xs
xsm
sm
md
lg

สรุปข่าวเด่นในรอบสัปดาห์ 22-28 พ.ย.2557

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

คลิกที่นี่ เพื่อฟังสรุปข่าวฯ

1.จับ ผบช.ก.“พงษ์พัฒน์” พร้อมพวกนับสิบ ฐานแอบอ้างเบื้องสูง-เปิดบ่อน-รีดส่วย-ซื้อขายตำแหน่ง ตะลึงค้นบ้าน พบทรัพย์สินหลายพันล้าน!
(บน) ตำรวจโชว์แผนผังเครือข่าย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ในการกระทำผิด (ล่าง) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. พาสื่อดูของกลางที่ยึดได้ โดยเก็บไว้ที่ค่าย ร.1 พัน 2 รอ.
หลัง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้มีคำสั่งย้ายฟ้าผ่า พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) ,พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ รอง ผบช.ก. , พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผู้บังคับการปราบปราม(ผบก.ป.) และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม โดยให้ทั้ง 4 ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยอ้างว่ามีงานสำคัญจะให้ทำ

ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมายอมรับหลังมีข่าวสะพัดว่ามีการออกหมายจับ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์กับพวก ในความผิดหลายข้อหา รวมทั้งคดีหมิ่นสถาบัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยบอกว่า มีการขออนุมัติหมายจับ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ และ พล.ต.ต.โกวิทย์ พร้อมตำรวจอีก 5 นาย และพลเรือน 3 คน รวมทั้งหมด 10 คนจริง ในข้อหาผิดคดีอาญา โดยมีการกระทำอันทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ ส่วนรายละเอียดจะมีการแถลงอีกครั้ง

จากนั้น พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งให้ตำรวจ 6 นายออกจากราชการไว้ก่อน ประกอบด้วย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ,พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ ,พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน ผู้บังคับการตำรวจน้ำ ปฏิบัติราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ,พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธุ์ ผกก.4 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์(บก.ปคม.) ,ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. และ ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป.ตั้งแต่วันที่ 23 พ.ย.เป็นต้นไป รวมทั้งมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงตำรวจทั้ง 6 นายด้วย

ส่วนที่มีข่าวว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หลิมรัตน์ อดีตผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม ช่วยราชการศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เสียชีวิตแล้วนั้น พล.ต.ท.ประวุฒิ บอกว่า พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ อยู่ในขบวนการที่ร่วมกระทำความผิดกับ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ เสียชีวิตแล้วจากการกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพราะเครียด และว่า ก่อนหน้าฆ่าตัวตาย ตำรวจได้เชิญตัวมาให้ข้อมูลแล้ว ซึ่งให้ความร่วมมือและให้การเป็นประโยชน์

ทั้งนี้ มีรายงานว่า พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ กับพวกรวม 8 คน ได้ถูกควบคุมตัวตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 22 พ.ย. ก่อนนำตัวไปแยกสอบปากคำ พร้อมกันนี้ยังได้มีการค้นบ้านพักของผู้ต้องหาทั้ง 8 โดยพบพยานหลักฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะบ้านพัก พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์พบเงินสดนับพันล้านบาท และทรัพย์สินอื่นอีกจำนวนมาก ตำรวจจึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน

จากนั้นวันต่อมา(24 พ.ย.) ตำรวจได้ออกหมายจับผู้ร่วมกระทำผิดกับ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ เพิ่มอีก 2 คน เป็น 12 คน คือ นายชอบและนางติยาพรรณ ชิณนะประภา สองสามีภรรยา โดยมีพฤติการณ์เป็นนอมินี นำเงินที่ได้จากการกระทำผิดไปฟอก ส่วนนางสวงค์ มุ่งเที่ยง และนายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช ที่ออกหมายจับก่อนแล้ว เป็นเจ้าของร้านค้าของเก่า งาช้าง สัตว์ป่า ซึ่งพัวพันกับของกลางที่ยึดได้

