เหตุความไม่สงบที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลายพื้นที่ในปัตตานี ยะลา และนราธิวาสเมื่อคืนวันที่ 22 สิงหาคม กำลังทำให้เกิดคำถามย้อนกลับไปถึงนโยบายควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาล โดยเฉพาะแนวทางจำกัดการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงการเพิ่มความเข้มงวดต่อประชาชนที่ครอบครองอาวุธอย่างถูกกฎหมาย
ข้อมูลเบื้องต้นของ ศปป.4 สน. ระบุว่า เกิดเหตุรวม 34 เหตุการณ์ ทั้งลอบวางเพลิง วางระเบิด ยิงก่อกวน และทำลายทรัพย์สิน กระจายหลายพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ จน จ.นราธิวาสต้องประกาศห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานในช่วงกลางคืน
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามว่า พื้นที่ชายแดนใต้ควรถูกใช้มาตรการเดียวกับพื้นที่ทั่วไปหรือไม่ เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองในพื้นที่เสี่ยง อาจตกเป็นเป้าหมายได้แม้อยู่นอกเวลาปฏิบัติหน้าที่ การจำกัดการพกอาวุธจึงถูกตั้งข้อกังวลว่าจะกระทบต่อความสามารถในการป้องกันตัวหรือไม่
เช่นเดียวกับประชาชนที่ครอบครองอาวุธโดยถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งอาจได้รับผลจากมาตรการที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่เหตุรุนแรงชายแดนใต้กลับสะท้อนอีกปัญหาหนึ่ง คืออาวุธผิดกฎหมายและวัตถุระเบิดที่อยู่ในมือผู้ก่อเหตุ
แน่นอนว่า การควบคุมอาวุธที่ถูกกฎหมายเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และการปราบปรามอาวุธเถื่อน สามารถดำเนินการควบคู่กันได้ แต่หลังเหตุป่วนหลายสิบจุดเมื่อคืน รัฐบาลอาจต้องทบทวนให้ชัดว่า มาตรการใดควรใช้กับใคร และพื้นที่เสี่ยงอย่าง 3 จังหวัดชายแดนใต้ควรมีข้อยกเว้นหรือมาตรการเฉพาะหรือไม่
เพราะในวันที่ผู้ก่อเหตุยังใช้อาวุธเถื่อนสร้างสถานการณ์จน 3 จังหวัดโกลาหล คำถามที่ถูกส่งไปถึงนายกรัฐมนตรีก็คือ—
นายกฯ ยังจะคุม ป.จนท.-ปชช.ที่ถูกกฎหมายอีกไหม?
#NEWS1 รายงาน


