xs
xsm
sm
md
lg

พลังความผูกพัน..นางงาม “น้ำใส” เปิดใจพูดถึงพ่อบุญธรรม “แอนนา ชวนชื่น”

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

เคยรับบทเป็นพ่อลูกกันในละครจนกลายเป็นความผูกพันต่อเนื่องมาเป็นพ่อลูกบุญธรรมในชีวิตจริง และเธอถึงกับลั่นวาจาไว้ว่าอนาคตก็จะดูแลพ่อบุญธรรมคนนี้ให้ดีเหมือนลูกแท้ๆ ดูแลพ่อคนหนึ่ง น้ำใส-นัทธินันท์ กุมชพร ลูกบุญธรรมของตลกดัง “แอนนา ชวนชื่น”

แม้ไม่ใช่พ่อลูกกันจริงๆ แต่ตลอดระยะเวลา 3-4 ปีมานี้ เมื่อมีใครสักคนเอ่ยขึ้นมาว่าทายาทหญิงของดาราตลกคนไหนบ้างที่หน้าตาสวยงาม หนึ่งในนั้นย่อมจะมีนาม “น้ำใส” ติดอยู่ในลิสต์ด้วย

แม้ไม่ใช่พ่อลูกกันจริงๆ แต่สิ่งที่ทั้งสองมอบให้ต่อกัน ถักทอเป็นความผูกพันแบบพ่อลูกแท้ๆ ทั่วไป ฝ่ายหนึ่งคือ “น้ำใส-นัทธินันท์ กุมชพร” สาวสวยผู้เติบใหญ่ในเมืองนอกที่ผ่านเวทีประกวดนางงามมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะบินกลับมาคว้ารางวัล “งามอย่างไทย” ในการประกวดที่เมืองไทย ขณะที่อีกฝ่ายคือ “แอนนา ชวนชื่น” ตลกชื่อดังผู้มาพร้อมกับเอกลักษณ์ด้านสำเนียงเสียงพูดไม่ชัดและจัดเสียงฮาให้แก่คนดูผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม

เพราะความรักระหว่างพ่อลูกนั้นดีงาม ไม่ว่าจะลูกบุญธรรมหรือลูกจริงๆ
พบกับการเปิดใจแบบเต็มๆ ครั้งแรก ของดารานักแสดงผู้มีดีกรีนางงาม เกี่ยวกับความรักพ่อลูกที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความผูกพันอย่างเช่นทุกวันนี้
ภาพจาก http://www.manager.co.th/Entertainment
น้ำใส กับคุณพ่อแอนนา ชวนชื่น เริ่มต้นรู้จักกันมาตอนไหนอย่างไรคะ

ตอนเล่นละครด้วยกันเรื่อง “เพลงรักบ้านนา” ค่ะ ซึ่งในเรื่อง เราเล่นเป็นลูกของเตี่ยแอนนา ตอนนั้นยังใหม่เราก็ยังเล่นไม่เก่ง ด้วยความที่เราเล่นเป็นพ่อลูกกัน เลยต้องคอยรับส่งกัน แกก็พยายามทำให้เรารู้สึกเป็นกันเอง ให้เหมือนว่าแกเป็นพ่อของเราจริงๆ ก็เลยสนิทกัน (ยิ้ม) และมีช่วงหนึ่ง ช่วงนั้นน้ำท่วม จากที่เราถ่ายละครแล้วเจอกันอาทิตย์ละวันสองวัน เราต้องย้ายสถานที่ไปอยู่ต่างจังหวัด ก็เลยได้อยู่ด้วยกันเจ็ดวันเลย เพราะเขาเช่าบ้านให้นักแสดงอยู่ด้วยกัน ซึ่งบ้านเราก็โดนน้ำท่วมด้วย ไปไหนไม่ได้เลยต้องอยู่ตรงนั้นตลอด