วันต่อมา(25 พ.ย.) พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ได้นำทีมเปิดแถลงผลการจับกุม พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์กับพวกรวม 12 คน ประกอบด้วย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ,พล.ต.ต.โกวิทย์ วงศ์รุ่งโรจน์ อดีตรอง ผบช.ก. ,พล.ต.ต.บุญสืบ ไพรเถื่อน อดีตผู้บังคับการตำรวจน้ำ ,พ.ต.อ.วุฒิชาติ เลื่อนสุคันธ์ ผกก.4 ปคม. ,พ.ต.อ.โกวิท ม่วงนวล ผกก.ตม.จังหวัดสมุทรสาคร ,ด.ต.สุรศักดิ์ จันทร์เงา ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ,ด.ต.ฉัตรินทร์ เหล่าทอง ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. ส่วนพลเรือน ประกอบด้วย นางสุดาทิพย์ ม่วงนวล ภรรยา พ.ต.อ.โกวิท ,นางสวงค์ มุ่งเที่ยง ,นายเริงศักดิ์ ศักดิ์ณรงค์เดช ,นายชอบ และนางปิยาพรรณ ชินนะประภา โดยระบุว่า ทั้งหมดมีพฤติการณ์โดยรวมๆ ได้แก่ เปิดบ่อน เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง รับส่วยน้ำมันเถื่อน และแอบอ้างสถาบัน

เป็นที่น่าสังเกตว่า ในการแถลง ไม่มีการนำตัวผู้ต้องหาและของกลางที่ยึดได้มาประกอบการแถลงแต่อย่างใด มีเพียงภาพประกอบของกลางเท่านั้น โดย พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แถลงว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่า พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์กับพวกแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายประการ จึงได้สืบสวนทางลับ เมื่อพบว่ามีมูล ผบ.ตร.จึงสั่งย้าย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ,พล.ต.ต.โกวิทย์ ,พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป. และ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ ซึ่งเสียชีวิตแล้ว เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานได้ จึงรายงานให้รัฐบาลทราบ ก่อนสนธิกำลังกับทหารค้นสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์และเครือข่ายจำนวน 15 จุด โดยตรวจยึดทรัพย์สินได้มูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาท

สำหรับ พล.ต.ต.ชัยทัต บุญขำ ผบก.ป.นั้น ไม่ถูกดำเนินคดีด้วย โดยตำรวจอ้างว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิด จึงกันตัวไว้เป็นพยาน ซึ่งภายหลัง พล.ต.อ.สมยศ ได้มีคำสั่งย้าย พล.ต.ต.ชัยทัต ที่ก่อนหน้านี้ถูกย้ายจาก ผบก.ป.ไปประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปลี่ยนเป็นให้ไปปฏิบัติราชการที่สำนักงานนายตำรวจราชสำนักประจำ แทน

ทั้งนี้ ระหว่างแถลงข่าว ได้มีการแสดงแผนผังเครือข่ายการกระทำความผิดของ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์กับพวก โดยระบุว่า พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ หรือกิ๊ก แสดงตัวเสมือนเป็นสัญลักษณ์สถาบัน เพื่อหวังประโยชน์ โดยร่วมกันวางแผนกับ พล.ต.ต.โกวิทย์ หรือโก ที่มีพฤติกรรมเรียกร้องเงินหรือทรัพย์สิน เปิดบ่อน แอบอ้างเบื้องสูง โดยมี พล.ต.ต.บุญสืบ เรียกรับเงินจากผู้ค้าน้ำมันเถื่อน เก็บส่วยรายเดือนให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เช่นเดียวกับ พ.ต.อ.วุฒิชาติ ที่เรียกรับเงินหรือทรัพย์สิน เก็บส่วยรายเดือนส่งให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ ขณะที่ พ.ต.อ.อัครวุฒิ์ หรืออั้ม เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินและรวบรวมเงินที่ได้จากการซื้อตำแหน่ง ส่งให้ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ขณะที่ ด.ต.สุรศักดิ์ เรียกรับเงินหรือทรัพย์สินส่งให้ พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ ส่วน ด.ต.ฉัตรินทร์ ทำหน้าที่พลขับให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ เรียกรับเงินหรือทรัพย์สิน และเก็บส่วยส่งให้ พล.ต.ต.โกวิทย์ โดยมีนางปิยาพรรณ และนายชอบ ชินนะประภา น้องสาวและน้องเขย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ เป็นนอมินี ถือทรัพย์สินแทน พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ โดยนำเงินไปซื้อทรัพย์สิน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำผิด ถือว่าเข้าข่ายการฟอกเงิน

