รายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ วันเสาร์ที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา พาคุณผู้ชมไปที่ย่านอินทามระของกรุงเทพฯ เพื่อรู้จัก “พี่หล้า” หนุ่มใหญ่ที่แม้ร่างกายพิการ แต่ไม่ยอมแพ้โชคชะตา สู้ทำงานหารายได้เลี้ยงชีพตัวเอง ทั้งยังเปี่ยมด้วยความกตัญญู ส่งเงินกลับไปดูแลพ่อแม่วัยชรา และพยายามช่วยพ่อแม่ส่งหนี้อีกด้วย
“ร่างกายผมจะมีเท้าผิดรูป 2 ข้าง งอเข่าไม่ได้เลย และมือข้างซ้ายก็ไม่สามารถยกขึ้นได้เอง ใช้มือด้านขวาด้านเดียวทำงาน และนิ้วติดกัน เวลาเดินใช้ไม้ค้ำยัน”
อุทัย โอ๊ดหม่องคำ หรือพี่หล้า หนุ่มใหญ่วัย 47 พูดถึงสภาพความพิการของตนเองที่เป็นมาตั้งแต่เกิด อีกทั้งภูมิลำเนาและฐานะครอบครัวก็ยากลำบากและอยู่ห่างไกลความเจริญ
“ผมเป็นคนบ้านแม่เทย อ.ลี้ จ.ลำพูน อยู่ในครอบครัวที่ยากลำบาก เวลาไปเรียนหนังสือ แม่จะต้องพาผมขึ้นหลังแบกและเดินไปส่งที่โรงเรียน (ถาม-การเดินทางจากอำเภอลี้เข้ามาในเมืองประมาณกี่กิโล?) เกือบๆ 100 กิโล (ถาม-แล้วเป็นทางขึ้นเขาด้วย?) ใช่ครับ”
แม้ร่างกายไม่สมประกอบ แต่พี่หล้าโชคดีที่มีพ่อแม่ที่รักและห่วงอนาคตลูก จึงพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกช่วยเหลือตัวเองได้ “ชีวิตวัยเด็กก็ลำบาก กว่าที่เราจะเดินได้ พ่อก็ต้องไปหาเหล็กมาทำไม้ค้ำยันให้ จากนั้นก็หัดเดินตั้งแต่ชั้น ป.1”
ด้วยฐานะที่ยากจนขัดสน ทำให้พี่หล้าในวัยเด็กกลัวว่า ตนเองจะขาดโอกาสทางการศึกษา จึงตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเขียนหนังสือถวายฎีกา
“ฐานะทางบ้านก็มีผลต่อการเรียน บางทีแทบจะไม่มีเงินไปโรงเรียนเลย (ถาม-จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้ได้เรียนต่อในวันนั้นเกิดอะไรขึ้น?) ผมยื่นถวายจดหมายให้กับสมเด็จพระเทพฯ ท่านมาที่ชุมชนใกล้ๆ บ้านเรา แต่เราเองไม่ได้เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ (ถาม-เราแจ้งปัญหาหรือสิ่งที่เราต้องการอย่างไร?) คืออยากได้ทุนในการเรียนหนังสือ เพราะถ้าเราเรียนระดับสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้น ครอบครัวก็ไม่ไหว ไม่สามารถที่จะส่งเสียเราเรียนได้ เลยถวายฎีกาขอความเมตตาจากพระองค์ท่าน”
“แล้วต่อมา ทางสำนักฯ ก็คงเห็นจดหมายเรา เขาบอกว่า ในหลวง ร.9 กับสมเด็จพระราชินีจะมาเยี่ยมเยียนราษฎรที่ลี้ เขาเลยแจ้งทางผู้นำหมู่บ้านมาว่า ให้ผมไปเข้าเฝ้ารับเสด็จพระองค์ท่าน (ถาม-วันนั้นพระองค์ท่านได้ตรัสอะไรกับพี่ และพี่ได้บอกกล่าวทูลความต้องการของเราอย่างไรบ้าง?) พระองค์ท่านเดินมา และเอามือแตะไหล่ผม ลูกเป็นยังไงบ้าง ต้องการความช่วยเหลืออะไร ก็บอกเราได้นะ พระองค์ท่านทรงพูดกับผมอย่างนี้ ผมก็บอกว่า กระผมอยากได้ทุนการศึกษาครับ เพื่อมีความรู้ติดตัวในการประกอบอาชีพในภายภาคหน้า ท่านก็ให้ทางราชเลขาฯ รับเรื่องไว้ ท่านบอกว่า แล้วลูกต้องการอะไรอีก ผมอยากไปรักษาให้หายให้เดินได้ ท่านก็ส่งเรื่องให้เป็นนักเรียนทุนและเป็นคนไข้”