พอตอนละครใกล้จะจบ ผูกพันกันมากทั้งนางเอก เพื่อนๆ บางทีเจอกันวิ่งมากอดกันร้องไห้ เราก็เลยบอกกับเตี่ยแอนนาไปว่าจะปิดกล้องแล้ว จะจบแล้ว เราจะได้เจอกันไหม เรามาเป็นพ่อลูกกันเถอะ หนูขอเป็นลูกแท้ๆ เลยนะอะไรทำนองนี้ จากนั้น เราก็เป็นไปแบบอัตโนมัติเลยค่ะ (ยิ้ม) จริงๆ เรื่องนี้เกิดเพราะน้าเก๋ซึ่งเป็นแฟนเตี่ยแอนนาด้วยนะคะ เพราะเราจะเจออยู่บ่อยๆ แกไม่มีลูกสาว เราก็ชอบเล่นทำเหมือนไปฟ้องเขา ซึ่งเขาก็จะดูแลและเอ็นดูเราเป็นพิเศษ ตรงนี้เลยยิ่งทำให้เตี่ยกับหนูสนิทกันด้วยอีกทางหนึ่งค่ะ

เราไปขอเขาเป็นลูก?

ใช่ค่ะ (ยิ้ม) แต่จะพูดว่าขอเลยมันก็ไม่เชิง เพราะมันเป็นอารมณ์ที่ว่า เหมือนมีผู้ใหญ่คนหนึ่งที่เราเคารพแล้วเราเรียกว่าพ่อ เราเคารพเขามาอย่างต่อเนื่องแล้วเขาก็เอ็นดูเรามาอย่างต่อเนื่อง มันไม่ได้มาขอหรือนั่งคุยกันซึ่งๆ หน้า มันเป็นความผูกพันมากกว่าค่ะ

ตอนนี้เราเข้ามาอยู่ครอบครัวเดียวกันได้ 3-4 ปีแล้วนะคะ เพราะเราประทับใจในตัวเตี่ย เวลาอยู่กับแกแล้วจะตลก หัวเราะได้ตลอดเวลา ไม่ว่าแกจะพูดอะไรก็ตลก บางทีนั่งเฉยๆ แกโยนมุกมาหน้าตาย เราก็ยังตลกเลย (หัวเราะ) ซึ่งแกก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ เพราะว่าแกก็ดูแลเราเหมือนลูกอยู่แล้ว มันเป็นเหมือนเรื่องธรรมดาไปแล้ว มันไม่แปลกนะ เพราะบางคนเขาก็เรียกคนที่ตัวเองเทิดทูนว่าพ่อแม่เหมือนกัน

แล้วอย่างการเลี้ยงดูเราในฐานะลูกบุญธรรมล่ะคะ คุณพ่อแอนนาได้ให้อะไรอย่างไรบ้าง อย่างเช่น เงินทอง ค่าใช้จ่ายต่างๆ

ส่วนใหญ่สิ่งที่เตี่ยให้จะเป็นความรักความเอ็นดูเรามากกว่าค่ะ (ยิ้ม) อีกอย่างเราก็ไม่อยากไปรบกวนแกในส่วนนั้น เพราะว่าเราก็ทำงานได้แล้ว บางทีจะมีช่วงที่เรางานน้อย แกก็จะช่วยหางานให้บ้างค่ะ

แน่นอนว่าความเป็นพ่อลูกบุญธรรมกันในสังคมคนอาจจะมองไปได้อีกด้านหนึ่ง มีที่สังคมเขาคิดแบบนั้นใช่ไหม เพราะเคยมีข่าวว่าช่วงที่เปิดตัวว่าเป็นพ่อลูกบุญธรรมกัน เราก็เคยโดนกรณีว่าถูกเสี่ยเลี้ยงด้วย ตรงนี้ไม่ทราบว่าคิดเห็นอย่างไรคะ

เราโปร่งใส ไม่ได้ว่าจะมาให้เงินเรา จะเป็นไปในทางหางานให้มากกว่าค่ะจริงๆ เราว่าไม่แปลกที่คนจะคิด เพราะว่าในภาพที่ออกมาคือมีเรากับเตี่ย แต่ว่าความเป็นจริงแล้วมันมีแม่เรา มีน้าเก๋อยู่ มีคนในกองอยู่ เราไม่ได้ผูกพันกันแค่สองคน ตรงนี้คนอาจจะคิดได้หลายแบบ แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เพราะว่าสักวันเดี๋ยวคนก็จะรู้ไปเองเพราะว่าเราเปิดเผย เราชัดเจนอยู่แล้ว

ถามถึงพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด ตอนนี้ยังอยู่หรือเปล่า? ทางบ้านเราเขาว่าอย่างไรบ้างไหม