วันต่อมา(26 พ.ย.) พล.ต.อ.สมยศ ได้นำสื่อมวลชนไปดูของกลางที่ยึดได้หลังจับกุม พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์กับพวก ซึ่งเก็บไว้ที่ค่าย ร.1 พัน 2 รอ. โดยบอกว่าเป็นแค่ทรัพย์สินส่วนหนึ่ง เช่น พระพุทธรูปโบราณ ทองคำแท่ง 24 แท่ง สร้อยคอทองคำ 224 เส้น ทองคำขาว 180 กิโลกรัม รถยนต์หรู 17 คัน โฉนดที่ดินมูลค่า 418 ล้านบาท ฯลฯ และว่า ของกลางมีมากเกือบ 2 หมื่นชิ้น โดยมีของกลางที่เคลื่อนย้ายลำบาก เช่น ไม้สัก และไม้หายาก ซึ่งต้องใช้รถบรรทุกขนย้ายกว่า 80 คัน โดยจะส่งให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.) ตรวจสอบ ส่วนวัตถุโบราณจะให้กรมศิลปากรตรวจสอบ

ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. เผยว่า ตำรวจได้ขอศาลออกหมายจับผู้ที่แอบอ้างสถาบันเพิ่มอีก 5 ราย ประกอบด้วย นายณัฐพล อัครพงษ์ปรีชา ,นายสิทธิศักดิ์ อัครพงษ์ปรีชา ,นายณรงค์ อัครพงษ์ปรีชา ,นายสุทธิศักดิ์ สุทธิจิตต์ และนายชากานต์ ภาคภูมิ ฐานแอบอ้างสถาบัน ทวงหนี้ กักขังหน่วงเหนี่ยว และกรรโชกทรัพย์ โดยผู้ต้องหาทั้ง 5 ได้ถูกจับกุมแล้ว ซึ่งภายหลังได้มีการถอดยศ “ว่าที่ พ.ต.” ของนายณัฐพล และ ”จ.ส.อ.” ของนายสิทธิศักดิ์ด้วย ส่วนนายณรงค์ ซึ่งเป็นข้าราชการในสำนักพระราชวัง ก็ถูกไล่ออกแล้ว หลังถูกจับกุม

ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ได้มอบดอกไม้ให้ พล.ต.อ.สมยศ เพื่อเป็นกำลังใจที่เอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอบายมุข พร้อมฝากถึง พล.ต.อ.สมยศว่า เครือข่ายของ พล.ต.อ.พงษ์พัฒน์ ไม่ได้สั้นแค่หางอึ่งเท่านี้ ตนไม่เชื่อว่า ลำพังแค่ ผบช.ก.กับดาบตำรวจจะเปิดบ่อนขนาดใหญ่ได้เอง โดยที่เจ้าของพื้นที่อย่างผู้บัญชาการตำรวจนครบาลจะไม่รู้เรื่อง “จะพูดว่า ผบช.น.ไม่เกี่ยวข้องไม่ได้ เพราะเมื่อเจ้าของพื้นที่ไม่อนุญาต ก็ไม่สามารถเปิดได้ ผมจึงขอให้ ผบ.ตร.ดำเนินการทุกคนแบบไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น โดยให้มาเอาข้อมูลจากผมได้ มีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด” นายชูวิทย์ ยังแย้มด้วยว่า มีตำรวจระดับผู้บังคับบัญชาอีก 2 นายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องบ่อน โดยมีชื่ออักษรย่อ จ. และ ก.

