กระแสวิพากษ์วิจารณ์กรณี พงศ์พรหม ยามะรัต ประกาศไม่บริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในจังหวัดน่านและเชียงราย โดยให้เหตุผลถึงปัญหาการตัดป่าและรุกลำน้ำ ยังคงมีเสียงสะท้อนตามมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากคนในพื้นที่จังหวัดน่านที่ไม่เห็นด้วยกับการเหมารวมว่าคนน่านไม่ดูแลผืนป่าของตัวเอง
ล่าสุด มีชาวน่านรายหนึ่งเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าวว่า
“ใช่ครับ ผมอยากรู้เขามาปีไหน”
ขณะที่อีกความเห็นหนึ่งระบุสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า
“ไม่ช่วยก็ไม่มีใครว่าครับ ไม่ใช่ขอทาน”
สองข้อความดังกล่าวสะท้อนมุมมองของคนในพื้นที่ว่า การบริจาคหรือไม่บริจาคเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครสามารถบังคับให้ใครต้องช่วยเหลือได้ แต่สิ่งที่คนในพื้นที่ตั้งคำถามกลับ คือการนำปัญหาน้ำท่วมไปเชื่อมโยงกับข้อกล่าวหาว่าคนน่านไม่สามารถดูแลผืนป่าของตัวเองได้
ก่อนหน้านี้ “พี่หมี” ยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ได้ออกมาแสดงความเห็นถึงพงศ์พรหม โดยขอว่าอย่าเหมารวมและโกรธประชาชนทั้งจังหวัด พร้อมอธิบายพัฒนาการของการใช้ที่ดินในน่าน ตั้งแต่ยุคการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนเป็นสวนยาง และเสนอให้ภาครัฐส่งเสริมระบบเกษตรผสมผสานเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาว
ประเด็นที่ตามมาจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะช่วยหรือไม่ช่วย” แต่กลายเป็นคำถามย้อนกลับว่า หากผู้วิจารณ์เคยมีส่วนร่วมในการฟื้นฟูป่า หรือเคยลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาป่าน่านจริง การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด ที่ไหน และในรูปแบบใด
ขณะเดียวกัน การถกเถียงเรื่องป่าน่านควรอยู่บนฐานข้อมูล ไม่ใช่การเหมารวม เพราะจังหวัดน่านยังมีพื้นที่ป่าในสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับหลายจังหวัดของประเทศ แม้บางพื้นที่จะเผชิญปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินและการบุกรุกป่ามาอย่างยาวนานก็ตาม
เสียงจากคนในพื้นที่ครั้งนี้จึงมีสารสำคัญชัดเจนว่า “ไม่ช่วยไม่ว่า” เพราะคนประสบภัยไม่ได้ร้องขอให้ใครต้องบริจาค แต่หากจะกล่าวหาคนทั้งจังหวัดว่าไม่รักษาป่า คนในพื้นที่ก็ย่อมมีสิทธิตั้งคำถามกลับว่า ผู้กล่าวหาเคยลงมือช่วยแก้ปัญหาที่กำลังวิพากษ์วิจารณ์อยู่จริงมากน้อยเพียงใด
#NEWS1 รายงาน


