xs
xsm
sm
md
lg

หมอจุฬาฯ เขียนถึงเพื่อน “สราวุฒิ อยู่วิทยา” ยกเป็นผู้ปิดทองหลังพระ

เผยแพร่:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


สราวุฒิ อยู่วิทยา (ภาพจากแฟ้ม)
กรณี สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) มีคำสั่งไม่ฟ้อง นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ขับรถชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 ซึ่งเป็นคดีที่ได้รับความสนใจเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของทั้งคนไทยและสื่อต่างชาติ อยู่ในขณะนี้

ล่าสุด วันนี้ (31 ก.ค.) รศ.นพ.รัฐพลี ภาคอรรถ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ผู้ใช้เฟซบุ๊กบัญชีชื่อ “Rattaplee Pak-art” ได้ออกมาเผยความในใจถึง สราวุฒิ อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่กลุ่มบริษัท TCP โดยระบุว่า

ผมเป็นเพื่อนของ สราวุฒิ อยู่วิทยา ครับ ขอเรียกชื่อเล่นแบบง่ายๆ ว่า เอ อยากเขียนถึงเพื่อนคนนี้ให้คนอ่านบ้าง
ช่วงนี้เอและครอบครัวเจอศึกหนักมาก โดนว่าโดนด่าจากสังคม โดนประณามจากคนที่ไม่รู้จักหนักหนาเหลือเกิน
เท่าที่คุยกัน เอก็มีความรู้สึกเหมือนพวกเราทุกคนแหละครับ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาโพสต์ความในใจให้ทุกคนอ่านหรือฟังกัน
เอก็รู้เรื่องนี้จากข่าวเหมือนเรา คือรู้ทีหลังเลย ยังตกใจเหมือนเราอีกว่า เมืองไทยทำยังงี้ได้ด้วยเหรอ (วะ)
เหมือนเราตรงที่ไม่พอใจที่จะมีการบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม กฎหมาย และความถูกต้อง แต่จะจัดการก็คงไม่ง่ายนัก
นึกถึงตอนเรียนชั้นประถม ในห้องมีเพื่อนส่งเสียงดังเล่นกันอยู่คนสองคน วันนั้นคุณครูเอาไม้เรียวหวดก้นยกชั้น
ผมเองถึงแม้ยังเด็ก แต่ก็ไม่เข้าใจ ว่าเราไม่ได้ทำผิด ทำไมถึงโดนตี
ครูบอกว่า อยู่ห้องเดียวกัน ไม่เตือนกัน ไม่ช่วยกันดูแล ต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ครูไม่รู้หรอกครับ ว่าเราเตือน เราห้ามเพื่อนแล้ว เราช่วยกันดูแลแล้ว แต่เพื่อนตัวแสบมันไม่ฟังเรา
ตอนที่โดนตี เพื่อนหลายคนก็พยายามบอกความจริงกับครูว่าอะไรเป็นอะไร
แต่ครูไม่ฟัง ครูตั้งใจมาตีอย่างเดียวเลย
วันนี้สังคมใน social media ทำตัวเหมือนเป็นครูคนนั้น ไม่แม้แต่พยายามจะฟังหรือพยายามจะเข้าใจ
เวลาที่ผ่านไป เด็กดีในห้องหลายคนก็ไม่เข้าใจว่าจะทนทำดีไปทำไมกัน สุดท้ายก็ต้องมาโดนครูตีเหมือนกับเจ้าเพื่อนตัวแสบ
ผมกับ สราวุฒิ(เอ) อยู่วิทยา เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ ม.4 ที่เตรียมอุดม จากนั้นก็แยกย้ายไป ผมมาเรียนหมอที่จุฬาฯ ส่วนเอไปเรียนวิศวะลาดกระบัง แล้วดูแลกิจการใหญ่ที่บ้านต่อ ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ช่วงไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดไปทั่วโลก โรงพยาบาลทั้งเล็กใหญ่ในเมืองไทย ดูจะไม่ค่อยพร้อมเท่าไรกันเลย ผมเลยโทร.