ด้าน พล.ต.อ.สมยศ ได้บอกผ่านสื่อ ให้นายชูวิทย์เผยชื่อจริงของตำรวจอักษรย่อดังกล่าว เพื่อจะได้สืบสวนถูกคน พล.ต.อ.สมยศ ยังปฏิเสธข่าวที่ว่ามีรายชื่อตำรวจครึ่งร้อยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่าย พล.ต.ท.พงษ์พัฒน์ว่า คงไม่ถึง อย่างไรก็ตามจะให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ขอให้ตำรวจใน บช.ก.ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ จะไม่มีการล้างบางหรือทำให้ทุกคนหวาดกลัว

ล่าสุด(28 พ.ย.) พล.ต.อ.สมยศ ได้แถลงเปิดบัญชีจ่ายส่วยขบวนการน้ำมันเถื่อนของนายสหชัย เจียรเสริมสินหรือเสี่ยโจ้ เจ้าของห้างหุ้นส่วนจำกัด สหทรัพย์ทวีค้าไม้ อ.เมือง จ.ปัตตานี นักธุรกิจผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี ที่ให้จำคุก 1 ปี 9 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานปลอมแปลงเอกสารตราประทับ โดย พล.ต.อ.สมยศ เผยว่า ยึดบัญชีรายชื่อกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับส่วยน้ำมันเถื่อนในภาคใต้นี้ได้จากบ้านพักของนายสหชัย “มีหลายหน่วยงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการน้ำมันเถื่อน ผมทำสัญลักษณ์ไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ และยังมีอีกหลายหน่วย ในนี้มีเขียนผู้บังคับการอะไร ผู้กำกับการอะไร แต่ที่ระบุเป็นชื่อย่อ มีรายการของรองโส รายการของ ผกก.โย๊ะ รายการ ผอ.ปราบปรามทางทะเล ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ใช่ตำรวจ มีดีเอสไอด้วย”

ทั้งนี้ หลัง พล.ต.อ.สมยศ เผยบัญชีดังกล่าว ปรากฏว่า พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรักษาราชการ ผบช.ก. ได้มีคำสั่งย้ายผู้กำกับตำรวจน้ำ 3 นายเมื่อวันที่ 28 พ.ย. ประกอบด้วย พ.ต.อ.วริศร์สิริภ์ ลีละสิริ ผู้กำกับการ 5 ตำรวจน้ำ ,พ.ต.อ.สมชาติหรือธนชาติ ศุภวุฒิ ผู้กำกับการ 7 ตำรวจน้ำ และ พ.ต.อ.จักรพันธุ์ รัตนเทวมาตย์ ผู้บังคับการเรือ(สบ4) กลุ่มงานเรือตรวจการณ์ จ.ชลบุรี โดยให้ไปช่วยราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยอ้างว่า เพื่อให้การตรวจสอบเรื่องส่วยน้ำมันเถื่อนเป็นไปอย่างโปร่งใส

2.สนช.มีมติไม่รับหลักฐานเพิ่ม นัดแถลงเปิดคดีถอด “นิคม-สมศักดิ์” 8 ม.ค. ส่วน “ยิ่งลักษณ์” 9 ม.ค.!
(บน) นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา - นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร (ล่าง) น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อวันที่ 27 พ.ย. ได้มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) เพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วนเรื่องกระบวนการถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฏร ออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ ก่อนการพิจารณา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.แจ้งว่า นายนิคมได้มีหนังสือคัดค้าน สนช.16 คน ไม่ให้ทำหน้าที่พิจารณาและลงมติถอดถอน ประกอบด้วย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ,นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ ,นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ,นายสมชาย แสวงการ ,พล.อ.อ.ชาลี จันทร์เรือง ,พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ ,พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงศ์สุวรรณ ,นายบุญชัย โชควัฒนา ,นายวิทวัช บุญญสถิตย์ ,นพ.เจตน์ ศิระธรานนท์ ,นายสมพล พันธ์มณี ,นายสุธรรม พันธุศักดิ์ ,นายอนุศักดิ์ สุวรรณมงคล ,นายตวง อันทะไชย ,นายธานี อ่อนละเอียด และ พล.อ.เลิศฤทธิ์ เมฆสวัสดิ์ โดยอ้างว่า 16 สนช.ดังกล่าว มีส่วนได้ส่วนเสียเพราะขณะเป็น ส.ว.ได้เข้าชื่อร้องถอดถอนตนออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา และมีส่วนร่วมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว.

