xs
xsm
sm
md
lg

นักข่าวจะไม่ทน! ลาออกจากทีวีช่องดังอีกราย ลำบากใจทำข่าว “น้องชมพู่” ก่อนบอกผู้ใหญ่ “เราอยากพัก”

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



นักข่าวทีวีช่องดังที่ขายข่าวน้องชมพู่ ปั้นลุงพลผู้ต้องสงสัยกลายเป็นเซเลบเงินล้าน ร่อนใบลาออกจากต้นสังกัดอีกราย ชี้ทำข่าวอยู่บ้านกกกอกไม่มีความสุข ลำบากใจละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ผลไม่ได้อะไรนอกจากญาติพี่น้องตีกัน โอดสื่อมวลชนก็คนธรรมดา ต้องทำงานภายใต้กรอบองค์กร ขอโทษการนำเสนอข่าวที่ผ่านมา แก้ไขไม่ได้ก็ขอถอยออกมา

วันนี้ (9 ก.ย.) จากกรณีที่หัวหน้าช่างภาพสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง หลังสถานีดังกล่าวนำเสนอข่าวนายไชย์พล วิภา หรือลุงพล ผู้ต้องสงสัยในคดีการหายตัวไปของน้องชมพู่ อายุ 3 ขวบ ที่เสียชีวิตอย่างปริศนาบนภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก ตำบลกกตูม อำเภอดงหลวง จังหวัดมุกดาหาร ราวกับเป็นซูเปอร์สตาร์คนใหม่ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการได้ร้องเพลงคู่กับนักร้องลูกทุ่งหมอลำชื่อดัง “จินตหรา พูนลาภ” หรือการเดินแบบในงานแฟชั่นโชว์การกุศล ทำให้ในสังคมไทยมีทั้งฝั่งที่ชื่นชอบลุงพล ส่วนอีกฝั่งกลับมองว่าลุงพลยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยในการเสียชีวิตของน้องชมพู่ สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวเอาคนตายมาหากิน จากผู้ต้องสงสัยในคดีกลายเป็นเซเลบเงินล้าน ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

อ่านประกอบ : ทนไม่ไหว! หัวหน้าช่างภาพช่องดังลาออก พร้อมขอโทษกับความเน่าเฟะปมลุงพล-ป้าแต๋น

ล่าสุด ในโซเชียลมีเดียมีการแชร์ข้อความของนายศักดิ์ดา (ขอสงวนนามสกุล) ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์ช่องดังกล่าว เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ได้ตัดสินใจยุติบทบาทในฐานะผู้สื่อข่าวแล้ว หลังลาออกจากต้นสังกัดไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ระบุว่า “เพื่อนหลายคนเห็นโพสต์นี้คงตกใจว่าเกิดอะไรขึ้น เราต้องบอกก่อนว่า เราทำงานกับทางช่อง ระยะเวลา 1 ปี 2 เดือน เรารู้สึกขอบคุณที่ช่องให้โอกาสเสมอมา ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่าน ขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ดีกับเรา ที่สอนเราหลายๆ อย่าง แต่เมื่อเราทำงานมาเรื่อยๆ หลายๆ อย่าง อาจจะไม่ตรงกับสิ่งที่เราคาดหวังเอาไว้ ทำให้เราไม่สามารถฝืนความรู้สึกตัวเองและเดินต่อไปได้ เราตัดสินใจไปคุยกับพี่ (รอง ผอ.ฝ่ายข่าว) และบอกว่า “เราอยากพัก” ซึ่งพี่แกก็เคารพการตัดสินใจของเรา

เราใช้เวลาคิดและตัดสินใจ 1 เดือนเศษ ใช้ช่วงเวลาที่เราทำงานอยู่บ้านกกกอกเพื่อติดตามคดีน้องชมพู่ ขณะที่เราอยู่ที่นั่นนานวันเข้า เราตั้งคำถามกับตัวเองต่างๆ นานา และ “คำตอบในหัวเรา มันทำให้เราไม่มีความสุข” กับการทำงาน (เราขอไม่ลงรายละเอียด) ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เราไม่สามารถปฏิเสธอะไรได้ เราไม่สามารถขัดแย้งอะไรได้ ซึ่งทุกครั้งเราต้องก้มหน้าก้มตาทำต่อไปเรื่อยๆ เราลำบากใจหลายอย่าง และที่ลำบากใจไปมากกว่านั้นคือการเข้าถึง “สิทธิส่วนบุคคล” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลบางอย่าง ตัวเรามองว่ามันไม่เหมาะเท่าไหร่ แม้บางคนเขาจะเต็มใจก็ตาม ถามว่าคนดูได้อะไรจากสิ่งเหล่านั้น ได้ประโยชน์อะไรหรือไม่ นอกจากได้ดู “ความขัดแย้งกันของเครือญาติ”

อย่างที่เราบอกในโพสต์ก่อนหน้าว่า “เรารับรู้ถึงกระแสของเพื่อนๆ กับการต่อว่าสื่อมวลชน” ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้อธิบายให้ใครฟังมากมายนัก แต่เราก็ไม่อยากให้เพื่อนเหมารวมสื่อมวลชน อยากให้ทุกคนเข้าใจว่าสื่อมวลชนก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง ทำงานภายใต้กรอบขององค์กร และการทำงานของแต่ละองค์กรย่อมต่างกัน ฉะนั้นวัฒนธรรมองค์กรนั้นล้วนแตกต่างกันออกไปเช่นกัน ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองในบริบทของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

สุดท้ายนี้ ในนามของเราเองซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งและเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ เราขอโทษทุกคนต่อการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้น จนมันนำพาสังคมให้มาถึงจุดนี้ได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราก็แค่ทรัพยากรบุคคลคนหนึ่ง ไม่สามารถท้วงติงหรือแก้ไขอะไรได้มาก เพราะเมื่อเราอยู่ในระบบ เราก็ต้องทำ ดังนั้นเราจึงขอถอยออกมา เพราะเราไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เราขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาหาเรา และห่วงใยเรา “จากกันด้วยดี ขอบคุณผู้ใหญ่ทุกท่านครับ” พ้นสภาพอย่างเป็นทางการ”




กำลังโหลดความคิดเห็น...