xs
xsm
sm
md
lg

สัญญาณอันตราย โกงสอบท้องถิ่น- ฮั้วเลือก สว. สั่นคลอนรัฐบาล 'อนุทิน'

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



สัญญาณอันตราย โกงสอบท้องถิ่น- ฮั้วเลือก สว. สั่นคลอนรัฐบาล 'อนุทิน'

ผลสำรวจนิด้าโพลเรื่อง “ปัญหามากมาย จะรอดไหมเนี่ย” กำลังส่งสัญญาณสำคัญไปถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล และหากอ่านตัวเลขให้ลึกกว่าผลสำรวจทั่วไป จะเห็นว่าสิ่งที่ประชาชนกำลังสะท้อนออกมาอาจไม่ใช่เพียงความกังวลต่อสองประเด็นร้อนอย่างการทุจริตสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นและคดีฮั้ว สว. เท่านั้น แต่กำลังเป็นคำถามต่อความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจที่มีต่อรัฐบาลโดยตรง

ในรายละเอียดของผลโพล เมื่อถามถึงประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน อันดับหนึ่งคือการทุจริตสอบเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น 62.75% ขณะที่คดีฮั้ว สว. อยู่ในอันดับสองที่ 55.88% ตามด้วยการถูก สส. ตรวจสอบคดีเขากระโดง 42.29%

แน่นอนว่า ตัวเลขในสองอันดับแรกน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะแม้เรื่องโกงสอบท้องถิ่นกับคดีฮั้ว สว. จะเป็นคนละเรื่อง แต่กลับมีจุดร่วมสำคัญ นั่นคือ ทั้งสองเรื่องเกี่ยวพันกับคำถามเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม และความชอบธรรมของภาครัฐ

กรณีทุจริตสอบท้องถิ่นอาจดูเป็นเพียงเรื่องของการสอบแข่งขันเข้ารับราชการ แต่ในความรู้สึกของประชาชน เรื่องนี้ไปไกลกว่านั้น เพราะการสอบเข้ารับราชการควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน ใครมีความรู้ความสามารถก็ควรได้รับโอกาส ไม่ใช่ระบบที่เปิดช่องให้คนมีเส้นสายหรือใช้วิธีการทุจริตเข้ามาได้

เมื่อเกิดข้อกล่าวหาเรื่องการโกงสอบ จึงไม่ใช่แค่คำถามว่า “ใครโกง” แต่กลายเป็นคำถามว่า ระบบราชการกำลังถูกบริหารอย่างโปร่งใสหรือไม่ และเมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลที่มีหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร ความรับผิดชอบทางการเมืองย่อมย้อนกลับมาถึงรัฐบาลด้วย

ดังนั้น ตัวเลข 62.75% จึงมีความหมายมากกว่าการบอกว่า “ประชาชนสนใจเรื่องโกงสอบ” แต่สะท้อนว่า ประชาชนจำนวนมากมองเรื่องความโปร่งใสในระบบราชการว่าเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

ขณะที่คดีฮั้ว สว. มีมิติทางการเมืองเข้มข้นยิ่งกว่า เพราะเป็นเรื่องที่แตะไปถึงที่มาของบุคคลที่จะมาทำหน้าที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และความชอบธรรมของระบบการเมือง เมื่อประชาชน 55.88% มองว่าคดีฮั้ว สว. สามารถกระทบเสถียรภาพรัฐบาล นั่นสะท้อนว่า ประชาชนไม่ได้มองเรื่องนี้เป็นเพียงคดีหรือข้อกล่าวหาที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบ แต่เห็นว่าเรื่องดังกล่าวกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองในปัจจุบัน

เมื่อคำถามสองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน จึงกลายเป็นแรงกดดันต่อรัฐบาลในจุดเดียวกัน นั่นคือ “ความไว้วางใจ”

รัฐบาลสามารถอยู่รอดท่ามกลางปัญหาได้ หากประชาชนยังเชื่อว่ารัฐบาลมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา แต่เมื่อประชาชนเริ่มสงสัยทั้งเรื่องความโปร่งใสและความสามารถในการจัดการปัญหา เสถียรภาพของรัฐบาลก็ย่อมถูกสั่นคลอนตามไปด้วย

ที่สำคัญ นิด้าโพลไม่ได้สะท้อนเพียงว่าปัญหาใดน่ากลัวที่สุด แต่ยังสะท้อนภาพความเชื่อมั่นต่อการรับมือของรัฐบาลด้วย ซึ่งตรงนี้เองที่รัฐบาลควรให้ความสำคัญ เพราะสิ่งที่ประชาชนกำลังส่งสัญญาณคือ พวกเขาอาจกำลังไม่ไว้ใจรัฐบาล

หากรัฐบาลสามารถตรวจสอบการทุจริตสอบท้องถิ่นอย่างจริงจัง เปิดเผยข้อเท็จจริง และทำให้เห็นว่าผู้กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นใครต้องรับผิด ก็ยังมีโอกาสเปลี่ยนวิกฤตความเชื่อมั่นให้กลับมาเป็นคะแนนทางการเมืองได้

เช่นเดียวกับคดีฮั้ว สว. หากรัฐบาลแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พร้อมเปิดทางให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าโดยไม่มีการแทรกแซง และไม่ว่าจะกระทบกับฝ่ายใด ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กติกาเดียวกัน ก็จะช่วยลดข้อครหาที่มีต่อรัฐบาลได้เช่นกัน

ตรงกันข้าม หากรัฐบาลเลือกตอบทุกคำถามด้วยการปฏิเสธ หรือมองทุกการตรวจสอบเป็นเพียงเกมการเมือง ทำให้จุดนี้ถือเป็นจุดที่อันตรายที่สุด

ดังนั้น สิ่งที่นิด้าโพลกำลังบอกรัฐบาลอนุทินจึงอาจไม่ใช่เพียงว่า “โกงสอบท้องถิ่น” และ “ฮั้ว สว.” เป็นสองเรื่องที่ต้องรีบแก้ แต่กำลังบอกว่า ประชาชนกำลังจับตาว่า รัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรว่าอำนาจรัฐยังอยู่บนความโปร่งใส และอำนาจทางการเมืองยังอยู่บนความชอบธรรม

ถึงที่สุดแล้ว เสถียรภาพรัฐบาลไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลมีปัญหามากหรือน้อย แต่อยู่ที่ว่า ประชาชนยังเชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลสามารถจัดการกับปัญหาเหล่านั้นได้อย่างตรงไปตรงมา

หากรัฐบาลอ่านสัญญาณนี้ไม่ออก อาจกลายเป็น “วิกฤตศรัทธา” และเมื่อถึงวันนั้น สิ่งที่สั่นคลอนรัฐบาลอาจไม่ใช่ฝ่ายค้าน ไม่ใช่คดีใดคดีหนึ่ง แต่คือความรู้สึกของประชาชนเองว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่สมควรได้รับความไว้วางใจอีกต่อไป