ด้านนายพรเพชร ได้เปิดให้สมาชิกแสดงความเห็นต่อคำคัดค้าน 16 สนช.ของนายนิคม ซึ่ง สนช.ใน 16 คนดังกล่าว ต่างยืนยันว่า ได้ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ประกอบ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 ที่ให้อำนาจ ส.ว.ถอดถอนบุคคลที่กระทำความผิด หรือส่อว่าใช้อำนาจกระทำความผิด ประกอบกับการกระทำของนายนิคม ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูล และศาลรัฐธรรมนูญก็วินิจฉัยแล้วว่ากระทำผิดชัดเจน จากนั้นสมาชิก สนช.ได้ให้ประธานวินิจฉัยว่าจะให้ 16 สนช.ที่ถูกนายนิคมคัดค้านดำเนินการอย่างไร ซึ่งนายพรเพชรวินิจฉัยให้คำร้องของนายนิคมตกไป พร้อมกันนี้นายพรเพชรได้กำหนดให้วันที่ 8 ม.ค.2558 เวลา 10.00 น. เป็นวันแถลงเปิดสำนวนถอดถอนนายนิคม

จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณากรณีที่นายนิคมขอเพิ่มพยาน เป็นซีดีบันทึกการประชุมพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มา ส.ว. 9 แผ่น ซึ่ง สนช.ได้เชิญคู่กรณีทั้งนายนิคม และฝ่าย ป.ป.ช.มาตรวจพยานหลักฐานด้วย โดยนายนิคมชี้แจงโดยอ้างว่า ป.ป.ช.ไม่มีการนำเอาเหตุการณ์ที่ปรากฏในซีดีดังกล่าวมาวินิจฉัยและลงมติ หาก ป.ป.ช.ได้ดูซีดีดังกล่าวด้วยใจเป็นธรรม จะไม่กล่าวหาตนว่าตนรับญัตติปิดการอภิปราย

ด้านนายวิชา มหาคุณ ในฐานะตัวแทน ป.ป.ช.ยืนยันว่า ซีดีที่นายนิคมขอเพิ่มเป็นพยานหลักฐานนั้น ตนตรวจสอบแล้ว พบว่าเป็นซีดีที่ ป.ป.ช.ได้รวบรวมไว้ในสำนวนหมดแล้วตั้งแต่ก่อนพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหา โดย ป.ป.ช.ได้รับวัตถุพยานเป็นซีดีถึง 91 แผ่น ไม่ใช่แค่ 9 แผ่น โดยได้รับจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาตามที่ได้ร้องขอไป และว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ได้ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาตรวจพยานหลักฐานและแก้ข้อกล่าวหา ซึ่งนายนิคมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอให้เรียกพยานบุคคลเข้าชี้แจงอีกหลายปาก ซึ่ง ป.ป.ช.ก็เรียกสอบทุกคนไม่มีการตัดพยาน ดังนั้นพยานหลักฐานที่นายนิคมนำมาขอให้เพิ่มเติมจึงไม่ใช่พยานหลักฐานที่ ป.ป.ช.ไม่อนุญาต หรือไม่มีในสำนวน แต่ทุกอย่างปรากฏครบถ้วนในสำนวนหมดแล้ว

