทางออกของตัวเองให้




แต่วันอังคารที่ 28 ปรากฏการณ์หนึ่งขึ้นมา ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาทุกคน บอกว่ามันไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การโต้วาทีทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา ทำไมถึงไม่มีมาก่อน ? เพราะนายทรัมป์ได้แสดงความถ่อย ความสถุล ความบ้า และโกหกพกลมในทุกเรื่อง ตลอดจนในช่วงของการโต้วาทีนั้น นายโจ ไบเดน แทบจะไม่มีโอกาสได้พูด เพราะว่านายทรัมป์นั้น นอกจากพูดโกหกแล้ว ก็ยังไปแทรกแซงการพูดของนายโจ ไบเดน ตลอดเวลา จนกระทั่งผู้สื่อข่าวของซีเอ็นเอ็นคนหนึ่ง พิธีกร ถึงกับลั่นคำพูดออกมาเลยในรายการของเขาว่า This is a shit debate เป็นครั้งแรกนะ นี่คือการโต้วาทีที่เต็มไปด้วยขี้ น่าสนใจมากเรื่องนี้

อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นภาพสะท้อนของนายทรัมป์ว่าตัวเองกำลังตามหลังนายโจ ไบเดน อยู่ 8 จุด ในการแข่งขันชิงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ถ้าตามอยู่ 8 จุด นี่ต้องถือว่าเยอะมาก แล้วนายทรัมป์ ก่อนที่จะขึ้นมาโต้วาทีกับนายโจ ไบเดน ถูกหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ทำข่าวเจาะ แล้วเอาข้อมูลมาเปิดเผยว่า นายทรัมป์ไม่เคยเสียภาษีเงินได้เลยเป็นเวลา 10-15 ปี และปีที่แล้วเสียภาษีแค่ 750 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 30,000 บาทเท่านั้นเอง ยังเสียภาษีน้อยกว่าคนไทยจำนวนมาก โดยเฉลี่ยแล้วคนอเมริกันเสียภาษีประมาณปีละ ต่อคน เฉลี่ยกันทั่วกัน 300 กว่าล้านคน ประมาณ 10,000 กว่าเหรียญสหรัฐ แต่นายทรัมป์เสียแค่ 750 เหรียญ นายไบเดน ก็เลยเอาผลการเสียภาษีของตัวเองประกาศออกมาก่อนล่วงหน้า ก่อนที่จะมีการโต้วาที นายทรัมป์รู้ว่าตัวเองเถียงไม่ออก เพราะฉะนั้นการโต้วาทีเลยใช้ลักษณะของกุ๊ย อันธพาล คือพอตัวเองพูดแล้วถึงเวลาคนอื่นจะพูดบ้าง ก็พูดแทรกเข้าไปทันทีเลย เข้าไปแทรกโดยไม่ฟังเสียง จนกระทั่งนายไบเดนเขาบอกว่า Hey man, you shut up กรุณาหุบปากและเงียบ แต่มันก็ไม่หุบปาก มันก็พูด มันเป็นกรสะท้อนสิ่งที่ผมพูดมาแล้วว่าไอ้นี่บ้า แล้วที่น่าประหลาดใจอย่างคือมีคนอเมริกันจำนวนหนึ่งที่หลงใหลไอ้ทรัมป์ แล้วก็บ้าตามไอ้ทรัมป์ไปด้วย

ไอ้ทรัมป์มันโกหก มันบอกว่าถ้าไม่ใช่มันเข้ามาแทรกแซงเรื่องโคโรนาไวรัสแล้ว คนอเมริกันต้องตายไปแล้ว 2 ล้านกว่าคน คนอเมริกันที่ตาย 2 แสนคน และติดเชื้ออันดับ 1 ของโลก เกิดขึ้นเพราะว่านายทรัมป์มันไม่ได้ทำงาน นายทรัมป์ไม่เคยเชื่อว่ามีโคโรนาไวรัส แล้วนายทรัมป์มันเปิดธุรกิจในประเทศโดยที่ไม่สนใจว่าคนจะติดเชื้อมากน้อยแค่ไหน จนกระทั่งในขณะนี้มีการติดเชื้อระลอกที่สอง ระลอกที่สามเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา

ท่านผู้ชมครับ น่าสนใจมากเรื่องนี้ เขาบอกว่าเป็นครั้งแรกเลยนะ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทยที่มีการแสดงออกที่ถ่อยและสถุลแบบนี้ขึ้นมา แต่ที่ผมจะพูด ผมมีข้อสังเกต จะเป็นนายทรัมป์ หรือจะเป็นโจ ไบเดน ก็ตาม ใครก็ตามที่เป็นประธานาธิบดี จะเป็นนายทรัมป์เป็นต่อ หรือจะเป็นโจ ไบเดน ขึ้นมาเป็นใหม่ อเมริกาไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะอเมริกายังคงเป็นประเทศจักรวรรดินิยมอยู่เหมือนเดิม ท่านผู้ชมรู้ไหมว่านโยบายของอเมริกานั้น ในทางด้านทหารและการต่างประเทศนั้น เขาร่างมาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว แล้วเขาเดินตามแผนที่เขาร่างจากกระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ รวมไปถึงซีไอเอ และสภาความมั่นคง คือเขาเปลี่ยนจากประเทศจีนว่าเป็นคู่แข่งขันที่น่ากลัวของอเมริกา กลายมาเป็นศัตรูของอเมริกาไปแล้วตอนนี้ เพราะฉะนั้นแล้วก็เลยมีกระบวนการซึ่งจะเป็นโจ ไบเดน ขึ้น เดโมแครตขึ้น หรือรีพับลิกันขึ้น ก็ต้องเดินตามแนวนโยบายยุทธศาสตร์ที่กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ได้วางไว้ นั่นก็คือการต้องปิดล้อมจีนให้ได้


การปิดล้อมจีนก็มีหลายอย่าง ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วหลายครั้ง คือการที่จะเสริมกำลังทหารอยู่ในเอเชียแปซิฟิก ก็คือเอาเรือบรรทุกเครื่องบิน Nimitz และเรือบรรทุกเครื่องบิน Ronald Reagan ขึ้นมา แล้วจะมีการย้าย เชื่อมต่อระหว่างกองเรือที่ 5 ซึ่งอยู่ที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และกองเรือที่ 6 ซึ่งอยู่ทางตะวันออกกลาง เชื่อมเข้ามาหากันให้เข้ามาสู่กองเรือที่ 7 แล้วมีการแอบไปตั้งฐานทัพอเมริกาในไต้หวันโดยใช้ชื่อว่าเป็นกองทัพไต้หวัน แล้วก็มีการเอาเครื่องบินบินตรวจการณ์ตลอดเวลา ตรวจสอบ ทำการจารชน แอบดักฟังทุกสิ่งทุกอย่างหมด จีนก็ตั้งรับพร้อมรัสเซีย และพร้อมอิหร่าน และก็คุณพี่คิม จอง-อึน ของผม ก็นั่งลับหัวอาวุธจรวดนิวเคลียร์ ท่านผู้ชมครับ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่น มันเป็นเรื่องที่ sensitive มาก

ในขณะนี้ประเทศในเอเชียแปซิฟิกมันจะมีแบ่งเป็นสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว สีแดงคือฝ่ายจีน ตั้งรับ สีน้ำเงินคือฝ่ายอเมริกา อเมริกาตอนนี้แทนที่จะไปเน้นเอเชียแปซิฟิก สร้างนโยบายใหม่ขึ้นมา ชื่อว่า อินโดแปซิฟิก คือมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิก เข้ามาเชื่อมต่อกัน โดยดึงอินเดีย นายโมดี ซึ่งกำลังขัดแย้งกับจีนอย่างแรง เข้ามาร่วมเป็นพันธมิตร โดยตั้งเป็นพันธมิตร QUAD มีอเมริกา มีออสเตรเลีย มีอินเดีย และมีญี่ปุ่น เพื่อเอามาปะทะกับอิทธิพลของจีน และร่วมสร้างแสนยานุภาพทางการรบขึ้นมา