หาเอ จำได้ว่าเป็นสองทุ่มของวันศุกร์ เล่าให้ฟังว่ามีความจำเป็นรีบด่วน แต่ไม่สามารถตั้งเบิกงบจัดซื้อจัดหาสิ่งจำเป็นได้ทันเวลา อยากได้เงินซักห้าแสนไปซื้อข้าวของและฉากกั้นทำห้องตรวจที่โถงตึกจักรพงษ์ หลังจากฟังอยู่พักใหญ่ เอตอบมาว่า ทำไมโทร.มาตอนนี้ค่ำมืด ธนาคารปิดกันหมดแล้ว เอางี้ละกัน วันจันทร์จะเอาเช็คไปให้ พอวันจันทร์เอก็เอาเช็คมามอบให้ที่โรงพยาบาลหนึ่งล้านบาท (จากที่ขอไว้ห้าแสน) พร้อมบอกว่า กลัวโรงพยาบาลไม่พอใช้ ในที่สุดเราก็ได้จัดห้องตรวจคัดกรองแยกโรค พร้อมอุปกรณ์ทั้งหลายพอให้ผ่านวิกฤตคราวนั้นมาได้ด้วยดี
ต่อมาไม่นาน ผอ.รพ.ขณะนั้นกำลังระดมทุนสร้างอาคารภูมิสิริฯ ซึ่งขาดอยู่อีกมาก เราเลยไปขอการสนับสนุนจาก TCP ตั้งเป้าไว้ว่าถ้าได้ 10-20 ล้านก็มากแล้ว วันรุ่งขึ้นเอก็โทร.มาบอกว่า โครงการสร้างตึกภูมิสิริฯนี่ดีมากเลย ชอบมาก แต่บริษัทเพิ่งปิดงบไป ตอนนี้เลยมีให้ไม่มาก ขอให้ไว้ 80 ล้านบาทก่อน ปีต่อๆ ไปจะให้เพิ่มอีก พร้อมทั้งขอโทษขอโพยเราใหญ่ เราเองก็ดีใจมาก เพราะจะได้เงินบริจาคมาทำตึกรักษาคนไข้ให้ดีๆ ต่อมาเอกับพี่น้องก็ทยอยร่วมกันบริจาคเพิ่มอีกเรื่อยๆ จนเป็นสองร้อยล้านบาทสำหรับอาคารภูมิสิริฯที่เดียว ตอนนั้นจะขอถ่ายรูปไปทำข่าวทำอะไรก็ไม่ยอม บอกว่าไม่อยากออกหน้า ตั้งใจมาทำบุญจริงๆ
บ่อยครั้งที่ญาติพี่น้องในครอบครัวเอป่วย ทั้งที่สามารถไปรักษาที่ไหนก็ได้ในโลก หรือโรงพยาบาลเอกชนแสนแพงในเมืองไทย เพราะยังไงก็จ่ายได้ แต่เอกับพี่น้องเลือกที่จะเข้ารักษาในโรงพยาบาลรัฐบาลแล้วตอนหลังก็มักจะบริจาคสร้างตึก ปรับปรุงสถานที่ หรือจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ราคาสูงให้เสมอ เท่าที่ผมพอจะเห็นกับตา ได้ยินกับหูก็เช่น ศูนย์เคมีบำบัด รักษาโรคมะเร็ง ศูนย์ผ่าตัดหัวใจ หอพักนักศึกษาซึ่งแต่ละแห่งมูลค่าหลายสิบล้านทั้งนั้น ตลอดจนครุภัณฑ์ราคาเจ็ดหลัก แปดหลักก็บริจาคกันบ่อยๆ หลายสิ่งหลายอย่างที่ว่านี้ บ่อยครั้งที่พี่น้องอยู่วิทยา ขอไม่ไปร่วมพิธีมอบ หรือขอไม่เข้าร่วมพิธีเปิด เพราะ ไม่อยากเป็นข่าว ไม่ชอบเรื่องออกหน้าออกตา จนบางครั้งเวลามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น คนก็มักจะไม่รู้ว่าเหล่าพี่น้องอยู่วิทยาทำความดีอะไรไว้เบื้องหลังบ้าง ผมเคยถามเอหลายครั้งว่าทำไมไม่ชอบออกหน้ากัน เอบอกว่าพ่อแม่ (คุณเฉลียว และคุณภาวนา) บอกว่าให้ปิดทองหลังพระ ทำความดีไม่จำเป็นต้องให้คนอื่นรู้ แค่ตัวเองรู้ก็พอ ผมเคยบอกเอว่าสมัยนี้น่าจะต้องออกหน้าบ้าง จะมัวแต่ปิดทองหลังพระไม่ไหวแล้ว เวลาเราเดือดร้อน คนก็ไม่มาสงสารเห็นใจ เพราะไม่ค่อยรู้สิ่งที่เราทำ พูดไปหลายสิบรอบ จนช่วงหลังๆ ก็มียอมออกหน้าบ้าง จนมาถึงวิ่งกระตุกหัวใจปี 2018 และ วิ่งกระตุกหัวใจ Virtual run ปี 2019 ที่ไปขอให้เอมาช่วยทำงานกัน เอก็มาแบบจัดเต็ม คือ ช่วยเงินสนับสนุนเยอะมาก เยอะกว่า major sponsor หลายราย แต่ขอออกหน้านิดเดียว