จากนั้นนายพรเพชรได้ขอมติจากที่ประชุมว่าจะรับพยานหลักฐานของนายนิคมไว้เพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติ 96 ต่อ 82 ไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มพยานหลักฐาน งดออกเสียง 14 เสียง หลังจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาคำร้องถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฏร ของ ป.ป.ช.ในข้อหาเดียวกัน ซึ่งนายสมศักดิ์ไม่ได้เดินทางมา เนื่องจากไม่ได้ต้องการเพิ่มพยานหลักฐาน นายพรเพชรจึงได้กำหนดวันเปิดแถลงสำนวนในวันเดียวกับนายนิคมคือ วันที่ 8 ม.ค. 2558 ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบตามที่ประธานกำหนด

ส่วนคดีถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กรณีปล่อยปละละเลยไม่ระงับยับยั้งการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวนั้น เมื่อวันที่ 28 พ.ย. ได้มีการประชุม สนช. โดยกำหนดวันแถลงเปิดสำนวนในวันที่ 9 ม.ค. 2558 เวลา 10.00น. จากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาคำขอของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่ขอเพิ่มหลักฐาน 72 รายการ โดยนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า ในชั้น ป.ป.ช. ได้มีการขอเพิ่มเติมพยานบุคคล 18 ปาก แต่ได้เพียง 6 ปาก ส่วนพยานและเอกสารที่ขอเพิ่มเติมเป็นเอกสารที่เคยเสนอในชั้นไต่สวนของ ป.ป.ช. แต่ไม่ได้รับอนุญาต ขณะที่พยานหลักฐานหลายรายการ อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช. แล้ว แต่ ป.ป.ช.ไม่ได้หยิบยกมาพิจารณาวินิจฉัยให้เป็นคุณต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เลย

ด้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า เอกสารที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอเพิ่มเติม จำนวน 28 รายการเคยยื่นต่อ ป.ป.ช.แล้ว และปรากฏอยู่ในสำนวน แต่กระบวนการวินิจฉัยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกรรมการ ป.ป.ช.ว่าจะหยิบพยานหลักฐานใดมาพิจารณาก็ได้ ส่วนพยานหลักฐานอีก 44 รายการ ไม่ได้มีการยื่นเพิ่มเติมให้ ป.ป.ช.ทั้งที่ ป.ป.ช.เปิดโอกาสให้ยื่นแล้ว แต่ฝ่าย น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ยื่น

หลังจากทั้งสองฝ่ายแสดงเหตุผลแล้ว นายพรเพชร ได้ให้ที่ประชุมลงมติว่าจะอนุญาตให้นำเอกสารทั้ง 28 รายการที่อยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.มาพิจารณาในชั้น สนช.หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติไม่ให้นำมาพิจารณา 165 ต่อ 15 รวมทั้งมีมติไม่รับพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก 44 รายการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอเพิ่มด้วย

ด้านนายนรวิชญ์ เผยว่า แม้จะผิดหวังที่ สนช.ไม่รับพยานหลักฐานเพิ่ม แต่ก็พอใจเพราะนายพรเพชรระบุว่า เอกสาร 28 รายการ ที่อยู่ในสำนวนแล้ว ที่ประชุม สนช.จะพิจารณาเอง ซึ่งหลักฐานดังกล่าวจะเป็นตัวที่ชี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการนี้ ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมาแถลงคดีด้วยตนเองหรือไม่ในวันที่ 9 ม.ค. ต้องพิจารณาอีกครั้ง

3.อนุ กมธ.เตรียมชง กมธ.ยกร่าง รธน.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมปี ’48-ก่อนรัฐประหาร ’57 เว้นคดีทำคนตาย-ม.112 ด้าน นปช.รีบหนุน!
(บน) นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณากรอบจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 1 (ล่าง) นายวรชัย เหมะ แกนนำ นปช. และอดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานอนุกรรมาธิการ(กมธ.) พิจารณากรอบจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ 10 เผยหลังประชุมอนุ กมธ.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณากรอบการยกร่างภาค 4 เกี่ยวกับการปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง โดยจะเสนอกรอบไปยังคณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญให้จัดตั้งคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดอง 3 ฝ่ายๆ ละ 5 คน โดย 2 ฝ่ายให้มาจากคู่ขัดแย้ง ส่วนอีกฝ่ายมาจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเป็นผู้ที่มีอำนาจเจรจาไกล่เกลี่ยสร้างความปรองดองและเป็นที่ยอมรับของทั้ง 2 ฝ่าย