แม้ความพิการตั้งแต่กำเนิดจะไม่สามารถรักษาให้หายได้ แต่การได้รับทุนพระราชทาน ก็ทำให้พี่หล้ามีโอกาสได้ศึกษาต่อตั้งแต่ชั้น ม.1 จนถึงปริญญาตรี
“(ถาม-หลังได้รับพระเมตตาจากพระองค์ท่าน รู้สึกอย่างไรบ้าง?) ปลาบปลื้มมากเลย และไม่รู้จะพูดยังไง เพราะเป็นความรู้สึกที่ดีที่สุดที่เราเคยเจอมาในชีวิตของเรา (ถาม-ถึงวันนี้พระองค์สวรรคตไปแล้ว ในวันที่ทราบข่าว รู้สึกอย่างไรบ้าง?) รู้สึกเศร้ามากเลย ร้องไห้ทั้งคืน เพราะพระองค์เปรียบเหมือนแม่ของเราคนหนึ่ง ที่ดูแลเรามาโดยตลอดในช่วงที่เราเรียนหนังสืออยู่ ก็ขอให้ดวงวิญญาณของพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัย”
หลังได้รับทุนพระราชทานและมุมานะจนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีตามที่มุ่งหวัง ทั้งยังมีฝันในการประกอบอาชีพ แต่สุดท้าย ความพิการก็เป็นอุปสรรคทำให้พี่หล้าเดินไปไม่ถึงฝัน
“ตอนที่เรียนจบมาใหม่ๆ ความคิดผม จริงๆ ผมอยากเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ส.ส. คืออยากช่วยเหลือชาวบ้านคนที่ยากลำบาก เราเห็นพี่น้องเราลำบากในชุมชน ในทั่วๆ ไปที่เราผ่านมาในชีวิต เพราะคนยากลำบากมันเยอะ ก็เลยตัดสินใจเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง”
“(ถาม-ท้ายที่สุดก็เรียนจบปริญญาตรีสำเร็จ?) ครับ (ถาม-แล้วได้มีความพยายามไปสู่เส้นทางของการเป็นนักการเมืองท้องถิ่นหรือผู้บริหารชุมชนบ้างไหม?) ก็มี ก็เคยลงรับสมัครนายกองค์การบริหารส่วนตำบล เพื่อเป็นทางเลือกให้กับคนในชุมชน (ถาม-ต้องผ่านระบบเลือกตั้ง?) ครับ (ถาม-ผลลัพธ์เป็นยังไง?) ก็ไม่ผ่าน เขาคงมองว่าเราทำอะไรให้เขาไม่ได้เยอะ เพราะอุปสรรคทางด้านร่างกายของเรา (ถาม-เสียใจไหม?) ไม่ เราได้ทำตามความฝันแล้ว ถึงแม้ฝันจะไม่เป็นความจริง”
เมื่อฝันไม่อาจเป็นจริง แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป พี่หล้าจำต้องหาอาชีพที่ตนเองพอจะทำได้ “ตอนนั้นก็เปิดร้านคอมพิวเตอร์เล็กๆ ในหมู่บ้าน รับพิมพ์งาน รับพิมพ์เอกสารให้กับผู้นำหมู่บ้าน (ถาม-ทำงานนั้นอยู่นานไหม?) ประมาณ 10 ปี (ถาม-แล้วทำไมตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ?) เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ และพวกน้องๆ เด็กๆ หันมาใช้มือถือ ร้านมันก็ไม่มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการ เลยต้องตัดสินใจเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ”
“ทีแรกเราคิดว่า จะมาหางานทำตามบริษัท คิดไปคิดมา ด้วยร่างกายเราเป็นแบบนี้ เขาคงไม่รับ เพราะขึ้นอาคารลำบาก เลยตัดสินใจมานั่งขายของ ขายพวงกุญแจให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจ จากนั้นก็ เรามีความสามารถในการวาดภาพ ก็วาดภาพขายพร้อมกับทำพวงกุญแจขาย (ถาม-วาดรูปนี่ไปฝึกมาจากไหน?) มีพื้นฐานจากเราเรียนชั้นประถม ชั้นมัธยม ก็เอาพื้นฐานมาวาดรูป (ถาม-แล้วพวงกุญแจก็ทำเอง?) ทำเอง ซื้อลูกปัดมาร้อยเอง เพราะผมชอบทำงานประดิดประดอยอยู่แล้ว”