มีค่ะ (ยิ้ม) พ่อแม่น้ำใสจะอยู่ต่างประเทศค่ะ แม่จะไปๆ มาๆ เพราะต้องกลับไปทำธุรกิจ ตรงนี้ทางบ้านเราก็มองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีคนมาเอ็นดูลูกนะคะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร แล้วแม่ก็รู้ด้วยว่าเตี่ยแอนนาเป็นคนยังไง น้าเก๋เป็นคนยังไง อย่างทางครอบครัวเราก็สนิทกันด้วยนะคะ ซึ่งเขาก็จะให้คำปรึกษาเราทั้งคู่

เราอยู่ไกลจากพ่อ เพราะพ่ออยู่ต่างประเทศ บ้านเราอยู่ต่างประเทศแล้วอยู่ไกลกับพ่ออยู่แล้ว พอเราได้มาเล่นเป็นพ่อลูกกับเตี่ยก็เลยมีความรู้สึกว่ามันอบอุ่นเวลาที่เราอยู่ไกลพ่อ มันเหมือนว่ายังมีคนที่รักเราเหมือนพ่อแม่แท้ๆ หนูว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหาย แล้วเราก็ต่างคนต่างโอเคด้วยกันทั้งคู่ด้วย (ยิ้ม)

เราว่าเราเป็นคนที่โชคดีนะ เพราะครอบครัวเราเองก็อบอุ่น ถึงแม้จะอยู่ห่างกัน แต่ติดต่อกันตลอด ครอบครัวฝั่งเตี่ยแอนนาก็ให้ความอบอุ่นกับเราเสมอ ก็เป็นอีกครอบครัวหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างเอ็นดูในตัวเรา

• เพราะความใกล้ชิด อาจทำให้คุณได้เห็นแง่มุมชีวิตของแอนนา แตกต่างจากที่คนอื่นๆ มองเห็นในฐานะนักแสดงตลกคนหนึ่งบ้างไหม เขาเคยเล่าให้ฟังไหมว่าเส้นทางชีวิตของเขาเป็นอย่างไร หรือลำบากมาอย่างไร ทำไมเรารู้สึกว่าน่าเอาเป็นแบบอย่าง

บางทีแกก็เครียดนะไม่ได้ตลกเสมอไป แกจะชอบเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อน แกลำบากยังไง บางทีเราท้อในเรื่องงาน แกก็บอกว่าแกอยู่ในวงการมา 10 กว่าปี กว่าแกจะดัง กว่าแกจะมีตรงนี้ ถึงขนาดที่แกเคยไปขายของเปิดท้าย เคยขายของไม่ได้เลย แล้วมองหน้าคนขายข้างๆ แล้วก็ซื้อของกันเองจนตัวเองไม่มีอะไรเหลือกลับบ้าน สมัยก่อนลำบากมาก ไม่มีแอร์แกก็ต้องเข้าไปตากแอร์ในห้าง เราเคยเห็นแต่ตอนที่แกประสบความสำเร็จแล้ว พอได้ฟังอย่างนั้นก็รู้สึกว่าเตี่ยแกสู้มาเยอะ นับถือในความอดทนที่แกสู้จนมีวันนี้ได้

เตี่ยเขาจะบอกว่าแต่ละคนไม่เหมือนกัน คนเรามีต้นทุนมาไม่เหมือนกัน แต่เชื่อว่าถ้าเราตั้งใจ สักวันมันจะมาหาเราเอง เรายังใหม่ เพิ่งเริ่มเข้ามา ยังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะ เหมือนเตี่ย กว่าเขาจะสำเร็จ เขาก็ใช้เวลาหลายสิบปี แต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน อาจจะเร็ว อาจจะช้า บางคนอาจจะไม่มีโอกาส แต่เราก็ไม่ได้คาดหวังนะคะ แค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดก็พอ (ยิ้ม)

• คิดอย่างไรกับมุกตลกที่เป็นเครื่องหมายการค้าของพ่อแอนนาไปแล้วอย่างการพูดไม่ชัดหรือพูดแบบดัดเสียงให้เพี้ยนๆ เขาพูดเพี้ยนจริงหรือว่าตั้งใจให้เพี้ยนแบบนั้นเพื่อความขำ