นอกจากนี้อนุ กมธ.ยังเสนอให้นิรโทษกรรมคู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมเดินขบวนจนนำไปสู่จลาจลความวุ่นวาย ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ โดยจะนิรโทษกรรมตั้งแต่ปี 2548 ถึงก่อนการยึดอำนาจการปกครองปี 2557 และจะไม่นิรโทษกรรมให้ผู้กระทำผิดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนจะออกเป็น พ.ร.บ.หรือบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องให้คณะ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณา ซึ่งถือว่าภารกิจของอนุ กมธ.ได้เสร็จสิ้นแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อเสนอให้นิรโทษกรรมเหตุการณ์ชุมนุมจะไม่เป็นชนวนนำไปสู่การต่อต้านใช่หรือไม่ นายเอนก บอกว่า อยากวิงวอนให้ทุกฝ่ายเข้าสู่โหมดปรองดอง โดยยอมรับความคิดหลากหลาย เพราะบ้านเมืองถ้ายังแตกหักอยู่ ก็จะเสียหายอย่างหนัก

ด้านนายวรชัย เหมะ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) และ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย บอกว่า ตนเคยเสนอว่า ควรนิรโทษกรรมทางการเมืองให้ประชาชน โดยยกเว้นแกนนำและผู้มีอำนาจสั่งการ ส่วนที่มีผู้เสนอนิรโทษกรรมครั้งนี้ โดยให้นิรโทษกรรมคดีทางการเมืองที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2548 นั้น คงต้องดูรายละเอียดปลีกย่อยว่าครอบคลุมคดีใดบ้าง “ถ้าภาพรวมทั่วไป การนิรโทษกรรมพี่น้องประชาชนที่ถูกคดีทางการเมืองตั้งแต่ปี 2548-2557 ผมว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่มีความคิดความต้องการเช่นนั้น ซึ่งทุกคนเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ผมว่าน่าจะนิรโทษกรรมผู้ที่ถูกดำเนินคดีเหล่านี้ ไม่ว่าประชาชนกลุ่มไหนก็ตาม ผมว่าผู้ชุมนุมและประชาชนผู้บริสุทธิ์ควรได้รับการอภัยและนิรโทษกรรมทั้งหมด ถ้ารัฐธรรมนูญออกมาเช่นนี้ ผมคิดว่าจะดีที่สุด”

4.ป.ป.ช.เปิดกรุทรัพย์สิน 28 สนช. พบ “ฉัตรชัย” นายทุนใหญ่ ปชป.รวยสุด 1.4 พันล้าน ด้าน “โกศล” จนสุดแค่ 2 ล้าน!

 (ซ้าย) นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (ขวา) นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เมื่อวันที่ 28 พ.ย. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ได้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ชุดหลังจำนวน 28 คนที่เข้าดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพบว่า สนช.ที่มีทรัพย์สินมากที่สุด คือ นายฉัตรชัย ปิยะสมบัติกุล เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไม้ อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) เมื่อปี 2553 และเป็นผู้บริจาคเงินรายใหญ่ให้พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีทรัพย์สิน 1.49 พันล้านบาท เป็นทรัพย์สินของคู่สมรสกว่า 100 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

สำหรับผู้ที่มีทรัพย์สินรองลงมาคือ นายอนุมัติ อาหมัด เจ้าของธุรกิจด้านพลังงานในพื้นที่ภาคใต้ อดีต ส.ว.สงขลา ปี 2557 และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 337 ล้านบาท มีหนี้สิน 35,000 บาทเศษ ตามด้วยนายมหรรณพ เดชวิทักษ์ อดีตกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 230 ล้านบาท ,นายวรพล โสคติยานุรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 163 ล้านบาท มีหนี้สินกว่า 11 ล้านบาท ส่วน สนช.ใน 28 คนที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ นายโกศล เพ็ชร์สุวรรณ์ อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เมื่อปี 2532 โดยมีทรัพย์สินแค่ 2.3 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน

สำหรับ สนช.คนอื่นๆ ได้แก่ พล.อ.โปฎก บุนนาค ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 156 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน , พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 123 ล้านบาท มีหนี้สินกว่า 2.8 ล้านบาท ,พล.อ.สุนทร ขำคมกุล อดีตราชองค์รักษ์เวร และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 113 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน ,พล.อ.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก และคู่สมรส มีทรัพย์สินกว่า 102 ล้านบาท มีหนี้สินกว่า 18.6 ล้านบาท ,พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีทรัพย์สินกว่า 18 ล้านบาท โดยเป็นของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะกว่า 3 แสนบาท มีหนี้สินกว่า 12.8 ล้านบาท ฯลฯ

5.ศาลปัตตานี พิพากษาประหารชีวิต 5 โจรใต้กราดยิงทหารดับ 4 นาย เมื่อปี 2555!
ภาพเหตุการณ์ขณะ 18 โจรใต้ใช้อาวุธกราดยิงทหารเสียชีวิต 4 นาย และบาดเจ็บ 2 นาย ที่ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2555
เมื่อวันที่ 26 พ.ย. ศาลจังหวัดปัตตานี ได้อ่านคำพิพากษาคดีที่คนร้ายใช้รถกระบะเป็นพาหนะไล่ยิงถล่มเจ้าหน้าที่ทหารชุดร้อย ร.153261 สังกัดหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 ขณะลาดตระเวนด้วยรถจักรยานยนต์ 3 คัน ในพื้นที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตทันที 4 นาย คือ ส.อ.ลือชัย จุลทอง อายุ 26 ปี ,พลทหารเบญจรงค์ สีแก้ว อายุ 22 ปี ,พลทหารเอกลักษณ์ สีดอกไม้ อายุ 22 ปี และพลทหารภาคิน หงส์มาก อายุ 22 ปี และมีทหารบาดเจ็บสาหัสอีก 2 นาย คือ ส.อ.ปรีดา นพคุณ อายุ 30 ปี และพลทหารอาคม ชูกล่อม อายุ 22 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2555

ทั้งนี้ ศาลพิพากษาประหารชีวิตจำเลยทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายอิสมาแอ ดาโอง ,นายมะซาฮาฟี มีทอ ,นายกอเดร์ เจะแต ,นายนิมูหัมหมัด นิเซ็ง และนายฮิสบุลลอฮ บือซา หลังฟังคำพิพากษา ญาติและเพื่อนของจำเลยทั้ง 5 คนที่มาร่วมฟังคำพิพากษาต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ แต่ก็ต้องยอมรับคำตัดสินของศาล

สำหรับคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 ก.ค. 2555 ขณะที่ทหารชุดร้อย ร.153261 ฉก.ปัตตานี 25 จำนวน 6 นาย ขับขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน ออกจากฐานปฏิบัติการที่บ้านกระหวะ ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี เพื่อลาดตระเวนดูแลความปลอดภัยเส้นทางครู และประชาชนในเส้นทางระหว่าง อ.มายอ-บ้านปาลัส ม.3 บ้านดูวา ต.ถนน อ.มายอ จ.ปัตตานี ปรากฏว่า ได้มีคนร้ายจำนวน 18 คน พร้อมอาวุธปืนครบมือ ใช้รถกระบะ 3 คันเป็นพาหนะ ไม่ทราบหมายเลขทะเบียน ขับตามประกบข้างรถจักรยานยนต์ของทหารทั้ง 3 คัน จากนั้นใช้อาวุธสงครามหลายกระบอกกราดยิงทหารทันที ทำให้เจ้าหน้าที่ทหารถูกยิงเสียชีวิต 4 นาย ส่วนอีก 2 นายได้รับบาดเจ็บ โดยก่อนหลบหนี คนร้ายยังได้ขโมยอาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 4 กระบอก พร้อมวิทยุ และเสื้อเกราะของทหารไปด้วย