ทุกเช้า พี่หล้าต้องออกเดินทางพร้อมสัมภาระจากห้องเช่าเพื่อไปยังจุดขายที่ย่านสถานีรถไฟฟ้าอารีย์ โดยนั่งขายอยู่ใต้ต้นไม้บริเวณทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้า หน้าวิลล่า อารีย์ ใกล้ป้ายรถเมล์
“(ถาม-ปกติพี่มาขายที่นี่ตั้งแต่กี่โมง?) ประมาณ 8 โมงครึ่ง จนถึง 1 ทุ่ม (ถาม-แต่ดูสภาพแวดล้อมแถวนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่มุงบังมิดชิด ถ้าฝนตกทำยังไง?) เก็บอย่างเดียว หยุดขายเลย เพราะพื้นไม่สามารถจะนั่งได้แล้ว (ถาม-ภาพวาดนี่ฝีมือของพี่ทั้งหมด 100% เลยหรือ?) ครับ (ถาม-แล้วไปเอาแบบมาจากไหน?) ก็ดูในมือถือ และเอามาวาดๆ ไว้ (ถาม-โห ลายเส้น นิ่งมากเลย ต้องใช้ดินสอสเก็ตช์ก่อนไหม?) ไม่ ใช้ปากกา (ถาม-เทคเดียวเลย ช็อตเดียวเลย?) ครับ (ถาม-โห เส้นคมมาก และสวยมาก)”
ถึงวันนี้ 3 ปีแล้วที่พี่หล้าเข้ามาสู้ชีวิตทำงานในกรุงเทพฯ นอกจากหาเงินส่งให้พ่อแม่ที่แก่ชรามากแล้ว ยังพยายามเก็บเงินเพื่อปลดหนี้ให้อีกด้วย
“(ถาม-ทุกวันนี้พ่อแม่อายุมากหรือยัง?) อายุ 82 ปีแล้ว (ถาม-พอเราต้องมาทำงานที่กรุงเทพฯ การดูแลท่านทำยังไง?) ผมก็อาศัยญาติพี่น้องข้างบ้านฝากช่วยดูแลพ่อแม่ให้ ผมก็ส่งเงินให้ท่านใช้ทุกๆ เดือน เดือนละประมาณ 3 พันบาท และที่เหลือก็ต้องเก็บไว้ชำระหนี้สินให้กับพ่อแม่ (ถาม-ที่บ้านมีหนี้จากอะไร?) จากการทำไร่ทำสวน (ถาม-เราต้องรับภาระดูแลหนี้ตรงนี้ด้วย เยอะไหมแต่ละเดือนแต่ละปีที่ต้องส่ง?) ปีหนึ่งก็ 3-4 หมื่น ระยะหลังนี้เราเองไม่ได้ชำระต้น เราก็ส่งแต่ดอกเบี้ยอย่างเดียวให้กับ ธ.ก.ส.”
“(ถาม-รายได้เราแต่ละวันก็ไม่แน่นอน วันไหนที่มันไม่ได้ เรารู้สึกยังไง?) บางทีก็ท้อเหมือนกัน วันนี้มานั่งขาย ทำยังไงดีน้อ จะให้มีเงินไปจุนเจือครอบครัว ส่งให้พ่อแม่ แต่วันนี้ไม่ได้สักบาท แต่ไม่เป็นไร วันนี้ไม่ได้ พรุ่งนี้ก็ยังมีอยู่ ต้องสู้ต่อไป ให้กำลังใจตัวเองเสมอ ...ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำได้ แม้ว่าร่างกายเราจะเป็นแบบนี้ แต่ยังมีคนที่แย่กว่าเราอีกมากมายในโลกใบนี้ เราต้องเข้มแข็ง สู้ต่อไป ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ”
หากท่านใดต้องการอุดหนุนภาพวาดหรือพวงกุญแจฝีมือพี่หล้า แวะไปได้ที่สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ ด้านหน้าวิลล่าอารีย์ หรือโทรไปได้ที่ 093-659-1797 หรือหากต้องการช่วยเหลือ โอนไปได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี นายอุทัย โอ๊ดหม่องคำ เลขที่บัญชี 033-442221-7
คลิกชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ตอน“นักสู้ยอดกตัญญู”
https://www.youtube.com/watch?v=Y5AoAlhapik&t=12s
ติดตามรับชมรายการ ฅนจริงใจไม่ท้อ ได้ ทุกวันเสาร์ เวลา 11.30-12.00 น. ทาง NEWS1 (กล่อง IPTV ของ NT ช่อง 64 / กล่อง AIS Play Box ช่อง 618 / กล่อง True ID ช่อง 19)
หรือรับชมรายการย้อนหลังได้ที่เพจ ฅนจริงใจไม่ท้อ https://web.facebook.com/KonJingJaimaitor/
หรือยูทูบฅนจริงใจไม่ท้อ https://www.youtube.com/channel/UCsb4sLqdHs35km4uQ_tOCjQ/videos