อันนี้เป็นจุดขายของเขาเลยค่ะเวลาอยู่ด้วย แกก็ใช่ว่าจะพูดไม่ชัดนะ (หัวเราะ) ก็ขำดีนะคะ แต่จริงๆ แล้วเตี่ยมีอะไรให้ขำกว่านี้อีกเยอะเลยค่ะ อย่างพูดเป็นภาษาอีสาน ภาษาแขกก็พูดได้

 แล้วเรียนรู้อยากจะเป็นนักแสดงตลกตามพ่อแอนนาบ้างไหมคะ

มีค่ะ เราก็เรียนนะ บางทีแกชอบสอนท่าเดิน เราก็ทำไม่ได้สักที พยายามสอนจังหวะสอนนู่น สอนนี่ เราอยากทำนะ อยากมีส่วนร่วม แต่เราไม่มีความสามารถด้านนั้นจริงๆ แกมีความสามารถเยอะมาก เวลาเราทำตาม มันกริบ เงียบ แต่แกทำแล้วมันขำนะ (หัวเราะ)

• จะว่าไปแล้วชีวิตเราเปลี่ยนไปไหมคะตั้งแต่ได้มาเป็นลูกแอนนา ชวนชื่น

เปลี่ยนค่ะ (ยิ้ม) ด้วยความที่เรามาจากเมืองนอก บางอย่างเราไม่เข้าใจ บางทีน้าเก๋ (แฟนแอนนา ชวนชื่น) เขาก็จะคอยสอนเรา ให้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมของไทย เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ในสังคมไทยมาเกือบ 10 ปี บางทีเราก็ทำอะไรไม่ค่อยสมควร อย่างเช่นเรื่องการพูดซึ่งคนไทยจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อน เราก็ไม่ได้อยู่สังคมที่เติบโตมา มันอาจจะเปลี่ยน เขาก็จะค่อยๆ สอน

• พ่อแอนนามักจะสอนในเรื่องอะไร หรือมีเรื่องไหนที่พ่อแอนนามักจะสอนหรือเป็นห่วงน้ำใสบ่อยๆ ไหมคะ

สอนทุกอย่างเลยค่ะ เราบกพร่องตรงไหนแกก็ช่วยสอนแนะนำ ช่วยติ เหมือนพ่อคนหนึ่งที่สอนลูกเลยค่ะ แต่ส่วนใหญ่จะสอนเรื่องงาน เพราะแกจะซีเรียสมากในเรื่องเวลา เตี่ยเป็นคนที่ตรงต่อเวลามาก จริงๆ หนูก็เป็นคนที่ตรงต่อเวลาแล้ว แต่เตี่ยนี่จะไปก่อนเวลาตลอด แกจะเป็นคนตรงต่อเวลามาก พยายามถ่ายทอดให้เรา แกจะพูดถึงประโยคนี้ให้เราฟังว่า เวลาเราทำงานเขาจ้างเรามา เราควรจะไปให้ตรงต่อเวลา หรือไปก่อนเวลาเพื่อเตรียมตัว

เรื่องอื่นก็จะมีบ้างนะคะ เพราะแกจะห่วงลูกสาว อย่างบางทีพาเพื่อนผู้ชายไปเจอ แกจะขรึมๆ นิ่งๆ ไม่ได้ตลกเสมอไป แต่เตี่ยจะไม่พูด แกจะให้น้าเก๋พูดมากกว่า แต่ก็จะคอยเตือน ไม่ว่าจะเรื่องการคบคน เรื่องงาน แม้กระทั่งไปไหนมาไหนกลางคืน แกก็จะคอยเตือน

• เห็นว่าน้ำใสก็เป็นนักแสดงด้วย แล้วในเรื่องของการแสดงพ่อแอนนาได้สอนอะไรบ้างไหมคะ

(ยิ้ม) น้ำใสเข้าวงการมาจากการประกวดนางงามมิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2553 ตอนนั้นได้ตำแหน่ง “งามอย่างไทย” เป็นตำแหน่งของช่องเจ็ด เลยมีโอกาสมาแสดง แต่ก่อนหน้านี้เราไม่ได้อยากเป็นนักแสดงนะคะ ใฝ่ฝันด้านนางงามมากกว่า เพราะตอนอยู่ต่างประเทศ เราเคยประกวดนางงามมา ได้รางวัลตำแหน่งตั้งแต่เล็กมาจนใหญ่ขึ้นๆ จนสุดท้ายแล้วเราเลยลองมาประกวดที่เมืองไทย แต่พอได้มาเป็นนักแสดงจริงๆ ก็เริ่มชอบ