ด้วยเหตุนี้ ประเทศที่สีเขียว มีอยู่ไม่กี่ประเทศ ก็คือประเทศที่ยังไม่เข้าข้างฝ่ายใด และประเทศไทยก็เป็นสีเขียวหนึ่งในนั้น

ในรายการอเมริกา จากรายงานของ State Department หรือกระทรวงการต่างประเทศอเมริกา พูดชัดเจนว่าจุดยุทธศาสตร์ที่เหมาะที่สุดในการตั้งฐานทัพ ตั้งขีปนาวุธ ในการตั้งฐานทุกอย่าง ก็คืออู่ตะเภาครับ เขาเขียนไว้เลย เพราะฉะนั้นแล้ว ในขณะนี้ ผมเคยพูดไงว่า อเมริกานั้นเคยมีสถานกงสุลอยู่ที่มณฑลเสฉวน เมืองเฉิงตู ตั้งแต่ปี 2528 สามสิบห้าปีที่แล้ว ตั้งมา แต่การจู่ๆ จะไปปิดกงสุลนั้น ปิดไม่ได้ จีนก็รู้ว่าอเมริกาใช้สถานกงสุลของอเมริกาที่มณฑลเสฉวนเป็น Listening Post เป็นแหล่งหาข้อมูลข่าวสาร เพราะว่าเหนือเสฉวนขึ้นไปก็คือทิเบต เหนือทิเบตขึ้นไปก็คือมณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นแหล่งที่อันตรายและ sensitive มากของประเทศจีน พอดีนายทรัมป์บ้ามันสั่งปิดกงสุลของจีนที่เมืองฮูสตัน ข้อหาว่าเนื่องจากกงสุลเป็นที่พำนักพักพิงของผู้ที่เป็นจารชนของจีน แล้วพอสืบราชการลับเสร็จก็หนีเข้าไปในสถานกงสุล ก็เลยสั่งปิดที่ฮูสตัน ก็เลยเข้าทางจีนพอดีเลย เพราะจีนอยากปิดที่เฉิงตูมานานแล้ว จีนก็เลยสั่งปิดกงสุลที่มณฑลเฉิงตูทันที

พอปิดปั๊บ ก็เท่ากับปิดตาอเมริกาแล้ว ไม่สามารถจะสืบราชการลับ สืบข้อมูลข่าวสารในฟากซีกตะวันตกของจีนได้ อเมริกาก็เลยต้องมี Listening Post ที่ใหม่เกิดขึ้น และนั่นคือที่มาของการสร้างสถานกงสุลที่เชียงใหม่มูลค่า 8,000 กว่าล้านบาท ผมเคยคำนวณคร่าวๆ แล้ว ระหว่าง Central Embassy ซึ่งถ้าตัดราคาที่ดินออก Central Embassy มูลค่าการก่อสร้าง ตกแต่งภายใน 12,000 ล้าน แต่ของอเมริกาแค่ก่อสร้างอย่างเดียว ยังไม่รวมตกแต่งภายใน ยังไม่รวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งต้องส่งมาโดยตรงจากอเมริกา กินเข้าไป 8,000 กว่าล้าน ต่างกันแค่ 4,000 ล้านเอง เนื้อที่ก็น้อยกว่าด้วย เพราะ Central Embassy มีอยู่ 20 ไร่ แล้วที่ดินที่นี่ ที่เชียงใหม่ มี 17 ไร่ เพราะฉะนั้นผมเลยฟันธงไปแต่แรกว่างานนี้เป็นงานการทำจารกรรมอย่างยิ่งใหญ่ แล้วมูลค่าราคาการก่อสร้างนั้น ต้องมีชั้นใต้ดินตั้งไม่รู้กี่ชั้น เพราะฉะนั้นแล้ว ท่านผู้ชมครับ จำคำพูดผมเอาไว้ เมื่อสถานกงสุลนี้สร้างเสร็จ จะเห็นอุปกรณ์ที่ถูกขนส่งมาจากอเมริกาเป็นลำเครื่องบินเลย อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่ เพราะว่าทางเชียงใหม่นั้นมันอยู่ตรงเป๊ะเลยกับเสฉวน กับเฉิงตู ที่กงสุลอเมริกาถูกปิดไป ไปทางขวาก็คือมณฑลกวางโจว ทั้งหมดนี้ผมจะพูดอีกครั้งหนึ่งเร็วๆ นี้ และเป็น 1 EP เลย ทั้งหมดเลย ผมจะชี้ให้เห็นว่าอินโดแปซิฟิกเป็นอย่างไร อเมริกาตั้งฐานไว้อย่างไรบ้าง จีน รัสเซีย อิหร่าน ตอบโต้อย่างไรบ้าง คืออเมริกาตอนนี้ใช้กติกาหมากรุกสากล (Chess) เดินหมาก แต่จีน อิหร่าน แล้วก็รัสเซีย ใช้หมากล้อม ล้อมไว้เป็นจุดๆ เลย น่าสนใจมาก จะเป็น EP. ที่รับรองว่าท่านผู้ชมดูแล้วจะเข้าใจหมดทุกอย่าง เรียกว่าเข้าใจภูมิรัฐศาสตร์อย่างแท้จริงที่สุด

