เหตุป่วนครั้งใหญ่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงค่ำวันที่ 22 สิงหาคม 2569 กำลังทำให้เกิดคำถามโดยตรงถึงประสิทธิภาพของระบบข่าวกรองไทย หลังสถานการณ์เริ่มต้นด้วยรายงานเหตุหลายสิบจุด ก่อนที่ กอ.รมน.ภาค 4 สน. จะสรุป ณ เวลา 24.00 น. ว่าเกิดขึ้นรวม 51 เหตุการณ์ กระจายทั่วปัตตานี ยะลา และนราธิวาส
ตัวเลขทางการแบ่งเป็นนราธิวาส 22 เหตุการณ์ ยะลา 18 เหตุการณ์ และปัตตานี 11 เหตุการณ์ โดยหลายพื้นที่เกิดเหตุในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน
คำถามจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์อย่างไร
แต่ต้องย้อนกลับไปถามว่า ก่อนเกิดเหตุ หน่วยข่าวกรองไทยทำอะไรอยู่?
การสร้างสถานการณ์พร้อมกันหลายสิบจุด ครอบคลุมหลายอำเภอใน 3 จังหวัด ย่อมทำให้เกิดคำถามถึงการเตรียมการก่อนลงมือ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดเป้าหมาย การจัดคน หรือการประสานช่วงเวลา
แล้วตลอดช่วงก่อนเกิดเหตุ ระบบข่าวกรองไม่พบสัญญาณความเคลื่อนไหวเลยหรือ?
หากมีข่าวอยู่ก่อนแล้ว ข่าวนั้นถูกประเมินอย่างไร และถูกส่งไปถึงหน่วยปฏิบัติหรือไม่?
แต่หาก ไม่มีข่าวล่วงหน้าเลย ก็ยิ่งต้องถามหนักกว่าเดิมว่า เหตุใดความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่เหตุพร้อมกันหลายสิบจุดจึงหลุดรอดระบบการข่าวไปได้
พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง หน่วยเฉพาะกิจ และกลไกด้านข่าวกรองปฏิบัติงานอยู่จำนวนมาก รัฐทุ่มทั้งกำลังคนและงบประมาณด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ประชาชนจึงสมควรได้รับคำตอบ ไม่ใช่เพียงว่า “เกิดอะไรขึ้น” แต่ต้องตอบให้ได้ด้วยว่า “ก่อนเกิดเหตุ เรารู้อะไรบ้าง”
เพราะหน้าที่สำคัญของข่าวกรองไม่ใช่การรวบรวมข้อมูลหลังเกิดเหตุ แต่คือการพยายามรู้ความเคลื่อนไหวของฝ่ายก่อเหตุก่อนที่จะลงมือ
เหตุการณ์คืนเดียว 51 เหตุการณ์ใน 3 จังหวัด จึงเป็นคำถามใหญ่ที่หน่วยงานความมั่นคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า—
หน่วยข่าวกรองไทยทำอะไรอยู่?
#NEWS1 รายงาน