โดยพยายามเกลี่ยผลิตภัณฑ์ไม่ให้เด่นนัก นอกจากเงินแล้ว เอยังส่งทีมคนทำงานจาก TCP มาช่วยอีกหลายฝ่าย แม้กระทั่งมาประชุมเองบ่อยมาก ช่วยออกความคิดระดมความเห็นจนในที่สุดเราได้เงินบริจาคร้อยกว่าล้านบาทเยอะพอที่จะสามารถซื้อเครื่อง AED แจกได้ทุกจังหวัด จังหวัดละหลายๆ เครื่องกันเลย ผมยังแซวกันอยู่เลยว่า เอเอาเวลาทำเงินรายได้ให้บริษัท มาทำงานการกุศลแบบตัวเองเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงิน แต่เอก็หัวเราะบอกว่าแบบนี้แหละชอบ สนุกด้วย ได้บุญด้วย
จนเมื่อธันวา-มกรา ที่เพิ่งผ่านมา เอกับผมโทร.คุยกันบ่อยมากด้วยเรื่อง COVID19 ว่า ถ้าเข้าไทยจะทำไงกันดี เรื่องเงินบริจาคช่วยคนไทยไม่ใช่ปัญหาสำหรับเอ และ TCP แต่หลายๆ อย่างนั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้ เราเลยค่อยๆ เริ่มจากทำหน้ากากผ้าแบบมีไส้กรองช่วงแรก ทำไปราวแสนชิ้น รวมถึงหน้ากาก N95 และชุด PPE ที่สั่งซื้อจากต่างประเทศเพื่อแจกจ่ายฟรีให้กับโรงพยาบาลที่ขาดแคลนทั่วประเทศ ตู้อะคริลิกสำหรับตรวจโควิดที่ใช้ตรวจคนไข้และป้องกันบุคลากรทางการแพทย์ ก็ช่วยทั้งผลิตและจัดส่งถึงมือแพทย์พยาบาลผู้ใช้ตามโรงพยาบาลกันเลย หรือแม้กระทั่งเครื่องมือตรวจ RT-PCR รุ่นล่าสุดที่เพิ่งผ่าน FDA สหรัฐอเมริกาที่หายาก เพราะขาดแคลนกันทั้งโลก เอก็ควักเงินสิบกว่าล้านให้ โดยไม่ลังเล พร้อมทั้งช่วยต่อรองอย่างแข็งขันจนได้มาใช้ช่วยคนไทยไปได้มากโขอยู่
ระหว่างที่ช่วยกันทำเรื่อง COVID19 หลายเรื่องที่เกี่ยวกับตำรวจหรือศุลกากรนั้น เอบอกว่าไม่รู้จักใครเลย แล้วถามผมว่าพอจะช่วยได้มั้ย ทั้งเรื่องการหาหน้ากาก N95 จากต่างประเทศเพื่อมาแจก รพ. การนำเข้าเครื่องตรวจราคาแพงแบบจำเป็นเร่งด่วน หรือแม้กระทั่งการจัดส่งเวชภัณฑ์และครุภัณฑ์หลายอย่างที่ต้องพึ่งตำรวจทางหลวง ผมเลยต้องอาศัยคนไข้บ้าง เพื่อนฝูงพี่น้องที่รู้จักกันบ้าง ค่อยๆ ช่วยกันจนลุล่วงไปได้ ยังนึกแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า เอไม่ค่อยใช้หรือไม่ค่อยมีเส้นสายอิทธิพลเหมือนคนมีเงินทั่วๆ ไปเลย แปลกดีเหมือนกัน
ที่ผมเล่ามาข้างบนนั้นยืดยาวเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่จริง ยังมีอีกเยอะและยาวมากที่เอและพี่น้องได้ปิดทองไว้ข้างหลังพระ วันนี้ผมขอโอกาสเป็นผู้ชวนให้ผู้ที่ผ่านมาอ่านเข้าแวะเดินไปชมหลังองค์พระบ้าง
ถ้ามัวแต่รอให้ทองโผล่ไปข้างหน้า คนปิดทองอยู่ข้างหลังอาจจะท้อใจหรือตรอมใจจากไปก่อนกาลได้
ไม่อยากให้คนดีๆ เสียกำลังใจไป ห่วงจะไม่มีคนมาปิดทองที่องค์พระกันอีก
แต่สำหรับผมแล้ว ไม่ว่าเอจะรวยไปกว่านี้ หรือจะยากจนไม่เหลืออะไรเลย
จะสุขกว่านี้ หรือจะทุกข์กว่านี้ สังคมจะรักหรือจะด่าประณามแค่ไหน
ผมยังมั่นใจเสมอว่า คุณธรรมและความดีงามของเอยังคงเหมือนเดิม ผมยังภูมิใจที่ได้บอกคนอื่นเต็มเสียงทุกครั้งว่า
“คนนี้ คุณเอ สราวุฒิ อยู่วิทยา เพื่อนผมเองครับ”



กำลังโหลดความคิดเห็น...