ท่านผู้ชมจำไว้นะ ประเทศไทยเป็นประเทศที่สำคัญที่สุดในสายตาอเมริกา ท่านผู้ชม มีข้อคิดอีกข้อหนึ่งที่ผมอาจจะพูดใน EP. นั้น ท่านผู้ชมสังเกตไหมว่า ประเทศจีนไม่มีทูตจีนอยู่ในประเทศไทยมา 9 เดือนแล้ว เคยมีไหม ประเทศไทยในสายตาประเทศจีน เป็นจุดที่สำคัญที่สุดในอาเซียน แต่ทูตเขาเดินทางออก กลับไปปักกิ่งแล้วไม่กลับมาอีก แล้วให้อุปทูตรักษาการ ชื่อนายหยาง ซิง แสดงว่าเขาลดความสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีนกับประเทศไทยลงมาแล้ว นี่คือการส่งสัญญาณทางการทูต ผมคิดว่าคุณดอน ปรมัตถ์วินัย คงรู้ ท่านนายกฯ ประยุทธ์ คงรู้ ผมจะเตือนไว้อย่างนะ อย่าเดินผิดนะ เพราะในที่สุดแล้วประเทศจีนอยู่เหนือเรา เราอยู่ใกล้เขา อเมริกาอยู่อีกฟากมหาสมุทรหนึ่ง คิดให้ดีๆ ถ้าจะเป็นเครื่องมือของอเมริกาเพื่อรบกับจีน ผมไม่ได้เชียร์จีน จีนมีข้อบกพร่องเยอะ มีปัญหาเยอะที่จีนยังตอบโลกไม่ได้ แต่สำหรับผม ผมไม่ได้สนใจปัญหาของจีน ผมไม่ได้สนใจปัญหาซินเจียง ผมไม่ได้สนใจอะไร ผมสนใจความอยู่รอดของประเทศไทยมากกว่า เพราะฉะนั้นความอยู่รอดของประเทศไทยต้องมาก่อน

เพราะฉะนั้นแล้ว เรื่องนี้ยังไม่จบ และจะเป็นเรื่องที่เมื่อท่านผู้ชมฟังผมพูดแล้ว ฟังผู้เฒ่าเล่าเรื่องสักครั้งหนึ่งในเรื่องนี้ โดยละเอียดแล้ว ท่านผู้ชมจะเห็นได้ชัดว่าสิ่งที่ผมพูดนั้น น่ากลัวมาก ท่านผู้ชม ประเทศจีนไม่ได้มีเอกอัครราชทูตอยู่ในประเทศไทย 9 เดือนแล้ว 9 เดือน ผิดปกติมากๆ ถ้าจะมองในทางการทูต เขากำลังส่งสัญญาณมายังประเทศไทยว่า ผมกำลังขอลดความสัมพันธ์ของคุณ ผมไม่มีทูต มีแค่อุปทูตอยู่เฉยๆ แปลว่าอะไร ท่านผู้ชม ไปคิดเอาเอง แล้วอาทิตย์หน้าเราค่อยเจอกันใหม่ สวัสดีครับ


กำลังโหลดความคิดเห็น...