จากเรื่องแรกๆ ที่เราได้เล่นละครกับเตี่ย เราเล่นไม่ได้ ไม่รู้ว่าการถ่ายทอดอารมณ์เป็นยังไง พอหลังๆ มา เราเหมือนพยายามค้นหา ดูจากคนอื่นๆ แล้วก็ทำการบ้าน จะบอกว่าตั้งแต่เล่นละครมา ไม่เคยเรียนการแสดง อาจจะมีเวิร์กชอปบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่เคยเรียนการแสดงจริงๆ จังๆ ซึ่งเตี่ยแกจะคอยสอนตลอดว่าเวลาเล่นบทอะไรให้เราเต็มที่ สมมติมา 100 ใส่ไปเลย 150 เหมือนว่าแกได้รับบทนี้มานะ มันไม่ได้มีอะไรมากมาย แต่แกเล่นเต็มที่เลย ทำให้แกมีทุกวันนี้ (ยิ้ม)

 ในอนาคตถ้าเป็นไปได้ อยากตอบแทนอะไรพ่อแอนนา ชวนชื่น บ้างคะ

จะบอกว่าเตี่ยแกเคยน้อยใจ เวลาที่เราไม่ไปหา ชอบพูดเสมอว่าอนาคตจะไปอยู่บ้านพักคนชรา แต่เราก็จะบอกทุกครั้งว่าจะปล่อยไปได้ยังไง (หัวเราะ) เราก็จะทำหน้าที่ลูกคนหนึ่งค่ะ เพราะว่าเราเป็นลูก ถึงแม้เราเป็นแค่ลูกบุญธรรม แต่ก็จะทำ เพราะว่าเราก็คิดว่าแกก็คือพ่อคนหนึ่ง (ยิ้ม)

เราเป็นเด็กผู้หญิงโชคดีคนหนึ่งนะที่ได้มีครอบครัวที่อบอุ่นทั้งสองครอบครัว อยากขอบคุณและอยากจะบอกว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเหมือนที่เตี่ยแกเคยบ่นว่าคงจะได้ไปอยู่บ้านพักคนชรา หรือว่าเราจะทิ้งแกตรงนี้ จะบอกเลยว่าเราไม่ทำแบบนั้นแน่นอน จะดูแลเขาตลอดไปค่ะ (ยิ้ม)



ภาพจาก http://www.manager.co.th/Entertainment
ภาพจาก http://www.manager.co.th/Entertainment
ลูกสาวบุญธรรมทั้ง 3 ของแอนนา ภาพจาก http://www.manager.co.th/Entertainment







        Profile

ชื่อ สกุล : นัทธินันท์ กุมชพร
ชื่อเล่น : น้ำใส
วันเกิด : 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2534
การศึกษา : คณะนิเทศศาสตร์ (Communication Arts) มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ไอดอล : ป๋อมแป๋ม นิติ ชัยชิตาทร
ผลงาน :
ผลงานละครเรื่องบันไดดอกรัก, รักอยู่หนใด, เพลงรักบ้านนา, มาหยารัศมี, ไฟมาร, ลิเกเงินร้อย, ยมบาลเจ้าขา, คุณผีที่รัก, คู่ปรับตำหรับเฮี้ยน, หนีก็ล่าซ่าก็รัก
ผลงานการประกวด มิสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส ปี 2010 (รางวัลตำแหน่งงามอย่างไทย)
สิ่งที่ชอบ : สุนัข
สิ่งที่ไม่ชอบ : งูและการทรมานสัตว์
ความฝันในอนาคต : อยากเป็นครูอาสา, อยากทำงานเบื้องหลัง


เรื่อง : วรัญญา งามขำ, อนงค์นาฏ ชนะกุล
ภาพ : พลภัทร วรรณดี และ อินสตาแกรม naam_tharanasorn

กำลังโหลดความคิดเห็น...